ป.ป.ช.ฟันอดีตนายกอบต. ที่ปักธงชัย ทุจริตติดกล้องซีซีทีวี 16 โครงการ
เมื่อวันที่ 6 กรกฎาคม 2569 นายสุรพงษ์ อินทรถาวร เลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ในฐานะโฆษกสำนักงาน ป.ป.ช. แถลงว่า คณะกรรมการ ป.ป.ช. มีมติชี้มูลความผิด นายสุรชาติ ปักสำโรง เมื่อครั้งดำรงตำแหน่งนายกองค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.) ตะขบ อำเภอปักธงชัย จังหวัดนครราชสีมา กับพวก 6 คน กรณีทุจริตดำเนินโครงการจ้างเหมาติดตั้งกล้องวงจรปิด (CCTV) จำนวน 16 โครงการ เมื่อปีงบประมาณ พ.ศ.2558 – 2559 โดยมิชอบ
ข้อเท็จจริงจากการไต่สวนปรากฏว่า เมื่อปีงบประมาณ 2558 – 2559 นายสุรชาติ ปักสำโรง นายกอบต.ตะขบ อำเภอปักธงชัย จังหวัดนครราชสีมา ได้เสนอขออนุมัติจ่ายขาดเงินสะสม หรือโอนงบประมาณ เพื่อดำเนินโครงการจ้างเหมาติดตั้งกล้องวงจรปิด (CCTV) ต่อสภาองค์การบริหารส่วนตำบลตะขบ โดยแบ่งเป็น 16 โครงการ โดยแต่ละโครงการมีวงเงินไม่เกิน 200,000 บาท โดยอาศัยช่วงที่กระทรวงมหาดไทยได้เพิ่มวงเงินจัดซื้อจัดจ้างโดยวิธีตกลงราคา วงเงินไม่เกิน 200,000 บาท ที่ผู้บริหารท้องถิ่นสามารถใช้วิธีตกลงราคาได้ ทั้งที่เป็นการดำเนินการโครงการในช่วงเวลาเดียวกัน สามารถรวมดำเนินการไปในคราวเดียวกันและจะต้องใช้วิธีประกวดราคา แต่เพื่อให้วิธีการจัดจ้างเปลี่ยนแปลงไป เพื่อให้อยู่ในอำนาจของนายกอบต.ตะขบที่สามารถอนุมัติให้ดำเนินการจัดซื้อจัดจ้างโดยวิธีตกลงราคาได้ อันมีลักษณะเป็นการแบ่งซื้อแบ่งจ้าง โดยปรากฏว่าในการกำหนดราคากลาง มีการแต่งตั้งคณะกรรมการกำหนดราคากลาง ประกอบด้วยนายขวัญชัย เสริฐสูงเนิน นายช่างโยธา รักษาราชการแทนผู้อำนวยการกองช่าง เป็นประธานกรรมการ น.ส.ทัศนีญา ศิลาชัย นายช่างเขียนแบบ และนางสุพิน รัตนาพันธุ์ เจ้าพนักงานธุรการ เป็นกรรมการ แต่ไม่มีการสืบหาราคาจากผู้ประกอบการ 3 รายอย่างแท้จริง นอกจากนี้ในขั้นตอนการเสนอราคา ทั้ง 16 โครงการ นายขวัญชัย เสริฐสูงเนิน จะเป็นผู้ติดต่อผู้ประกอบการให้เข้ามาเสนอราคา โดยปรากฏว่านายกอบชัย หอมอ้ม เจ้าของร้านคลินิกคอมแอนด์โฟนเซอร์วิส และ นายวงกต หอมอ้ม หรือ นายชวภณ ธนเมธาวิชานาญ เจ้าของร้านราชสีมาเทคโนโลยี ซึ่งเป็นพี่น้องร่วมบิดามารดาเดียวกัน
