เอกนิติ ยันพรก.กู้เงิน 4 แสนล้านจำเป็น รับงบ’70 ไม่พอแล้ว รับมือวิกฤต ยันจะใช้ทุกเครื่องมือ เดินหน้าปีแห่งการลงทุน ชู 3 โปรเจกต์ เยียวยาปากท้อง-พลังงานสะอาด-พัฒนาคน พร้อมดึงเม็ดเงินลงทุนรัฐวิสาหกิจ 2.7 แสนล้าน ลงระบบเศรษฐกิจ
เมื่อเวลา 10.45 น.วันที่ 4 กรกฎาคม 2569 ที่โรงแรมรอยัลริเวอร์ เขตบางพลัด นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวถึงกรณีที่ศาลรัฐธรรมนูญจะอ่านคำวินิจฉัยชี้ขาดในคดี พระราชกำหนด (พ.ร.ก.) กู้เงิน 4 แสนล้านบาท ในวันที่ 9 กรกฎาคมนี้ว่า พ.ร.ก.มีผลบังคับใช้แล้ว หลังจากประกาศลงราชกิจจานุเบกษา ซึ่งจุดประสงค์คือเม็ดเงินงบประมาณที่อภิปรายในสภาไม่พอที่จะทำอะไร โดยเฉพาะการเยียวยาดูแลประชาชน ซึ่งวิกฤตโลกวันนี้ที่สำคัญคือ วิกฤตปากท้องของประชาชน เริ่มจากวิกฤตพลังงานมาสู่วิกฤตต้นทุน จนกลายมาเป็นวิกฤตค่าครองชีพ และปากท้อง หากเราหยุดตรงนี้ไม่ได้ ธุรกิจคนตัวเล็กตัวน้อยอาจจะตกงาน และยิ่งซ้ำเติมวิกฤต จึงต้องใช้เงินจากพ.ร.ก.มาช่วยเยียวยา และช่วยเปลี่ยนผ่าน เช่น ผ่านอย่างโครงการไทยช่วยไทยพลัส ที่ช่วยเยียวยาค่าครองชีพและช่วยร้านค้ารายย่อย และนำ AI นกกระซิบไปสอนเขาด้วย เพื่อให้พ่อค้าแม่ค้าเก่งขึ้น เยียวยาสั้น แต่ก็ได้ผลยาว และช่วยให้กระจายตัวไปทั่วประเทศ
นายเอกนิติ กล่าวว่า อีกส่วนที่สำคัญคือ การเปลี่ยนผ่านพลังงาน เนื่องจากประเทศไทยพึ่งพาน้ำมันและก๊าซธรรมชาติสูงมาก ประมาณ 10% ของ GDP ตัวเลข ถือเป็นอันดับ 1 ในอาเซียน ทำให้ต้องนำเข้าปริมาณมาก ดังนั้นวันนี้เราต้องเปลี่ยนผ่านไปใช้พลังงานสะอาด เพื่อช่วยลดค่าครองชีพ เช่น การเปลี่ยนผ่านมาใช้โซลาร์ ที่จะทำให้ค่าไฟถูกลง และขายไฟคืนได้ด้วย แต่แค่นั้นไม่พอ ต้องเปลี่ยนสายส่งด้วย เราจึงต้องส่งเสริมการลงทุนให้มาทำลงทุนพลังงานสะอาด ซึ่งต้องใช้เม็ดเงิน จึงเป็นความจำเป็นของ พ.ร.ก.หากเราเปลี่ยนผ่านช้า ประเทศไทยอาจจะวิกฤตหนัก
นายเอกนิติ กล่าวว่า ส่วนโครงการที่มุ่งเน้นการลงทุนเพื่อ สร้างการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน (Energy Transition) อย่างยั่งยืน ที่รอใช้งบประมาณ 200,000 ล้านบาท โครงการที่อยู่ในงบประมาณของ พ.ร.ก. ฉบับนี้จะไม่ให้ใช้สะเปะสะปะ หรือไม่ใช่โครงการอะไรก็ได้ ย้ำอย่างเดียวคือ ต้องช่วยเยียวยาประชาชน และช่วยเปลี่ยนผ่านพลังงาน และหัวใจสำคัญเรามีวัตถุประสงค์แค่ 3 อย่างคือ 1. การเปลี่ยนผ่านพลังงานสะอาด 2. เปลี่ยนผ่านรถยนต์ขนส่ง 3. เปลี่ยนผ่านคน
อย่างไรก็ตาม รัฐบาลยังคงผลักดันนโยบายสำคัญที่กำหนดให้ปีนี้เป็นปีแห่งการลงทุนอย่างต่อเนื่อง แม้ว่าในการจัดทำงบประมาณรายจ่ายปี 2570 จะมีสัดส่วนงบลงทุนลดลงแต่รัฐบาลสามารถเพิ่มการลงทุนโดยเพิ่มสัดส่วนการลงทุนผ่านการขับเคลื่อนการลงทุนนอกงบประมาณ เช่น การร่วมลงทุนระหว่างรัฐและเอกชน (PPP) กองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐานเพื่ออนาคตประเทศไทย (Thailand Future Fund) และการดึงเงินลงทุนจากต่างประเทศ (FDI) เพื่อลดภาระการกู้เงินของภาครัฐโดยตรง
