ปิดหน้าออนไลน์ : เอกซเรย์ 3 ก๊กเมืองไทย ท่ามกลางการเมืองร้อน ใครจะอยู่หรือไป
ครบ 3 เดือนแล้ว สำหรับการบริหารประเทศของรัฐบาลอนุทิน ชาญวีรกูล หากนับวันโปรดเกล้าฯครบเมื่อวันที่ 30 มีนาคม ที่ผ่านมา
นับเป็น 3 เดือนที่ดุเดือดอย่างยิ่ง ไม่มีช่วงฮันนีมูนใดๆ มีแต่ความดุเดือดเลือดพล่านมาโดยตลอด
เนื่องจากสภาพของการเมืองโลก สงครามสหรัฐ-อิหร่าน การปิดช่องแคบฮอร์มุซ ส่งผลราคาพลังงานพุ่งสูง ทำให้ของทุกอย่างล่้วนขึ้นราคา
ส่งผลกระทบเศรษฐกิจของประเทศ เริ่มต้นรัฐบาล ก็ด้วยการกู้เงินถึง 4 แสนล้าน
การเมืองภายในที่ยังคงต้องจับตา ความขัดแย้งของกลุ่มก้อนต่างๆ สะท้อนออกมาจากความขัดแย้งในกระทรวงมหาดไทย
เชื่อมโยงกันตั้งแต่โยกย้ายปลัดจังหวัดภูเก็ต มาจนถึง “ช่วยน้ำเงินด้วย” จนกระทั่งโกงสอบท้องถิ่น ที่มีคนในกระซิบมาว่าทั้งหมดล้วนเป็นเรื่องราวเชื่อมโยงกัน
และหวังผลถึงขั้นเขย่าเก้าอี้บิ๊กมหาดไทย ให้่สะเทือนเลื่อนลั่น !!
เป็นสงครามตัวแทนระหว่างผู้ยิ่งใหญ่ในรัฐบาลด้วยกันเอง ที่ล่าสุดเริ่มไม่ลงรอย ไม่เข้าขากันเหมือนที่ผ่านมา
และมีแนวโน้มจะเข้าเค้าสุภาษิต ‘เสือสองตัวอยู่ถ้ำเดียวกันไม่ได้’ และรอยปริแตกเหล่านี้จะกลายเป็นรอยแยกใหญ่
ดังที่เกิดขึ้นมาแล้วในอดีตที่เคยใช้แนวทางยุบรวมเพื่อเติบโต อย่างสามัคคีธรรม ไทยรักไทย หรือแม้แต่พลังประชารัฐ
ในขณะที่พรรคการเมืองอื่นๆ ก็ไม่ใช่จะไม่ได้รับผลกระทบ วันนี้ มติชนออนไลน์ จะพาไปวิเคราะห์ พรรคการเมืองใหญ่ทั้ง 3 พรรค ทั้งภูมิใจไทย เพื่อไทย และพรรคประชาชน ที่ถูกมองว่าเป็น ‘การเมือง3ก๊ก’ ของการเมืองไทย ว่าอยู่ในสถานะใดกันบ้าง
จะย่างก้าวต่อไปอย่างหนักแน่น หรือจะกลายเป็นอ่อนแอ ส่งผลให้การเมืองไทยผันแปรอีกระลอก!!
