หน้าแรก การเมือง วุฒิสภา ฉลุย ...

วุฒิสภา ฉลุย พ.ร.บ.โอนงบฯ ‘ภราดร’ แจงรับมือวิกฤต ลั่นใช้งบโปร่งใส ไม่หวังผลการเมือง

6.07.26 | 12:31 น.

วุฒิสภาเห็นชอบ พ.ร.บ.โอนงบฯ ‘ภราดร’ แจง จะใช้เงินให้โปร่งใส-ตรวจสอบได้ ไม่ใช้เพื่อประโยชน์ทางการเมืองของรัฐบาล-พรรคการเมือง-พวกพ้อง

เมื่อเวลา 11.30 น. วันที่ 6 กรกฎาคม  ที่รัฐสภา ในการประชุมวุฒิสภา วาระพิจารณาร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ) โอนงบประมาณรายจ่าย พ.ศ. … ซึ่งสภาผู้แทนราษฎรลงมติเห็นชอบแล้ว

นายภราดร ปริศนานนันทกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ชี้แจงว่า การออกพ.ร.บ.โอนงบประมาณฯ ครั้งนี้ รัฐบาลเข้ามารับตำแหน่งหลังการเลือกตั้งเมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา โดยมีสถานการณ์สงครามที่ตะวันออกกลางก่อนมีรัฐบาลใหม่ ซึ่งหลังจากนั้นสิ่งที่ตามมาคือปัญหาเรื่องพลังงาน โดยประเทศไทยพลังงานส่วนใหญ่นำเข้าจากต่างประเทศ และไม่สามารถผลิตน้ำมันเองได้ ทำให้ราคาน้ำมันเพิ่มสูงขึ้น ซึ่งรัฐบาลรักษาการขณะนั้นได้ตรึงราคาน้ำมัน 15 วัน และใช้เงินกองทุนน้ำมันทำให้กองทุนน้ำมันติดลบเกือบ 6 หมื่นล้านบาท และรัฐบาลเห็นแล้วว่า ด้วยสถานการณ์ที่มีปัญหา รัฐบาลไม่สามารถใช้กองทุนอุ้มได้ต่อไป จึงต้องลอยตัวน้ำมัน ทำให้ราคาสินค้าในท้องตลาดราคาสูงขึ้นตามต้นทุน คือวิกฤตที่เกิดขึ้นในขณะที่รัฐบาลนี้กำลังเข้ามารับหน้าที่อย่างเต็มรูปแบบ

นายภราดร กล่าวต่อว่า การเขียนและออกนโยบาย รัฐบาลเราได้บรรจุความสำคัญของการโอนงบประมาณ เพราะรู้ว่าสถานการณ์ที่เกิดขึ้น และเงินที่มีอยู่ในมือ ไม่สามารถดำเนินการแก้ไขปัญหาวิกฤตที่เกิดขึ้นจากสงครามตะวันออกกลางได้ จึงต้องหาแหล่งเงินมาเติมในส่วนของรัฐบาล เพื่อดูแลประชาชน จึงเจอพ.ร.บ.การงบประมาณ ซึ่งเขียนเอาไว้ในนโยบายของรัฐบาลที่แถลงต่อรัฐรัฐสภา อย่างไรก็ตาม รัฐบาลคาดไว้ตอนต้นว่าจะได้เงินสัก 8 หมื่นล้านบาท-1 แสนล้านบาท หากได้ตอนนั้นก็เพียงพอที่จะเยียวยาประชาชน ควบรวมกับงบกลางที่เหลืออยู่ในกระเป๋า ซึ่งมีอยู่ประมาณ 2 หมื่นกว่าล้านบาท รวมแล้วน่าจะมีเงินไปเยียวยาประชาชนเกือบ 1.5 แสนล้านบาท น่าจะเพียงพอ แต่เมื่อเวลาผ่านไป เราไม่สามารถเอา พ.ร.บ.โอนงบประมาณได้ทันที ในเดือนเมษายน ติดเรื่องข้อกฎหมายที่ไม่สามารถโอนได้ทันที จึงจำเป็นต้องขยับเวลาออกมา

นายภราดร ปริศนานนันทกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี

นายภราดร กล่าวด้วยว่า ดังนั้นตั้งแต่ต้นเดือนเมษายนจนถึงวันที่ 2 มิถุนายน เวลาเดือนกว่าๆ หน่วยงานราชการที่เขารู้ว่า รัฐบาลนี้กำลังโอนงบประมาณกลับเข้ามาเพื่อเยียวยาประชาชน สิ่งที่หน่วยงานราชการทำ ก็เข้าใจ ไม่มีใครอยากถูกตัดลด หรือโอนงบประมาณกลับมา หลังจากที่ได้รับจัดสรรไปแล้ว ไม่มีหน่วยงานไหนที่เต็มใจที่จะคืนเงินให้กับรัฐบาลกลางในการบริหารจัดการแบบอื่น จึงเร่งรัดเบิกจ่ายงบประมาณ ตัวเลขการเบิกจ่ายไตรมาส 2 ไตรมาส 3 ตัวเลขการเบิกจ่ายสูงขึ้นอย่างมีนัยยะสำคัญ 6-7% เมื่อเทียบกับไตรมาส 2 และ 3 เมื่อปีที่แล้ว จึงเป็นสัญญาณที่บอกว่า ไม่มีหน่วยงานราชการไหนที่อยากโอนเงินคืนให้กับรัฐบาล จึงพยายามเร่งรัดใช้ และเป็นเหตุผลว่าจากการคาดการณ์เดิม ทำให้ลดลงเหลือเพียง 1.03 หมื่นล้านบาท

