‘รอมฎอน‘ ซัด งบแก้ชายแดนใต้ล้มเหลว ถาม ยกเลิกแผนบูรณาการ เพราะยอมรับแก้ปัญหาไม่ได้หรือไม่ ขณะ สถานการณ์ความรุนแรงเพิ่ม งบประมาณก็เพิ่ม
เมื่อเวลา 13.30 น. วันที่ 1 กรกฎาคม ที่รัฐสภา ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร เพื่อพิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบฯ 70 เป็นวันที่ 3 นายรอมฎอน ปันจอร์ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน อภิปรายว่า งบประมาณกว่า 2.84 หมื่นล้านบาท เป็นงบประมาณของจังหวัดชายแดนใต้ และหากนับงบจังหวัดชายแดนใต้ตลอด 24 ปีงบประมาณทั้งหมดกว่า 6.2 แสนล้านบาท โดยที่น่าสนใจคือแผนบูรณาการขับเคลื่อนการแก้ไขปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้ในปีนี้หายไป ซึ่งเป็นปีแรกในรอบ 10 ปี โดยแผนงานที่มากที่สุดคือแผนงานขับเคลื่อน แผนยุทธศาสตร์ขับเคลื่อนการแก้ไขปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้ 8,000 กว่าล้าน และหน่วยงานที่ได้มากที่สุดคือ กอ.รมน.
นายรอมฎอนกล่าวต่อว่า ปี 70 เป็นปีแห่งการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญเป้าหมายเดิมของแผนยุทธศาสตร์ชาติที่วางไว้ว่าปี 70 เหตุการณ์ความรุนแรงต้องยุติลง แต่กลายเป็นว่าแผนบูรณาการดับไฟใต้หายไป การยกเลิกแผนบูรณาการเท่ากับเป็นการยอมรับอย่างตรงไปตรงมาหรือไม่ว่า ที่ผ่านมาการแก้ไขปัญหาของเราถือว่าล้มเหลว กรอบคิดตลอด 20 ปี มันผิดพลาดอย่างเป็นระบบ แทนที่จะใช้เครื่องมือแผนบูรณาการอย่างเต็มศักยภาพ รัฐบาลเหมือนไม่ให้ความสำคัญแล้วนายช่างแผนใหม่ขึ้นมา
นายรอมฎอนกล่าวด้วยว่า ตนขอยกตัวอย่างสถานการณ์รุนแรงว่า จากปี 68 สถานการณ์รุนแรงเพิ่มขึ้น โดยแผนงบประมาณใหม่ที่เข้ามาแทน คือแผนงานยุทธศาสตร์ขับเคลื่อนการแก้ไขปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้มียอดรวม 8.4 หมื่นล้านบาท หรือ 30% ของยอดทั้งหมด กระจัดกระจายอยู่ในแผนงานต่างๆ และแผนยุทธศาสตร์การสร้างรายได้จากการท่องเที่ยวตั้งไว้ 5 แสนบาท ถือว่าน้อยมาก ทั้งที่จำนวนนักท่องเที่ยวเป็นตัวชี้วัดสำคัญ ซึ่ง กอ.รมน.ของบประมาณเยอะสุดคือ 5.04 พันล้านบาท บาทคิดเป็น 88% ของงบทั้งหมด จึงตั้งข้อสังเกตว่า หากแก้ไขปัญหาไฟใต้ได้ กอ.รมน.จะหมดงาน ซึ่งจะเกิดภาวะพึ่งพิงภัยคุกคาม
นายรอมฎอนกล่าวอีกว่า การอ้างอำนาจ พ.ร.ก.ฉุกเฉินและคำสั่ง กอ.รมน. ทำให้ กสทช. และบริษัทห้องส่งข้อมูล 2 ล้านหมายเลขให้ตำรวจภาค 9 ทุกวัน ซึ่งสุ่มเสี่ยงมาก เกรงว่าจะเข้าข่ายการละเมิดสิทธิประชาชนขัดต่อรัฐธรรมนูญ และกังวลว่าอาจจะมีปัญหา ก็อยากฟังว่าเรื่องนี้จะแก้ไขอย่างไร ขณะที่งบประมาณในการเช่ารถยนต์ก็มีมาก ซึ่งตนเองอยากถามว่า งบดังกล่าวรวมไปถึงรถคันที่ถูกใช้ในการลอบยิงนายกมลศักดิ์ ลีวาเมาะ ด้วยหรือไม่
