อนุสรณ์ เตือนเสี่ยงรายจ่ายประจำสูงกว่ารายได้ ไทยติดล็อกกฎหมายวินัยการคลัง อาจเกิด Govt Shutdown แบบสหรัฐได้ แนะปฏิรูปภาครัฐ ลดรายจ่าย หลังสัดส่วนหนี้สาธารณะต่อจีดีพีทะลุเพดาน 70% ไปแล้วเมื่อบวกหนี้จาก พ.ร.ก. 4 แสนล้านบาท และหนี้ธนาคารรัฐตาม พ.ร.บ.วินัยการคลัง มาตรา 28 เลี่ยงวิกฤติฐานะการคลัง ต้องเร่งปฏิรูปรายได้ภาครัฐ ตัดลดรายจ่ายไม่จำเป็น
เมื่อเวลา 15.00 น. วันที่ 5 กรกฎาคม ที่หอสมุดแห่งชาติ กรุงเทพฯ รศ.ดร.อนุสรณ์ ธรรมใจ ส.ส.กรุงเทพฯ พรรคประชาชนและรองประธานกรรมาธิการการเงิน การคลัง สถาบันการเงินและตลาดการเงิน สภาผู้แทนราษฎร เปิดเผยว่า ไทยเสี่ยงรายจ่ายประจำสูงกว่ารายได้ในปีงบประมาณ 2571 อาจติดล็อกกฎหมายวินัยการคลังกำหนดให้รัฐบาลต้องจัดงบลงทุนอย่างน้อย 20% ของงบประมาณทั้งหมดและงบลงทุนต้องไม่น้อยกว่าเงินกู้เพื่อชดเชยการขาดดุล ขณะที่กฎหมายหนี้สาธารณะกำหนดไม่ให้ขาดดุลเกิน 20% ของงบประมาณบวกรายจ่ายคืนต้นเงินกู้ รัฐบาลไม่สามารถกู้มาจ่ายรายจ่ายประจำได้ ต้องอาศัยจากรายได้ การก่อหนี้สาธารณะต้องมาใช้กับการลงทุนและต้องลงทุนอย่างน้อย 20% การกำหนดเช่นนี้ก็เพื่อให้เกิดการลงทุนเพื่ออนาคตของประเทศและเป็นการวางกรอบวินัยการคลังให้เข้มขึ้น แต่อาจขาดความยืดหยุ่นหากปีงบประมาณ พ.ศ.2571 ค่าใช้จ่ายประจำเพิ่มขึ้น ซึ่งมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นทุกปีอยู่แล้ว และไม่สามารถเก็บภาษีและมีรายได้ครอบคลุมรายจ่ายประจำ ก็อาจเกิดปัญหาในการจัดทำงบประมาณได้ อาจเกิดการปิดที่ทำการรัฐบาลชั่วคราว Govt Shutdown แบบสหรัฐได้ ทั้งนี้ ต้องปฏิรูปองค์กรรัฐให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น ลดรายจ่ายประจำต่างๆ ที่ไม่จำเป็นลง พร้อมกับต้องปฏิรูปรายได้ภาครัฐและขยายฐานภาษี
รศ.ดร.อนุสรณ์กล่าวว่า หากทำได้เช่นนี้ก็ไม่ติดล็อกกฎหมาย หากพยายามเต็มที่แล้วทำไม่ได้ตามเป้าหมาย ทั้งลดรายจ่าย เพิ่มรายได้ ก็ต้องไปกู้นอกระบบงบประมาณด้วยการออก พ.ร.ก.กันอีก หรือต้องแก้กฎหมาย พ.ร.บ.หนี้สาธารณะ ขยับเพดานหนี้ และเปิดให้รัฐบาลกู้ชดเชยขาดดุลได้มากขึ้น และแก้ พ.ร.บ.วินัยทางการคลังลดสัดส่วนการลงทุนลงมา อย่างไรก็ตาม การดำเนินการด้วยวิธีดังกล่าวจะส่งสัญญาณต่อตลาด นักลงทุนและสาธารณชนว่าไทยกำลังหย่อนยานทางวินัยการเงินการคลัง ความน่าเชื่อถือจะลดลง อาจถูกปรับลดอันดับเครดิต เพิ่มต้นทุนทางการเงินให้กับภาครัฐและภาคเอกชน อย่างไรก็ตาม การตัดลดงบประมาณรายจ่ายอาจส่งผลต่อเสถียรภาพทางการคลัง ต้องปรับลดให้เหมาะสม เพราะอาจทำให้อัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจไม่เป็นไปตามเป้าหมายได้
