หน้าแรก การเมือง ส่องศก.ไทยครึ...

ส่องศก.ไทยครึ่งปีหลัง ปัจจัยเสี่ยงหนุน-ฉุดรั้ง

3.07.26 | 12:39 น.

หมายเหตุนักวิชาการและหอการค้าประเมินทิศทางเศรษฐกิจไทยภายหลังเจโทร (JETRO) และหอการค้าญี่ปุ่นในไทย (JCC) ชี้ว่าแนวโน้มในช่วงครึ่งหลังปี 2569 คาดสภาพธุรกิจและเศรษฐกิจไทยปรับตัวแย่ลง เมื่อวันที่ 2 กรกฎาคม


พรายพล คุ้มทรัพย์
อดีตคณบดีคณะเศรษฐศาสตร์
มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และนักวิชาการอิสระ

ประเมินเศรษฐกิจไทยในครึ่งปีแรก 2569 ได้รับผลกระทบอย่างหนักจากปัญหาความขัดแย้งและสงครามในตะวันออกกลาง ที่อิหร่านปิดช่องแคบฮอร์มุซจนไม่สามารถเดินเรือผ่าน ส่งผลให้ราคาน้ำมันและก๊าซธรรมชาติทั่วโลกพุ่งสูงขึ้น รวมทั้งประเทศไทยเช่นกันที่โดนผลกระทบจากสงครามดังกล่าว จากที่ก่อนหน้าน้ำมันดีเซลราคา 30 บาทต่อลิตร แต่เมื่อเกิดสงครามตะวันออกทำให้ปรับขึ้นเป็น 40-50 บาทต่อลิตร ปัจจัยดังกล่าวได้กระทบโดยตรงต่อต้นทุนค่าใช้จ่ายที่สูงขึ้น อัตราเงินเฟ้อ และกำลังซื้อของประชาชนที่ลดลง ทำให้ภาพรวมเศรษฐกิจครึ่งปีแรกแทบจะไม่มีการขยายตัว หรือขยายตัวได้ประมาณ 1% เมื่อเทียบกับการคาดการณ์ก่อนเกิดสงครามในตะวันออกกลางที่ประเมินไว้ว่าจะขยายตัว 2-3% รวมไปถึงการส่งออกและการลงทุนภาคเอกชนก็ทำไม่ค่อยเต็มที่เท่าไหร่ การลงทุนภาครัฐดำเนินได้ในระดับหนึ่ง แต่ด้วยความขาดแคลนของวัตถุดิบก็ไม่สามารถทำได้เต็มที่

ในช่วงครึ่งปีหลังตั้งแต่ 1 กรกฎาคม ประเมินว่าทิศทางเศรษฐกิจจะปรับตัวดีขึ้น เนื่องจากสถานการณ์สงครามเริ่มคลี่คลาย ส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกมีแนวโน้มลดลงและน่าจะทรงตัวอยู่ที่ประมาณ 60-70 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ซึ่งจะช่วยลดภาระราคาขายปลีกน้ำมันในประเทศลงได้ประมาณ 30-40 บาทต่อลิตร นอกจากนี้ เศรษฐกิจยังจะได้แรงหนุนจากมาตรการกระตุ้นของรัฐบาล ผ่าน พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้านบาท โดยวงเงิน 2 แสนล้านบาทแรก ได้นำไปใช้ในโครงการไทยช่วยไทยพลัส ซึ่งปัจจุบันดำเนินงานเข้าสู่เดือนที่ 2 แล้ว และคาดว่าจะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจได้ในระดับหนึ่ง ขณะที่วงเงินอีก 2 แสนล้านบาทหลัง จะถูกนำมาใช้เพื่อแก้วิกฤตพลังงาน โดยเน้นการลงทุนในพลังงานสะอาด พลังงานชีวมวลส่งเสริมการติดตั้งโซลาร์เซลล์ และมุ่งเน้นการประหยัดพลังงาน ขณะที่ภาคการท่องเที่ยวคาดว่าจะดีขึ้นในระดับหนึ่งเช่นกัน สะท้อนจากตัวเลขนักท่องเที่ยวต่างชาติที่เดินทางมายังประเทศไทยที่เริ่มฟื้นตัว