หมุนเวียนกันเข้าเสนอราคา โดยบางโครงการ นายกอบชัย หอมอ้ม จะใช้ชื่อบริษัท พนมวงชัย เทคโนโลยี จำกัด ซึ่งมีตนเองเป็นเจ้าของ เข้าเสนอราคา และบางโครงการ นายวงกต หอมอ้ม หรือนายชวภณ ธนเมธาวิชานาญ จะใช้ชื่อร้านบอม คอมโมบาย ซึ่งมีตนเองเป็นเจ้าของ เข้าเสนอราคา โดยจะมีคู่ประกบ 2 ราย คือ นายอำนาจ บุญมีป้อม และนายธีระศักดิ์ เปกรัมย์ ทั้งที่นายอำนาจ บุญมีป้อม และนายธีระศักดิ์ เปกรัมย์ ไม่ทราบเรื่องและไม่เคยยื่นเสนอราคาดังกล่าว ผลปรากฏว่าร้านคลินิกคอมแอนด์โฟนเซอร์วิส ได้เข้าเป็นคู่สัญญา จำนวน 10 โครงการ ร้านราชสีมาเทคโนโลยี ได้เข้าเป็นคู่สัญญา จำนวน 4 โครงการ บริษัทพนมวงชัยเทคโนโลยี จำกัด ได้เข้าเป็นคู่สัญญา จำนวน 1 โครงการ และร้านบอม คอมโมบาย ได้เข้าเป็นคู่สัญญา จำนวน 1 โครงการ เป็นเหตุให้ทางราชการและองค์การบริหารส่วนตำบลตะขบได้รับความเสียหาย
คณะกรรมการ ป.ป.ช. พิจารณาแล้ว มีมติดังนี้
1.การกระทำของ นายสุรชาติ ปักสำโรง นายขวัญชัย เสริฐสูงเนิน น.ส.ทัศนีญา ศิลาชัย นางสุพิน รัตนาพันธุ์ มีมูลความผิดทางอาญา ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 151 มาตรา 157 และมาตรา 162 (1) (4) พระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับการเสนอราคาต่อหน่วยงานของรัฐ พ.ศ.2542 มาตรา 11 มาตรา 12 พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริตพ.ศ.2542 และที่แก้ไขเพิ่มเติม มาตรา 123/1 (ปัจจุบันเป็นความผิดตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2561 มาตรา 172) แต่ความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 162 (1) (4) ได้ขาดอายุความแล้ว สิทธินำคดีอาญามาฟ้องย่อมระงับไป ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 39 (6) จึงให้ยุติการดำเนินคดีอาญาในความผิดฐานนี้
นอกจากนี้ นายสุรชาติ ปักสำโรง ยังมีมูลความผิดตามพระราชบัญญัติสภาตำบลและองค์การบริหารส่วนตำบล พ.ศ. 2537 และที่แก้ไขเพิ่มเติม มาตรา 92 ส่วน นายขวัญชัย เสริฐสูงเนิน น.ส.ทัศนีญา
ศิลาชัย นางสุพิน รัตนาพันธุ์ ยังมีมูลความผิดทางวินัยอย่างร้ายแรงอีกด้วย
2.การกระทำของ นายกอบชัย หอมอ้ม และ นายวงกต หอมอ้ม หรือ นายชวภณ ธนเมธาวิชานาญ
มีมูลความผิดฐานสนับสนุนเจ้าหน้าที่ของรัฐ ตามฐานความผิดดังกล่าว
ให้ส่งรายงาน สำนวนการไต่สวน เอกสารหลักฐาน สำเนาอิเล็กทรอนิกส์ และคำวินิจฉัยไปยังอัยการสูงสุด เพื่อดำเนินคดีอาญาในศาลซึ่งมีเขตอำนาจพิจารณาพิพากษาคดี และส่งรายงาน สำนวนการไต่สวนเอกสารหลักฐาน และคำวินิจฉัยไปยังผู้มีอำนาจแต่งตั้งถอดถอน เพื่อดำเนินการตามหน้าที่และอำนาจตามฐานความผิดดังกล่าว ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2561 มาตรา 91 (1) และ (2) มาตรา 98 วรรคหนึ่ง ประกอบมาตรา 98 วรรคสี่ และมาตรา 98 แล้วแต่กรณีต่อไป