เริ่มกันที่ พรรคภูมิใจไทย ซึ่งการเลือกตั้ง 2569 ได้คะแนนเสียงถึง 193 ที่นั่ง เป็นที่ 1 ในการจัดตั้งรัฐบาล และแน่นอน นายอนุทิน ก็เป็นนายกฯแบบนอนมา
แต่ทุกคนก็ทราบดีว่าการโตของภูมิใจไทย ไม่ได้เกิดจากออแกนิก แต่เป็นการรวมตัวของกลุ่มก้อนการเมืองต่างๆ เพื่อหวังผลจากการเลือกตั้ง
ทำให้พรรคภูมิใจไทย ที่เดิมเป็นพรรคระดับกลาง โตอย่างก้าวกระโดด โตอย่างรวดเร็วเกินไป จากพรรคร่วมรัฐบาล มาเป็นแกนนำ ต้องมีแนวทางนโยบาย แผนการดำเนินการต่างๆ ทั้งการเมือง เศรษฐกิจ สังคม และการต่างประเทศ
ขณะที่บุคลากร ‘คนใน’ของภูมิใจไทยเอง ก็ไม่ได้มีความพร้อม ต้องอาศัย 3 แม่ครัว อย่างสีหศักดิ์ เอกนิติ ศุภจี มาคอยดำเนินการ
ซึ่งกาลเวลาจะค่อยๆบอกเองว่า ฝีไม้ลายมือของคนพวกนี้มีมากน้อยเพียงใด
ไม่เพียงแค่นั้น การชนะเลือกตั้งอย่างมโหฬาร ได้ส.ส.จำนวนมาก ก็เหมือนกับสิ่งทุกอย่างบนโลกที่ต้องมี ‘ต้นทุน’
เมื่อต้องจ่ายคืน ทุกอย่างย่อมมี ‘ราคา’ดังจะเห็นถึงความจำเป็นที่ไม่สามารถดึง’กล้าธรรม’ ร่วมรัฐบาล เพราะนอกจาก’ชื่อเสียง’ ยังมีเรื่องของ ‘โควตา’
และด้วยข้อเท็จจริงว่าภูมิใจไทย เองก็มี’ผู้นำทางจิตวิญญาณ’ที่คอยควบคุมกำกับดูแล บางครั้ง บางดีล ก็ข้ามนายอนุทิน ยิงตรงขึ้นไปยังเป้าหมาย เมื่อ ‘ผู้เล่น’ มีมาก ย่อมส่งผลสงสัยถึง สถานะ ‘ตัวจริง’ของนายกฯที่ชื่ออนุทิน
จึงไม่แปลกที่ข่าวความบาดหมางไม่ลงรอย ศึกสงครามตัวแทน จึงสะพัดในช่วงเวลานี้ และไม่ใช่แค่ข่าวลือ
ถามว่า นายอนุทิน รับทราบสถานการณ์หรือไม่ คนที่ผ่านร้อนผ่านหนาวมาขนาดนี้ ประสบการณ์ระดับนี้ ย่อมรู้ดี
และจะเห็นว่า ‘รู้มาก’ กว่าที่คิด ดูได้จากย่างก้าว การเลือกไปภารกิจต่างๆ ย้ำให้เห็นการให้น้ำหนัก การให้ความสำคัญในเรื่องต่างๆ
เป็นกลไกต่อรอง สร้างฐานอำนาจตัวเองให้มั่นคงยิ่งขึ้น!!
////
ส่วนในส่วนของพรรคเพื่อไทย ซึ่งต้องยอมรับว่าจากเดิมที่เป็นพรรคอันดับ 1 ชนะการเลือกตั้งมายาวนาน หรือแม้จะไม่ใช่ที่ 1 ก็ถือว่าเป็นที่ 2 อย่างฉิวเฉียด
ผลการเลือกตั้งปี 2569 ที่หล่นมาเป็นอันดับ 3 ถือเป็นการถอยหลังครั้งสำคัญ ที่ต้องเร่งทบทวน
พรรคเพื่อไทย อยู่ในสภาวะตรงกันข้ามกับภูมิใจไทย คือจากพรรคใหญ่ กลายเป็นพรรคระดับกลาง การจัดสรรอำนาจในพรรค กับโควตาที่ได้รับ ก็มีเรื่องที่ต้องจัดการ
ไม่รวมกับสถานะการนำ ที่แต่ก่อนจะต้องหาแผน หาแนวคิดต่างๆ มาขับเคลื่อนประเทศ ก็กลายเป็นผู้สนับสนุน ซึ่งก็อยู่ที่ว่าจะรักษาสภาพของ ‘เพื่อนพระเอก’ได้มากน้อยเพียงใด
ยังมีเรื่องอื่นๆ ที่เคยฟาดฟันกันมา ไม่ว่าจะเป็นฮั้วส.ว. ที่ดินเขากระโดง หรือแม้แต่แก้รัฐธรรมนูญ ที่เคยถือธงนำ มาวันนี้ก็ต้องอยู่นิ่งๆ ขยับมากก็กลัวออฟไซด์
บางคนถึงขั้นบอกว่าอยู่ในสภาพ ‘แกล้งตาย’ แต่ตอนนี้แกล้งอยู่ หรือเป็นจริง ก็ต้องรอดูกัน
นอกจากนี้ยังมีเรื่องในอนาคต นั่นก็คือการเลือกตั้งครั้งหน้า ซึ่งหากครบวาระ ก็ 4 ปี เพื่อไทย จะวางสถานะตัวเองอย่างไร จะเป็นพรรคกลางๆแบบนี้ รอโควตา ทำงานในหน้าตัก
ก็คงจะไม่มีปัญหาใดๆ
แต่หากจะคิดใหญ่ ทำใหญ่ กลับมาเป็นพรรคอันดับ 1 แย่งชิงการนำ การจัดตั้งรัฐบาล และนำเสนอนโยบาย เป็นงานหนัก ที่ต้องมีไม้ตายให้คนเชื่อมั่นว่ามาถูกทาง มีผู้นำและทีมงานที่พร้อมสรรพ สามารถเดินหน้าตามภารกิจที่วางไว้ได้
และทำยังไงให้คนเปลี่ยนใจจากสีน้ำเงิน หรือส้ม กลับมาเป็นสีแดง!!