ทั้งนี้ สภาพเศรษฐกิจในปัจจุบันยังไม่เอื้ออำนวยเท่าที่ควร ซึ่งยังคงต้องจับตาการลงทุนภาคเอกชนว่า เม็ดเงินจากต่างชาติจะไหลกลับเข้ามาในประเทศไทยได้เต็มที่มากน้อยแค่ไหน ขณะนี้ความหวังหลักของไทยผูกอยู่กับอุตสาหกรรม 3 กลุ่มหลัก ได้แก่ กลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ กลุ่ม Data Center และกลุ่มยานยนต์ไฟฟ้า (EV) รวมถึงอุตสาหกรรมเกี่ยวเนื่องอย่างแบตเตอรี่ หากเม็ดเงินลงทุนในอุตสาหกรรมเหล่านี้กลับเข้ามาได้ดี ก็จะช่วยกระตุ้นสำคัญเศรษฐกิจได้ดีในระดับหนึ่ง ทั้งนี้ คาดว่าการเติบโตทางเศรษฐกิจของไทยอาจจะขยายตัวมากกว่า 2% ได้ไม่ยาก ส่วนจะไปถึงเป้าหมายที่ 3% หรือไม่นั้น ยังคงเป็นเรื่องที่ต้องลุ้นและติดตามกันต่อไป

Advertisement

หากสถานการณ์ความขัดแย้งคลี่คลายจนสามารถขนส่งน้ำมันผ่านช่องแคบฮอร์มุซได้ ราคาน้ำมันโลกจะลดลงและปัญหาการขาดแคลนจะบรรเทาลง ซึ่งจะช่วยให้เศรษฐกิจโลกรวมทั้งประเทศไทยฟื้นตัว ส่งผลดีต่อทั้งภาคการส่งออก รวมทั้งภาคการท่องเที่ยวที่จะทำให้นักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางกลับเข้ามา ทำให้ภาพรวมเศรษฐกิจไทยน่าจะกลับเข้าสู่ภาวะที่เติบโตได้อย่างน่าพอใจ

กรณีการวิเคราะห์จากบริษัทร่วมทุนญี่ปุ่นในไทยที่แสดงความกังวลว่าเศรษฐกิจไทยในครึ่งปีหลัง จะฟุบในครึ่งปีหลัง 2569 จากค่าดัชนีแนวโน้มเศรษฐกิจ (DI) อยู่ที่ 0 ปรับลดลงลบ 6 ในครึ่งปีแรก 2569 และคาดการณ์ลดลงลบ 7 ในช่วงครึ่งหลังปี 2569 จากปัจจัยจากผลกระทบราคาวัตถุดิบและต้นทุนการขนส่งที่เพิ่มสูงจากสงครามตะวันออกกลางนั้น เห็นว่ายังไม่มีสัญญาณชี้วัดใดที่เลวร้ายถึงขั้นนั้น อาทิ จากอุตสาหกรรมสิ่งทอที่ค่าดัชนีติดลบสูงนั้น เป็นเพราะสิ่งทอคืออุตสาหกรรมขาลง ที่สูญเสียขีดความสามารถทางการแข่งขันจากปัญหาค่าแรงมาหลายปีแล้ว ไม่ใช่เพิ่งมาซบเซา ขณะที่ปัญหาหลักที่น่ากังวลและฉุดรั้งเศรษฐกิจจริงๆ คือ ปัญหาหนี้ครัวเรือน ที่อยู่ในระดับสูง ทำให้สถาบันการเงินเข้มงวดในการปล่อยสินเชื่อ ซึ่งกระทบโดยตรงต่อการซื้อสินค้าขนาดใหญ่อย่างบ้านและรถยนต์