รศ.ดร.อนุสรณ์กล่าวอีกว่า สัญญาณของงบประจำแนวโน้มเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ จนทะลุรายได้ของรัฐ ปรากฏชัดเจนในการจัดทำงบประมาณปี 2570 โดยงบประจำเพิ่มขึ้น 5% จากปีก่อนหน้าเพิ่มขึ้น 1.31 แสนล้านบาท ทำให้งบประจำมาอยู่ที่ 2.78 ล้านล้านบาท เมื่อบวกกับรายจ่ายชำระคืนต้นเงินกู้ 1.51 แสนล้านบาท จะเท่ากับรายได้ ขณะที่รายจ่ายลงทุนกลับลดลง 7.2 หมื่นล้านบาท ลดลง 8.4% ซึ่งสะท้อนว่าศักยภาพของเศรษฐกิจไทยและคุณภาพชีวิตอาจลดต่ำลงในอนาคตได้จากการลงทุนที่ลดลง ค่ารักษาพยาบาลข้าราชการในงบประมาณรายจ่ายส่วนกลางมีแนวโน้มสูงขึ้นจนงบประมาณไม่พอจ่าย สาเหตุไม่ได้มาจากสังคมสูงอายุอย่างเดียว แต่มาจาก “ระบบเลิกจ่ายตรง” ที่เปิดช่องให้เข้ารับบริการได้ไม่จำกัด ขาดการควบคุมต้นทุน ขาดการตรวจสอบความจำเป็น และเสี่ยงต่อการเบิกซ้ำซ้อนหรือทุจริต งบประมาณทุนหมุนเวียนส่วนใหญ่ถูกนำไปใช้กับระบบประกันสุขภาพถ้วนหน้า เพื่อดูแลด้านสวัสดิการสังคมและสุขภาพของประชาชน คิดเป็น 72.6% ยังมีรายได้สูงกว่ารายจ่ายอยู่ในขณะนี้ แต่มีแนวโน้มรายจ่ายสูงกว่ารายได้ในอนาคตได้หากค่าใช้จ่ายทางด้านการรักษาพยาบาลสูงขึ้นตามสังคมผู้สูงอายุของงบประมาณหมุนเวียน ทุนหมุนเวียนส่วนใหญ่มีปัญหารายได้ต่ำกว่าค่าใช้จ่าย กองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา (กยศ.) มีผลการดำเนินงานติดลบสูงสุดจำนวน 43,339 ล้านบาท ทุนหมุนเวียนแม้นเป็นเงินนอกงบประมาณ เมื่อมีปัญหาสภาพคล่อง รัฐบาลก็ต้องหาเงินงบประมาณมาอุดหนุนเพื่อให้สามารถทำงานตามพันธกิจได้ต่อไป ขณะเดียวกัน หากไม่ใช้จ่ายออกไปอย่างมีประสิทธิภาพและมีเงินเหลือสะสมมากเกินไป รัฐก็อาจเกิดต้นทุนค่าเสียโอกาสในการนำงบประมาณรายจ่ายไปใช้ในการพัฒนาประเทศด้านอื่นๆ เช่นเดียวกัน
รศ.ดร.อนุสรณ์กล่าวต่อว่า หากใช้กรอบพลวัตหนี้สาธารณะของ IMF (Debt Dynamics Tool) สัดส่วนหนี้สาธารณะต่อจีดีพีทะลุเพดาน 70% ไปแล้วเมื่อบวกหนี้จาก พ.ร.ก. 4 แสนล้านบาท และหนี้ธนาคารรัฐ (ภาระหนี้กึ่งการคลัง) ตาม พ.ร.บ.วินัยการคลัง มาตรา 28 จากงานวิจัยของปิยวรรณ เงินคล้าย ภัทร ศิรินิรันดร์ ภูเบต เส็นบัตร และวัชราภรณ์ หวังพงษ์ สัดส่วนหนี้สาธารณะต่อจีดีพีเมื่อรวมหนี้ภาระผูกพันตามมาตรา 28 จะอยู่ที่ 74.99 ในปี พ.ศ.2570 และอาจขึ้นไปแตะระดับ 76.69 ได้ในปี พ.ศ.2572 ขณะที่สำนักงานงบประมาณของรัฐสภาประเมินว่าสัดส่วนหนี้สาธารณะต่อจีดีพีอาจทะลุ 76.73% ได้ หากไม่มีการปฏิรูประบบการคลังของประเทศ หนี้สาธารณะที่จะเพิ่มขึ้นอย่างมากจะมาจากกิจกรรมทางการคลังนอกงบประมาณปรกติ ทั้งการกู้เงินนอกงบประมาณโดยตรงที่ไม่ผ่านกระบวนการงบประมาณประจำปี อย่าง พ.ร.ก.เงินกู้สี่แสนล้านบาท หรือจากภาระผูกพันหนี้สิน การอุดหนุนหรือปรับโครงสร้างทุนรัฐวิสาหกิจและธนาคารรัฐ
