หน้าแรก การเมือง ตั้งวงถก &#82...

ตั้งวงถก ‘นิรโทษกรรม’ ชัยธวัช ชี้โจทย์ต่าง เทียบบริบท 6 ตุลา เปิดปมท้าทายคดีการเมือง

5.07.26 | 18:17 น.

ตั้งวงถก ‘นิรโทษกรรม’ ชัยธวัช ชี้โจทย์ต่าง เทียบบริบท 6 ตุลา เปิดปมท้าทายคดีการเมือง

เมื่อวันที่ 5 กรกฎาคม ที่คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ มีการจัดกิจกรรมหัวข้อ “ครึ่งศตวรรษรัฐประหาร 6 ตุลาฯ ถึงเวลาลบมรดกบาป” เนื่องในวาระครบรอบ 50 ปี เหตุการณ์รัฐประหารภายหลังเหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519 โดยมีนักวิชาการ ผู้ได้รับผลกระทบจากคดีการเมือง นักกิจกรรม และประชาชนเข้าร่วม เพื่อร่วมทบทวนประวัติศาสตร์ แลกเปลี่ยนมุมมองเกี่ยวกับผลกระทบของรัฐประหารต่อสิทธิและเสรีภาพของประชาชน และร่วมเปิดแคมเปญ “ลบมรดกรัฐประหาร 6 ตุลาคม” อาทิ นายชัยธวัช ตุลาธน ผู้อำนวยการอาวุโส มูลนิธิคณะก้าวหน้า, นายวิโรจน์ ตั้งวาณิชย์ อดีตจำเลยในเหตุการณ์ 6 ตุลาคม, นางสาวบุณยนุช มัทธุจักร เจ้าหน้าที่รณรงค์ จาก iLaw, ศาสตราจารย์กิตติคุณ ดร.ธงชัย วินิจจะกูล อดีตจำเลยในเหตุการณ์ 6 ตุลาคม, นายสราวุทธิ์ กุลมธุรพจน์ อดีตจำเลยในศาลทหารเชียงราย และนางสาวจุฑาทิพย์ ศิริขันธ์ จำเลยในยุคราษฎร 2563

ดำเนินรายการโดย นายยิ่งชีพ อัชฌานนท์ ผู้อำนวยการโครงการอินเทอร์เน็ตเพื่อกฎหมายประชาชน (iLaw) และนางสาวจุฑารัตน์ กุลตัณกิจจา จากศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน

เวลา 13.00 น. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า บรรยากาศบริเวณด้านหน้าห้อง LT.1 คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ มีผู้เข้าร่วมงานทยอยลงทะเบียนและเยี่ยมชมนิทรรศการซึ่งจัดแสดงข้อมูลด้านประวัติศาสตร์อย่างต่อเนื่อง

นอกจากนี้ บริเวณหน้างานยังมีการตั้งบูธเผยแพร่เอกสาร หนังสือ ของที่ระลึก และสื่อรณรงค์จากภาคประชาสังคม อาทิ iLaw, พิพิธภัณฑ์สามัญชน และแนวร่วมธรรมศาสตร์และการชุมนุม พร้อมทั้งมีป้ายประชาสัมพันธ์แคมเปญ “ลบมรดกรัฐประหาร 6 ตุลาคม” เชิญชวนประชาชนร่วมลงชื่อสนับสนุนการยกเลิกคำสั่งคณะรัฐประหารที่เกี่ยวข้องกับผลพวงจากเหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519

Advertisement

เวลา 13.30 น. มีการฉายสารคดี “นิรโทษกรรม จำเลยคดี 6 ตุลา” โดยได้รับการสนับสนุนภาพยนตร์สำหรับการจัดฉายจากหอภาพยนตร์ (องค์การมหาชน)

จากนั้น เวลา 14.30 น. มีวงพูดคุยหลังการฉายสารคดี โดยนายชัยธวัช และนายวิโรจน์ ร่วมแลกเปลี่ยนมุมมองเกี่ยวกับสารคดี

ในตอนหนึ่ง นายวิโรจน์กล่าวว่า หลายเรื่องในเหตุการณ์นั้น ตนจำไม่ได้แล้ว แต่เมื่อได้ชมสารคดี ได้เห็นภาพซ้ำอีกครั้ง ทำให้รู้สึกว่าทหารรุ่นนั้นมีความฉลาด มีปัญญาทางการเมือง ซึ่งหลังจากนั้นมาไม่เคยเห็นแบบนั้นอีกเลย โดยครั้งนั้น ‘ฝ่ายพิราบ’ ชนะ และปล่อยพวกเราออกมา ทำให้สถานการณ์คลี่คลายลงไปเยอะ แม้แต่ทฤษฎีโดมิโนก็ยังหยุดได้