ส่วนตัวเห็นว่า ยังไม่เห็นสัญญาณที่บ่งบอกว่าเศรษฐกิจไทยในครึ่งปีหลังจะฟุบ แต่ปัญหาน่ากังวลคือ ปัญหาหนี้ครัวเรือนที่สูงขึ้นเป็นตัวการสำคัญที่ทำให้การซื้อสินค้าชิ้นใหญ่ เช่น บ้านและรถยนต์ ลดลงอย่างเห็นได้ชัด เนื่องจากสินค้าเหล่านี้ต้องอาศัยการผ่อนชำระเป็นหลัก เมื่อคนมีหนี้เยอะ ประกอบกับธนาคารเข้มงวดในการปล่อยสินเชื่อมาตั้งแต่ปีที่แล้ว กำลังซื้อในตลาดจึงชะลอตัวลง อย่างไรก็ตาม สถานการณ์นี้จะเริ่มคลี่คลายและดีขึ้นได้ หากรายได้ของประชาชนขยับสูงขึ้น ซึ่งจะช่วยเพิ่มความสามารถในการใช้จ่าย และส่งผลให้ธนาคารกล้ากลับมาปล่อยสินเชื่อใหม่อีกครั้ง

สำหรับข้อเสนอแนะเพิ่มเติมว่า สิ่งสำคัญในระยะต่อไปคือ ภาครัฐ เอกชน และประชาชน ต้องเร่งปรับตัวเพื่อรับมือกับการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วของเทคโนโลยี โดยเฉพาะปัญญาประดิษฐ์ (AI) รวมถึงต้องเร่งยกระดับทักษะแรงงานให้สอดคล้องกับความต้องการของอุตสาหกรรมยุคใหม่ เช่น อุตสาหกรรมพลังงานหมุนเวียน (BCG) นอกจากนี้ ในด้านการท่องเที่ยว ควรปรับทิศทางโดยเลิกเน้นเฉพาะเชิงปริมาณ แต่หันมาดึงดูดนักท่องเที่ยวกลุ่มคุณภาพที่มีกำลังซื้อสูง เพื่อสร้างรายได้ที่ยั่งยืนให้แก่ประเทศ

สลิล โตทับเที่ยง
ประธานหอการค้าภาคใต้

ภ าพรวมเศรษฐกิจในครึ่งปีหลังของภาคใต้ว่า ทิศทางน่าจะดีกว่าครึ่งปีแรก ที่มีความวิตกกังวลในเรื่องราคาน้ำมันที่ปรับตัวสูงขึ้น จากสงครามในตะวันออกกลาง ซึ่งปัจจุบันสถานการณ์การสู้รบเริ่มคลี่คลายลง อีกทั้งหลายภาคส่วน เริ่มปรับตัวได้กับสถานการณ์น้ำมัน ซึ่งเป็นต้นทุนที่สำคัญ อย่างไรก็ตามยังพบว่าในด้านกำลังซื้อยังคงหดตัว แต่ก็มีปัจจัยเสริมในเรื่องของโครงการไทยช่วยไทยพลัส ที่เติมเม็ดเงินเข้ามาในระบบ รวมทั้งราคาสินค้าเกษตรเช่นยางพาราและปาล์มน้ำมันที่ปรับตัวสูงขึ้น นอกจากนี้ในช่วงครึ่งปีหลังโดยเฉพาะช่วงปลายปี เป็นช่วงที่เข้าสู่ฤดูกาลการท่องเที่ยว ทั้งหมดล้วนส่งผลให้เศรษฐกิจในครึ่งปีหลังของภาคใต้มีทิศทางที่ดีขึ้นกว่าครึ่งปีแรก โดยคาดการณ์แนวโน้มเศรษฐกิจภาคใต้น่าจะโตขึ้นไม่ต่ำกว่า 2%