นายภราดร กล่าวอีกว่า สำหรับหลักเกณฑ์การโอนว่า จะดึงรายจ่ายประจำที่ยังไม่เบิกจ่ายและไม่มีข้อผูกพัน รายจ่ายการลงทุนเป็นรายจ่ายปีเดียว รายการผูกพันข้ามปี รายการงบประมาณที่หน่วยรับงบประมาณพิจารณาว่าสามารถชะลอการดำเนินการได้ รายการของหน่วยงานของรัฐสภา หน่วยงานของศาล องค์กรอิสระ องค์กรอัยการ องค์กรมหาชน และหน่วยงานของรัฐที่ได้รับงบประมาณเป็นเงินอุดหนุนและหมุนเวียน เชื่อว่าโครงการที่ยังไม่เข้าสู่กระบวนการก็ยังไม่สามารถดำเนินการได้จึงเป็นเกณฑ์ที่เรานำมากำหนดในการพิจารณาเรื่องนี้

Advertisement

นายภราดร กล่าวด้วยว่า ส่วนโครงการของกระทรวงคมนาคม กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม (อว.) ที่ได้มีการดึงงบประมาณกลับมา ส่วนโครงการข้ามปีก็จะอยู่ที่กระทรวงคมนาคม และกรมโยธาธิการและผังเมือง โดยโครงการยังอยู่ ไม่ได้หายไป ดึงกลับมาเพียงแค่บางส่วน ซึ่งจากเดิมตั้งงบประมาณไว้ 20% ก็ดึงกลับมาให้เหลือ 10%-15% และคำถามที่ว่า หากดึงกลับมาแล้วจะมีปัญหาหรือไม่ งบที่เราดึงออกมา จะใส่ไว้ในงบกลาง ในหมวดจำเป็นฉุกเฉินเร่งด่วน ซึ่งด้วยสถานการณ์สงครามเราไม่รู้ว่าจะยืดเยื้อไปถึงเมื่อไหร่ รอขนาดนี้เราได้ออกพระราชกำหนดกู้เงิน 4 แสนล้านบาทไปแล้ว และหลังจากนี้เราไม่แน่ใจในสถานการณ์ภายในประเทศ ทั้งสงครามจากเพื่อนบ้านด้วย ภัยพิบัติที่อาจจะเกิดเกิดขึ้นในในช่วงปลายปี อย่างปัญหาอุทกภัย โดยหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้ประเมินว่าอาจจะไม่มีผลกระทบจากเรื่องน้ำท่วม แต่อาจจะเกิดฝนตก และฝนทิ้งช่วงได้ส่วนจะมีปัญหาในการนำเงินงบประมาณไปแก้ปัญหาเร่งด่วนนั้น ก็เป็นการเตรียมการ นำเงินที่ไม่ได้ใช้ประโยชน์ มาเตรียมไว้ตรงงบกลาง เพื่อหากเกิดเหตุฉุกเฉินจำเป็นเร่งด่วนรัฐบาล จะสามารถช่วยเหลือประชาชนได้ทันท่วงที และหากถามว่าทำไมไม่ทำตั้งแต่ต้นปีงบประมาณ 2569 รัฐบาลนี้ไม่ได้เป็นคนทำงบประมาณปี 2569

นายภราดร กล่าวต่อว่า ส่วนที่มีการพูดถึงแผนการแก้ไขปัญหาวิกฤตการณ์น้ำท่วมที่หาดใหญ่ จังหวัดสงขลา ตนมองว่าไม่ได้เกี่ยวข้องกับพ.ร.บ.โอนงบประมาณ ซึ่งเราได้มีการเตรียมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งกรมชลประทาน สทนช. และนายกรัฐมนตรีก็ความเป็นห่วงเป็นใย และได้เตรียมการกับเหตุการณ์ที่กำลังจะเกิดขึ้น และเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเมื่อปลายปีที่แล้ว ปัญหาหลักใหญ่ คือเรื่องการแจ้งเตือนประชาชน เรื่องการอพยพ เราปฏิเสธภัยธรรมชาติไม่ได้ แต่สิ่งที่ตนเชื่อว่าเป็นบทเรียนของทางรัฐบาล ท้องถิ่น และประชาชนคือการเตรียมความพร้อม เมื่อมีภัยมา ใครต้องทำอะไร อย่างไร เชื่อว่าหน่วยงานภาครัฐ ประชาชน องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ได้มีบทเรียน แล้วและเตรียมการในการอพยพให้มีประสิทธิภาพมากกว่าปีที่ผ่านมา

“ในฐานะตัวแทนรัฐบาลขอบคุณสำหรับทุกข้อสังเกต ทุกข้อห่วงใย ที่ฝากถึงรัฐบาล และหากลงมติเห็นชอบกับร่างพ.ร.บ.โอนงบประมาณฉบับนี้ ตามที่สภาผู้แทนราษฎรเสนอมา เราจะพยายามใช้เงินงบประมาณของประชาชนให้เกิดประโยชน์สูงที่สุด และที่สำคัญจะทำให้ถึงมือพี่น้องประชาชนมากที่สุด ด้วยความโปร่งใส ตรวจสอบได้ และที่สำคัญเราจะไม่ใช้เงินงบประมาณไปเพื่อประโยชน์ทางการเมืองของรัฐบาล ของพรรคการเมืองหรือของพวกตัวเอง” นายภราดร กล่าว

จากนั้นที่ประชุมได้ลงมติ โดยเห็นชอบ 146 เสียง ไม่เห็นชอบ 4 เสียง และงดออกเสียง 20 เสียง ถือว่าร่างพ.ร.บ.โอนงบฯ ผ่านการพิจารณาและเข้าสู่กระบวนการประกาศใช้ต่อไป