“หนี้สาธารณะของประเทศอาจเพิ่มขึ้นโดยอัตโนมัติหากต้นทุนดอกเบี้ยสูงกว่าอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจ หากอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจปรับตัวสูงขึ้นจะช่วยกดให้ภาระหนี้สาธารณะลดลงได้ อย่างไรก็ตาม แม้นอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจดีขึ้น แต่ยังมีความเปราะบางที่เกี่ยวข้องกับปัญหาเชิงโครงสร้าง ไม่ว่าจะเป็น สังคมผู้สูงอายุ ผลิตภาพทุนและแรงงานยังต่ำ ความถดถอยลงของความสามารถในการแข่งขันของหลายอุตสาหกรรม ปัญหาเชิงโครงสร้างเหล่านี้ล้วนทำให้ค่าใชจ่ายของรัฐเพิ่มขึ้น และ มีข้อจำกัดในการเพิ่มภาษีและรายได้” รศ.ดร.อนุสรณ์กล่าว
รศ.ดร.อนุสรณ์กล่าวต่อว่า โครงสร้างรายได้ภาษีของไทยพึ่งพาภาษีทางอ้อม เช่น ภาษีมูลค่าเพิ่ม และภาษีสรรพสามิตในสัดส่วนที่สูงมาก สูงถึงร้อยละ 55 ของรายได้ภาษีรวม ผู้มีรายได้น้อยต้องแบกรับภาระภาษีเมื่อเทียบกับสัดส่วนรายได้จริงในระดับที่สูงกว่าผู้มีรายได้สูง แหล่งรายได้หลักเพื่อนำมาจัดทำงบประมาณปี 70 ยังมาจากฐานภาษีที่แคบและยังมีการกระจุกตัวของภาระภาษี นอกจากนี้ งบประมาณเพื่อการวิจัยและการพัฒนาด้านเศรษฐกิจมีเพียง 671 ล้านบาทเท่านั้น งบประมาณของกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ก็ลดลงถึง 4.5% ลดลง 6 พันกว่าล้านบาท งบพวกนี้เป็นฐานของการสร้างรายได้ใหม่ให้ประเทศได้ งบประมาณปี 70 ไม่ได้ผลักดันโครงการใหม่ๆมากพอที่จะพลิกโฉมเศรษฐกิจไทย ไม่ว่าจะเป็นการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานทางเศรษฐกิจ การปรับเปลี่ยนภาคพลังงาน การเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจดิจิทัล การลงทุนทางด้านเอไอ แผนงบประมาณดำเนินการขาดการบูรณาการและวางแผนเชิงยุทธศาสตร์ แผนยุทธศาสตร์ส่งเสริม พัฒนาอุตสาหกรรมและบริการแห่งอนาคตที่จัดสรรงบไว้ 4,605 ล้านบาท ก็ยังไม่มีรายละเอียดที่ชัดเจนว่าจะต่อยอดพัฒนาอุตสาหกรรมเหล่านี้อย่างไรจากฐานที่มีอยู่ จะส่งเสริมผู้ประกอบการใหม่ สนับสนุนการพัฒนาทักษะและแรงงานเพื่อให้สอดคล้องกับมาตรฐานความต้องการของอุตสาหกรรมเหล่านี้อย่างไร
รศ.ดร.อนุสรณ์กล่าวว่า การบริหารงบประมาณคือโจทย์ใหญ่ที่โชว์ศักยภาพของรัฐบาล บ่งบอกวิสัยทัศน์ว่ารัฐบาลชุดนั้นจะนำพาประเทศให้เติบโตขึ้นได้อย่างไร แต่พระราชบัญญัติงบประมาณปี 2570 นี้ไม่ได้บอกว่าประเทศเราจะไปทางไหน แต่หนี้เพิ่มขึ้นมาก ขาดแคลนการลงทุนเพื่ออนาคต ผู้คนเผชิญความทุกข์ยากทางเศรษฐกิจต่อไป ดอกเบี้ยจากหนี้สาธารณะพอกพูกกันต่อไป ประชาชนต้องแบกรับภาระกันต่อไป งบประมาณซึ่งคือภาษีของประชาชน จะช่วยประชาชนมีชีวิตที่ดีขึ้นได้อย่างไร มีรายได้สูงขึ้น หนี้ลดลง โอกาสในชีวิตดีขึ้น มีความปลอดภัยมากขึ้นได้อย่างไร อยู่ในสิ่งแวดล้อมที่ดี ไม่ต้องสูดมลพิษ PM2.5 มีน้ำประปาสะอาด เดินทางสะดวก อยู่ในประเทศที่มี “สันติธรรมประชาธิปไตย” ได้อย่างไร งบประมาณปี 2570 นั้นมีวงเงิน 3.788 ล้านล้านบาท มีรายจ่ายประจำสูงมากและส่วนใหญ่ตัดทอนไม่ได้หรือยากที่จะตัดทอนทำให้เหลือรายจ่ายลงทุนเพียง 20.8%