อย่างไรก็ตามในส่วนของภาคใต้เรามีข้อเสนอไปยังรัฐบาล ในเรื่องของการกำจัดปัจจัยลบ และอุปสรรคต่อการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ เช่น ปัญหาตั๋วเครื่องบินแพง การลดเที่ยวบิน ซึ่งเป็นภาวะปกติในช่วงโลว์ซีซั่น ที่มีผู้โดยสารโดยเฉพาะนักท่องเที่ยวลดลง ทำให้สายการบินต้องปรับลดจำนวนเที่ยวบินลง โดยเฉพาะในจังหวัดเมืองรอง เช่น จังหวัดตรัง แต่ก็เชื่อว่าเมื่อสถานการณ์กลับสู่ภาวะปกติในช่วงฤดูกาลท่องเที่ยว ปัญหาเหล่านี้จะคลี่คลายลง แต่รัฐบาลจะต้องสนับสนุนให้มีกิจกรรมในเมืองรองเพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยวให้เดินทางมาทำกิจกรรม โดยเฉพาะกิจกรรมประชุมสัมมนา ขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นทั่วประเทศ ที่สามารถเพิ่มความต้องการในการโดยสารเครื่องบินข้ามภูมิภาคได้ เมื่อตั๋วเครื่องบินเต็ม มีการเพิ่มเที่ยวบินมากขึ้น ราคาตั๋วเครื่องบินก็จะถูกลง แต่สิ่งเหล่านี้ต้องให้รัฐบาลเข้ามาสนับสนุน

สำหรับการลงทุนขนาดใหญ่เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจในภาคใต้ ที่มีการถกเถียงกันเรื่อง กฎหมาย EEC และโครงการแลนด์บริดจ์นั้น คงต้องรอผลการศึกษาจากคณะกรรมการที่มีนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง นั่งเป็นประธาน ถึงผลได้ผลเสีย แต่หอการค้าภาคใต้มองและเรียกร้องมาตลอดว่า โครงการที่สามารถพัฒนาและกระตุ้นเศรษฐกิจภาคใต้ได้ทันที คือ การปรับปรุงพัฒนาท่าเรือส่งออกที่มีอยู่แล้ว โดยเฉพาะท่าเรือจังหวัดระนอง และท่าเรือจังหวัดสงขลา ให้สามารถเป็นประตูการส่งออกไปยังกลุ่มประเทศ BIMSTEC ได้อย่างเต็มศักยภาพ รวมการพัฒนาเครือข่ายทางรถไฟให้เชื่อมมาถึงจังหวัดระนอง เพื่อขนถ่ายสินค้าลงเรือ ซึ่งนอกจากเป็นการช่วยอำนวยความสะดวกในการขนสินค้าสำคัญของภาคใต้แล้ว ระบบรางที่เชื่อมต่อกัน ยังสามารถขนส่งสินค้าได้จากทั่วประเทศ ทุกภูมิภาค มาส่งออกผ่านท่าเรือจังหวัดระนอง และจังหวัดสงขลา เกิดเป็นมูลค่าทางเศรษฐกิจที่สำคัญต่อภาคใต้และประเทศไทย

การกระตุ้นเศรษฐกิจภาคใต้ด้วย EEC หรือโครงการแลนด์บริดจ์ เป็นโครงการขนาดใหญ่ซึ่งต้องใช้ระยะเวลาในการดำเนินการ และอาจมีแรงต้าน แต่การพัฒนาโครงข่ายทางรางและท่าเรือส่งออกที่มีอยู่แล้ว จะใช้งบประมาณน้อยกว่าและดำเนินการได้ทันที หอการค้าภาคใต้จึงมองในส่วนนี้มากกว่า อย่างไรก็ตาม ทุกโครงการของภาคใต้นอกจากประเด็นด้านพัฒนาเศรษฐกิจแล้ว ก็ต้องคำนึงถึงผลกระทบในหลายมิติด้วย