////
พรรคสุดท้าย ที่ต้องมารีวิว ก็คือพรรคประชาชน ซึ่งต้องยอมรับว่าสภาพน่าสะบักสะบอมที่สุดใน 3 ก๊ก
.
จากพรรคที่ได้รับชัยชนะมาเป็นอันดับ 1 เมื่อครั้งเป็นก้าวไกลเมื่อเลือกตั้ง 2566 มาครั้งปี 2569 แม้จะได้ที่ 2 แต่ก็ห่างกับอันดับ 1 อยู่มาก
.
แถมผลกระทบจากการตัดสินใจเกมการเมืองที่ผ่านมา โดยเฉพาะการโหวตอนุทิน ให้เป็นนายกฯ โดยไม่ร่วมรัฐบาล ก็ยังคงส่งผลมาอย่างต่อเนื่อง
.
อีกทั้งการเลือกตั้งกทม. ที่ผ่านมา ก็ต้องยอมรับว่าในส่วนผู้ว่าฯนั้นล้มเหลวอย่างสิ้นเชิง คะแนนที่ได้อยู่ในลำดับ 3 ทั้งที่มีส.ส.กทม.เต็มพื้นที่
ประเด็นตั้งสุรพล นิติไกรพจน์ เป็นที่ปรึกษาทีมงานผู้ว่าฯ ส่งผลอย่างเห็นได้ชัด
ส่วนสก. แม้จะได้มากที่สุด 22 ที่นั่ง แต่ก็พลาดเป้าที่ตั้งไว้ ครึ่งหนึ่ง หรือเกินกว่า 25 ที่นั่ง ซึ่งก็ต้องมาดูว่าจะเดินเกมรวมเสียง ได้เก้าอี้ประธานสภากทม.หรือไม่
แต่ถ้าไม่ได้ ก็น่าเป็นห่วงว่าจิตใจของคนในพรรค ของทีมงาน จะสั่นคลอนหรือไม่อย่างไร
อย่างไรก็ตาม ก็ต้องยอมรับว่าจากสถานการณ์ทั้งหมด พรรคสีส้มเองก็ถูกกระทำมาไม่น้อย และอย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่เป็นพรรคอนาคตใหม่ มาถึงก้าวไกล และต่อเนื่องมาถึงพรรคประชาชน
มียุบพรรค 2 ครั้ง ตัดสิทธิ์หัวหน้าพรรค 2 รอบ มีกก.บห. มีแกนนำ ถูกตัดสิทธิ์ กดดันจนต้องแยกทางไปหลายต่อหลายคน
ตอนนี้ก็ยังมีเรื่อง 44 สส. และมีคำร้องยุบพรรคประชาชนคาไว้อีกหลายประเด็น
พูดกันตรงไปตรงมา สิ่งที่เผชิญ ก็ห่างไกล หรือแทบจะบรรจบกันไม่ได้กับคำว่า ‘ยุติธรรม’
แต่ก็เป็นสิ่งที่เกิดขึ้น และเป็นไปแล้ว
และเป็นเรื่องสำคัญ ที่พรรคประชาชนเอง ต้องทบทวนจุดยืน และท่าที และเป็นบทพิสูจน์ความแข็งแกร่งในอนาคต ว่าจะยังเป็นทางเลือกให้กับประชาชนในการเลือกตั้งครั้งหน้าได้หรือไม่
ทั้ง 3 ก๊กจะรักษาดุลอำนาจกันต่อไปได้นานเท่าใด
เหมือน 3 ก๊กดั้งเดิม ที่วุ่ยก๊ก จ๊กก๊ก และง่อก๊ก ตั้งประจัน สุดท้ายตระกูลสุมา ก็มายึดครองกลายเป็นราชวงศ์จิ้น รวมแผ่นดินเป็น 1 เดียว
จะมีก๊กที่ 4 เกิดขึ้นหรือไม่ ต้องติดตาม!!!

