มติที่ประชุม สนช. 161 เสียงให้ผ่านมาตรา 70 มติ 177 ให้ผ่านร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยคณะกรรมการการเลือกตั้ง
เสมอเป็นเพียงนับ 1
เป็นเพียงการแสดงเจตจำนงว่าต้องการให้มีการ “เซต ซีโร่” กกต. อย่างแน่นอน
เป็น “ความต้องการ”
อันไม่เพียงสะท้อนความต้องการของคณะกรรมาธิการ หากยังสะท้อนความต้องการของ สนช. สะท้อนความต้องการของ กรธ. และสะท้อนความต้องการของรัฐธรรมนูญ
เหมือนกับทุกอย่าง “เดินหน้า” ไปได้ด้วยความราบรื่น
กระนั้นก็ยังมีอีกหลายด่านที่รออยู่ ไม่ว่าจะเป็นด่านคณะกรรมาธิการ “ร่วม”
และด่านใหญ่ของ “ศาลรัฐธรรมนูญ”
หากฟังจากน้ำเสียงของ นายศุภชัย สมเจริญ ประธานคณะกรรมการการเลือกตั้ง
เหมือนกับจะไม่มีปัญหา
“เขาให้ทำงานก็ทำ ไม่ให้ทำก็กลับบ้าน เขามีเหตุผลในการไม่เอาเรา เขาอยากได้คนใหม่ทั้งหมด”
กระนั้น หากฟังนายสมชัย ศรีสุทธิยากร
“ปณิธานอันเจิดจรัสของ กรธ. กมธ.และการลงมติของ สนช.ในการเซตซีโร่ กกต. คือตราบาปสำคัญกับการเมืองไทยที่ไม่ต่างอะไรกับการลงมตินิรโทษกรรมสุดซอย ที่อาศัยอำนาจ และเสียงข้างมากที่ฝ่ายตนมีกระทำเพื่อผลประโยชน์ส่วนตน”
ก็มองเห็นเค้าของ “เมฆ” ดำ กำลังเคลื่อนเข้ามา
ยังไม่มีใครรู้ว่าการจัดตั้ง คณะกรรมาธิการ “ร่วม” อันมีตัวแทนจาก กกต.อยู่ด้วยจะลงเอยอย่างไร
ยิ่งเส้นทางสู่ “ศาลรัฐธรรมนูญ” ยิ่งตอบไม่ได้
“กกต.ชุดปัจจุบันที่มีคุณสมบัติครบตามรัฐธรรมนูญ 2560 ไปรีเซตได้อย่างไร สนช.ซึ่งทำหน้าที่แทน ส.ส.และ ส.ว.ใช้อำนาจเหนือรัฐธรรมนูญหรือไม่”
เป็นข้อสังเกตจาก ส.ส.คนหนึ่งแห่งพรรคประชาธิปัตย์
คาดได้เลยว่า เมื่อใดที่ร่าง พ.ร.บ.นี้ และ “มติ” ของ สนช.ตกถึงมือตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ คงมากด้วยความระทึกในดวงหทัยพลัน

