‘นายกฯ’ เคาะ 6 มาตรการสกัดยาเสพติดไปตปท. -เข้มการท่าตรวจสัมภาระลูกเรือ -ฟันวินัยร้ายแรงลูกเรือสายการบินรับหิ้ว-รับฝากสิ่งของ
เมื่อเวลา 14.40 น. วันที่ 3 กรกฎาคม ที่ตึกภักดีบดินทร์ ทำเนียบรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย เป็นประธานการประชุมติดตามสถานการณ์ และมาตรการป้องกันการลักลอบขนยาเสพติดไปยังประเทศออสเตรเลีย โดยมี พ.ต.ต.สุริยา สิงหกมล เลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด (เลขาธิการ ป.ป.ส.), นางอุษณีย์ แสงสิงแก้ว ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน), พล.อ.อ.มนัท ชวนะประยูร ผู้อำนวยการสำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย, นายกิตติพงศ์ กิตติขจร ผู้อำนวยการท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ, นายพันธ์ทอง ลอยกุลนันท์ อธิบดีกรมศุลกากร, พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) และผู้แทนเหล่าทัพ พล.ต.ท.ภาณุมาศ บุญญลักษม์ ผู้บัญชาการตำรวจตรวจคนเข้าเมือง, พ.ต.ต.ยุทธนา แพรดำ อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ รวมถึงหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอื่นๆ อาทิ กระทรวงคมนาคม, กระทรวงมหาดไทย, กระทรวงยุติธรรม, กระทรวงแรงงาน, กระทรวงสาธารณสุข, กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ เข้าร่วม

ต่อมา เวลา 17.20 น. ที่ตึกภักดีบดินทร์ ทำเนียบรัฐบาล ภายหลัง นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด ครั้งที่ 2/2569 น.ส.รัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผย ว่า นายกฯ ย้ำถึงสถานการณ์ปัญหายาเสพติดในประเทศไทยว่าส่งผลกระทบและความเดือดร้อนต่อประชาชน สาเหตุหนึ่งคือแหล่งผลิตยาเสพติดมาจากพื้นที่สามเหลี่ยมทองคำ เป็นแหล่งผลิตที่มีศักยภาพการผลิตในระดับสูง โดยเฉพาะยาบ้าและไอซ์ ทำให้มีขบวนการค้ายาเสพติดตามแนวชายแดนลักลอบนำเข้าสู่ประเทศไทย เข้ามาพักคอยในพื้นที่ตอนในและขนส่งผ่านระบบโลจิสติกส์เพื่อส่งต่อกระจายในพื้นที่ต่างๆ เข้ามาค้าขายและแพร่ระบาดในหมู่บ้าน ชุมชน กลุ่มเด็กและเยาวชนเป็นกลุ่มที่มีความเสี่ยงในการเข้าสู่วงจรยาเสพติดเร็วขึ้น นอกจากนี้ ผู้ที่มีอาการทางจิตเวชจากยาเสพติดยังส่งผลกระทบความเดือดร้อนให้แก่ประชาชนในหมู่บ้าน ชุมชนเป็นจำนวนมาก กำชับให้ทุกหน่วยงาน ทั้งสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง การท่าอากาศยาน และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เชื่อมโยงและแลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างกัน เพื่อบูรณาการการทำงานและเพิ่มประสิทธิภาพในการป้องกันและปราบปรามการกระทำผิดกฎหมาย พร้อมย้ำถึงคดีแอร์สาวการบินไทยว่าทุกฝ่ายต้องดำเนินคดีอย่างรัดกุมรอบคอบ เน้นรวบรวมพยานหลักฐานให้ครบถ้วน และประสานส่งสำนวนคดีให้ทางการออสเตรเลียดำเนินการตามกฎหมาย คดีนี้ได้สร้างความเสียหายต่อชื่อเสียงของประเทศไทยและสายการบินเป็นอย่างมาก

น.ส.รัชดา กล่าวว่า ที่ประชุมรับทราบมาตรการในการควบคุมและสกัดกั้นมิให้ยาเสพติดถูกลำเลียงออกไปยังต่างประเทศ ดังนี้
1.การท่าอากาศยานบูรณาการร่วมกับศุลกากรและสำนักงานตำรวจแห่งชาติจะเพิ่มประสิทธิภาพและยกระดับการตรวจสัมภาระของผู้โดยสาร และสัมภาระขนส่งในขาออกผ่านการ X-ray และการใช้สุนัข K9 ดมกลิ่น
2.การท่าอากาศยานจะเพิ่มประสิทธิภาพการตรวจสัมภาระของลูกเรืออย่างเข้มงวดและจริงจัง
3.สถาบันการบินพลเรือนและการบินไทยรวมถึงสายการบินอื่นๆ จะมีกฎระเบียบที่เข้มงวดกับลูกเรือในการรับหิ้ว รับฝากสิ่งของ และดำเนินการทางวินัยอย่างร้ายแรง หากฝ่าฝืนจะถูกเพิกถอนใบอนุญาตประกอบวิชาชีพ
4.เห็นชอบกรมศุลกากร ยกร่างคำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรีเพื่อจัดตั้งหน่วยข้อมูลผู้โดยสาร (Passenger Information Unit :PIU) เพื่อยกระดับการแลกเปลี่ยนข้อมูลผู้โดยสารระหว่างประเทศ (Passenger Name Record :PNR)
5.สถาบันการบินพลเรือนจะยกระดับการพัฒนาศักยภาพให้กับบุคลากรในการตรวจสอบสัมภาระของผู้โดยสารและลูกเรือ
6.ให้ดำเนินการเชื่อมโยงฐานข้อมูลระหว่างกรมศุลกากร การท่าอากาศยานและหน่วยงานที่ เกี่ยวข้อง เพื่อให้สามารถบริหารจัดการข้อมูลได้อย่างมีประสิทธิภาพ

น.ส.รัชดา กล่าวอีกว่า นอกจากนี้ที่ประชุมเห็นชอบในหลักการ “ปฏิบัติการพิฆาตยาเสพติด” ซึ่งสอดคล้องกับคำแถลงนโยบายของรัฐบาลและข้อสั่งการนายกรัฐมนตรีในการปราบปรามยาเสพติดทุกรูปแบบ โดยมอบหมายให้ทุกหน่วยงานจัดทำแผนปฏิบัติการที่เชื่อมโยงและสอดคล้องกันในทุกระดับ ตั้งแต่อำเภอ จังหวัด กระทรวง และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อขับเคลื่อนการแก้ไขปัญหายาเสพติดอย่างเป็นรูปธรรม ครอบคลุม 7 ด้าน ได้แก่ 1.การยกระดับความร่วมมือกับต่างประเทศ 2.การเสริมความมั่นคงชายแดน 3.การปราบปรามเครือข่ายค้ายาและเจ้าหน้าที่รัฐที่เกี่ยวข้อง 4.การลดผลกระทบต่อประชาชน 5.การแก้ปัญหาผู้ป่วยจิตเวชจากยาเสพติด 6.การดำเนินนโยบาย 1 อำเภอ 10 บำบัด และ 7.การสร้างสังคมปลอดภัย