นายรอมฎอนกล่าวอีกว่า ขณะที่งบไอโอก็มีงบประมาณที่น่าจับตาคือการประชาสัมพันธ์เชิงบูรณาการ 2.34 ล้านบาท ซึ่งตนตั้งข้อสังเกตว่าจะเป็นพฤติกรรมที่ประสานเชื่อมโยงกันอย่างเป็นธรรมชาติ โดยยืนยันว่า ไม่มีปฏิบัติการข่าวสารแล้วและอยากถามว่ายังมีงบประมาณดังกล่าวที่ใช้ในลักษณะของไอโออยู่อีกหรือไม่
นายรอมฎอนกล่าวต่อว่า ส่วนกำลังพลและการดำเนินงานมีการตั้งงบประมาณไว้ 2.3 กว่าล้าน ซึ่งตั้งไว้น้อยที่สุดในรอบ 10 ปีที่ผ่านมา ตั้งไว้คนทำงานไม่ไปทำงานจริงแล้ว ทำให้คนที่ปฏิบัติงานจริงสูญเสียกำลังใจ โดยผู้บัญชาการทหารบกก็ให้ไปกำชับว่าไม่ให้มีการสวมชื่อหรือกองหลังผี โดยหากเปรียบเทียบจากปีที่ผ่านมาตั้งงบส่วนที่ลดลงไป 1.05 ล้านบาท จึงตั้งข้อสังเกตว่ายังมีงบในลักษณะเหล่านี้ที่ซุกซ่อนอยู่ และไม่ได้ใช้งานจริงในส่วนอื่นอีกหรือไม่ ที่ลดงบประมาณไปเป็นเพราะเหตุผลอะไร หรือเป็นเพราะว่ามีการใช้งบประมาณเกินจริง เพื่อให้การทำงานโปร่งใส
นายรอมฎอนกล่าวต่อว่า ตารางเปรียบเทียบงบประมาณกับเหตุการณ์ความสงบ ซึ่งคนตั้งแง่สงสัยว่า งบประมาณกับสถานการณ์ความรุนแรงสัมพันธ์กันหรือไม่ ตนไม่ทราบ แต่หากดูจากแผนภาพ จะสะท้อนว่า เหตุการณ์สูงขึ้นมักจะตามมาโดยงบประมาณที่สูงตามมาในปีถัดไปอย่างเห็นได้ชัด ซึ่งอาจจะมาจากหลายปัจจัย แต่ปัจจัยที่เราเห็นได้ชัดเลยคือปี 49 และปี 57 คือการรัฐประหาร งบประมาณก็ดีเพิ่มสูงขึ้น และในระลอกหลังงบขึ้นสูงแต่เหตุการณ์ลดลง ไม่ได้งบประมาณแต่จะการเจรจาสันติภาพในปี 56 ปรับเปลี่ยนยุทธศาสตร์ในแต่ละฝ่ายจึงทำให้ลดลง
นายรอมฎอนกล่าวอีกว่า ในช่วงหลังปี 66 จะเริ่มเห็นว่ายอดงบประมาณเพิ่มสูงขึ้นตามมารอสถานการณ์เพิ่มสูงขึ้น จึงอยากตั้งข้อสังเกตว่าผ่านมา 24 ปี งบประมาณเพิ่มขึ้นมาก แต่เหตุการณ์ลดลง ในอัตราที่ช้าลงเรื่อยๆ แต่ปี 2562 เป็นต้นมา ซ้ำร้ายเริ่มมีสัญญาณที่เพิ่มขึ้น และยังมีสถานการณ์รายวันที่หวนกลับมาอีกรอบนึง เป็นไปได้หรือไม่ไม่ว่าการแก้ไขปัญหาที่ทำมาตลอดถึงเวลาของมันแล้วเพดานที่มาตรการเดิมๆ มันใช้ไม่ได้แล้ว ซ้ำร้ายยิ่งปล่อยนานไปถ้าเราให้วิธีคิดแบบทหารยังครอบงำทิศทางการแก้แก้ไขปัญหา จนรัฐบาลพลเรือนที่มีความชอบธรรม และมาจากประชาชนค่อยลดบทบาท
นายรอมฎอนกล่าวอีกว่า การนำไปหน่วยงานความมั่นคง ก็อยู่ในภาวะพึ่งพิงภัยคุกคาม เราจะมีทางเลือกในการแก้ไขปัญหาน้อยลง ถ้าเรามีค้อนอยู่ในมือ เราจะเห็นทุกอย่างเป็นตะปูและเราจะหาหนทาง เลือกหนทางการปฏิบัติแบบอื่นไม่ได้ และผลสุดท้ายคนที่รับเคราะห์กรรมคือประชาชน คนธรรมดาไม่ว่าชาติพันธุ์ไหน หรือศาสนาไหนที่อยากได้สันติภาพอยากได้การเปลี่ยนแปลง ก็ต้องรับเคราะห์กรรม และความหวังเติบโตก็จะถูกลดทอน จึงอยากฝากถึงนายกรัฐมนตรีว่า อยากให้อธิบายเหตุผลว่าทำไมถึงยกเลิกแผนบูรณาการไป