นายเอกนิติ กล่าวว่า ในฐานะประธานบอร์ดของคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) ได้ตั้งเป้าหมายผลักดันเม็ดเงินลงทุนจริง (FDI) ในโครงการ”Thailand FastPass” ให้ได้ประมาณ 9 แสนล้านถึง 1 ล้านล้านบาทเพื่อเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญในการดันเศรษฐกิจไทยและเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันระยะยาวของประเทศ ทั้งนี้ กลยุทธ์สำคัญคือการเปลี่ยนผ่านโดยกำหนดให้ Thailand FastPass กำหนดเงื่อนไขให้ผู้รับการส่งเสริมการลงทุนต้องลงเม็ดเงินจริงอย่างน้อย 20% ภายในปีนี้ นอกจากนี้ยังมุ่งเน้นโครงการ Skill Bridge หรือสะพานเชื่อมทักษะ เพื่อให้เกิดการถ่ายทอดเทคโนโลยีและพัฒนาทักษะแรงงานไทยรองรับอุตสาหกรรมใหม่
นายเอกนิติ กล่าวว่า สำหรับข้อจำกัดของเรื่องงบประมาณที่มีการจัดสรรงบลงทุนต่ำกว่าเดิม เนื่องมาจากในปัจจุบันงบประมาณแผ่นดินมีอยู่อย่างจำกัด และสัดส่วนงบลงทุนที่ดูน้อยลงเกิดจากการปรับปรุงความโปร่งใส ที่สำคัญสาเหตุที่เห็นว่างบลงทุนในปีนี้ดูน้อยกว่าปีที่แล้ว เป็นเพราะรัฐบาลยกระดับความโปร่งใส โดยการเปิดเผยค่าใช้จ่ายประจำที่เคยถูกหมกเม็ดไว้ให้ชัดเจน ส่งผลให้สัดส่วนงบประจำสูงขึ้น และงบลงทุนดูน้อยลงในเชิงตัวเลขแต่ก็สามารถเพิ่มการลงทุนให้เพิ่มขึ้นจากการลงทุนของภาคเอกชน และการลงทุนของรัฐวิสาหกิจที่รัฐบาลจะเข้าไปขับเคลื่อนในเรื่องนี้อย่างจริงจังต่อไป
เมื่อถามถึงกรณีที่รัฐบาลปรับลดงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2570 ในส่วนของงบการลงทุน 7 หมื่นล้านบาท จะกระทบต่อการเติบโตของเศรษฐกิจหรือไม่ นายเอกนิติ กล่าวว่า ตนขอย้ำว่างบประมาณนี้เข้าสู่สภา ที่อาจเห็นว่างบลงทุนน้อยกว่าปีที่แล้ว ต้องบอกว่าไม่ใช่งบลงทุนของประเทศทั้งหมด ปีนี้ตนจะเน้นให้เป็นปีแห่งการลงทุน แต่งบประมาณส่วนกลาง ต้องยอมรับความเป็นจริงว่างบประมาณของประเทศ สิ่งที่ตนทำคือให้ยกระดับความโปร่งใส ยกเลิกการหมกเม็ด อะไรที่เป็นค่าใช้จ่ายประจำ และเคยหมกเม็ดไว้ เอามาเปิดเผยให้หมด จึงทำให้งบประจำสูงขึ้น การที่งบลงทุนมีสัดส่วนน้อยลง ไม่ได้แปลว่าทั้งประเทศ รัฐบาลจะลงทุนน้อยลง ตนจะใช้ทุกเครื่องมือ ซึ่งเครื่องมือที่ใช้คือพ.ร.ก.
ดังนั้น หากศาลรัฐธรรมนูญไม่ได้มีปัญหา เราจะมาลงทุนเรื่องการเปลี่ยนผ่านพลังงาน ลดการพึ่งพาพลังงาน ที่วันนี้เรายังต้องพึ่งพานำเข้าอยู่มาก โดยใช้การลงทุน ร่วมภาครัฐเอกชน ทั้งเรื่อง Thailand Future Fund กองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐานเพื่ออนาคตประเทศไทย พร้อมเอาเอกชนมาร่วมลงทุน PPP (Public Private Partnership) และดึงการลงทุนจากต่างประเทศเข้ามา เพราะปีนี้จะเป็นปีแห่งการลงทุน ดังนั้นไม่ต้องกังวล พร้อมย้ำว่าปีนี้เราต้องลงทุนช่วยประเทศไทย ซึ่งไม่แค่ ระยะสั้นแต่ต้องทำเพื่อเป็นการลงทุนในอนาคตระยะยาว