“เรามัวแต่พูดถึงสิ่งที่อยู่ในประเทศไทย แต่ยังไม่ได้เอาเหตุการณ์นั้นไปวางไว้ในบริบทของโลก ขณะนั้นโลกอยู่ในยุคของทฤษฎีโดมิโน ที่ประเทศต่างๆ ล้มเป็นทอดๆ

การตัดสินใจครั้งนั้นเป็นการสร้างภาพลักษณ์ที่ดีให้กับโลก เป็นการสร้างภาพลักษณ์ของประเทศไทยที่ดีมาก และการปล่อยพวกเราออกมาในตอนนั้น ทำให้ประเทศไทยได้รับการยอมรับจากนานาชาติอย่างมาก

พอเรามาดูเรื่องนี้ ก็เหมือนกับดูสามก๊ก เมื่อเรามองเข้าไปในสามก๊ก เราจะรู้เลยว่าใครมีปัญญา แต่เมื่อมองกลับมาที่ทหารกลุ่มนี้ ผมเห็นว่าพวกเขามีปัญญา แต่มีเพียงครั้งเดียว แล้วตลอด 50 ปีที่ผ่านมา ก็ไม่เคยเห็นอีกเลย” นายวิโรจน์กล่าว

ด้านนายชัยธวัชกล่าวว่า ภาพนี้สะท้อน 2 เรื่อง คือ 1.หมายความว่าเรื่องนี้มีความสำคัญทางการเมืองสำหรับรัฐบาลพลเอก เกรียงศักดิ์ ชมะนันทน์ อย่างมาก 2.มีความเป็นไปได้ที่ผู้ทุบโต๊ะให้มีการนิรโทษกรรมน่าจะเป็นพลเอกเกรียงศักดิ์และคณะ หากพิจารณาภาษากายและภาษาภาพ

นายชัยธวัชกล่าวต่อไปว่า ต้องเข้าใจก่อนว่า คดี 6 ตุลา ข้อหาหนักจริงๆ คือการกระทำอันเป็นคอมมิวนิสต์ ที่ครอบคลุมทุกข้อกล่าวหา สิ่งที่ต่างกันในตอนนั้นคือโจทย์ของชนชั้นนำไทยว่าจะสู้กับคอมมิวนิสต์อย่างไร จะยุติสงครามการเมืองอย่างไร ไม่ใช่เรื่องมาตรา 112

“ภาพความโหดร้ายจากเหตุการณ์ 6 ตุลา ที่หลายคนบอกว่าทำให้ฝ่ายโจทก์ตกเป็นฝ่ายจำเลยของสังคมเสียเองด้วย เป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้ผู้นำกองทัพตัดสินใจยุติเรื่องนี้ด้วยการนิรโทษกรรม ไม่อยากให้คดียืดเยื้อไปอีก” นายชัยธวัชกล่าว

นายชัยธวัชกล่าวว่า พอมาพูดถึงปัจจุบัน จริงๆ ในอดีตข้อหารุนแรงกว่าปัจจุบันเยอะ แต่ทำไมนิรโทษกรรมได้ ขณะที่ปัจจุบันกลับนิรโทษกรรมไม่ได้ ตนคิดว่าความท้าทายคือดุลอำนาจที่เปลี่ยนไป ซึ่งแม้เห็นข้อดีของการนิรโทษกรรมคดีมาตรา 112 ก็ไม่กล้าตัดสินใจด้วยตนเอง

“คิดว่าสิ่งที่แตกต่างกันอีกอย่างหนึ่ง คือโจทย์และบริบททางการเมืองเปลี่ยนไปด้วย ตอนนั้นคือต้องการยุติสงครามคอมมิวนิสต์ แต่ตอนนี้ชนชั้นนำจารีตต้องการควบคุมความรู้สึกนึกคิดใหม่ๆ ที่เกิดขึ้นในสังคมไทย โดยเฉพาะหลังปี 2560 เป็นต้นมา คนรุ่นใหม่เรียกร้องการปฏิรูป โจทย์จึงเป็นคนละเรื่อง ไม่ใช่การตัดกำลังพรรคคอมมิวนิสต์ แต่เป็นการควบคุมความรู้สึกนึกคิดแบบใหม่ที่จะกระจายออกไป ในสถานการณ์ที่อุดมการณ์หลักแบบเดิมค่อยๆ เสื่อมลง” นายชัยธวัช กล่าว

นายชัยธวัชกล่าวด้วยว่า สภาพการณ์แบบนี้เป็นความท้าทายสำหรับการผลักดันเรื่องการนิรโทษกรรมคดีการเมืองในปัจจุบัน ตนเชื่อว่าสังคมไทยต้องการฝ่ายอนุรักษนิยมที่ฉลาด และฉลาดอย่างเดียวไม่พอ ต้องมีความกล้าหาญทางการเมืองด้วย