หน้าแรก การเมือง ครม.เงา จี้รบ...

ครม.เงา จี้รบ.แก้สารปนเปื้อนลาม 6 ลำน้ำ ซัดรัฐไร้งบ-คืบหน้า แนะเร่งเดินเกมการทูต คุยจีน-เมียนมา

8.07.26 | 12:27 น.

‘ครม.เงา’ จี้ ‘รัฐบาล’ เร่งแก้ปัญหาสารปนเปื้อนลาม 6 ลำน้ำ ชี้กระทบท่องเที่ยว-เกษตรหนัก ซัดรัฐไร้งบ-ความคืบหน้าแก้ปัญหา แนะ 3 แนวทางเร่งแก้ปัญหาเดินเกมการทูต-คุยจีน-เมียนมา

เมื่อเวลา 09.30 น. วันที่ 8 กรกฎาคม ที่รัฐสภา นายภัทรพงศ์ ลีลาภัทร์ ส.ส.เชียงใหม่ พรรคประชาชน พร้อมด้วย นายพิศาล มาณวพัฒน์ แถลงภายหลังการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เงา ถึงปัญหาสารปนเปื้อนในแม่น้ำจากการทำเหมือง ซึ่งส่งผลให้เกิดมลพิษข้ามพรมแดน

โดยนายภัทรพงศ์ กล่าวว่า ขณะนี้ปัญหานี้ลุกลาม 6 ลำน้ำจากลำน้ำกก รวก สาย ลงสู่ลำน้ำโขงทั้งภาคเหนือและภาคอีสาน แม่น้ำสาละวินที่ จ.แม่ฮ่องสอน และลำนำกระบุรี ที่ จ.ระนอง ผลกระทบชัดเจนตลอดห่วงโซ่ ทั้งน้ำปนเปื้อน ตะกอนดิน ปลา ตรวจเจอสารหนู ตะกั่วที่ส่งผลกระทบต่อสุขภาพ อีกทั้งการท่องเที่ยวที่ต้องปิดตัวมากกว่า 80% สำหรับการท่องเที่ยวในพื้นที่ลำน้ำกก ส่วนที่เปิดอยู่ก็แทบไม่มีลูกค้า รวมถึงการส่งออกสินค้าเกษตร ที่ในอดีตญี่ปุ่นจะมีการนำเข้าสินค้าจากแม่อาย ริมน้ำกก แต่ปัจจุบันหยุดนำเข้าสินค้าเหล่านั้น เพราะกังวลเรื่องการปนเปื้อนจากในแม่น้ำ

นายภัทรพงศ์ กล่าวต่อว่า สิ่งที่ต้องการจากรัฐบาลคือ การจัดการภายในประเทศที่ชัดเจน งบประมาณรายจ่ายปี 2570 เห็นชัดเจนอยู่แล้วว่า ไม่มีงบประมาณในการจัดการส่วนนี้ที่เป็นรูปธรรมเลย รัฐบาลต้องเร่งจัดการงบกลางโดยด่วนเพื่อสามารถจัดการตรวจอย่างเป็นระบบที่ครอบคลุม และต้องมีฐานข้อมูลชัดเจน เราไม่สามารถเจรจากับต่างประเทศได้ รวมถึงตรวจสอบน้ำและดินที่ใช้ในการเกษตร ที่ปัจจุบันมีการตรวจพบทั้งโลหะหนักต่างๆ ในพื้นที่เพาะปลูก รวมถึงผลผลิตทางการเกษตรด้วย แต่กลับไม่มีการสื่อสารกับประชาชน ไม่มีการบำบัดดินและน้ำก่อนปลูกด้วยซ้ำ รวมถึงงบประมาณในการปรับเปลี่ยนพื้นที่เพาะปลูก อาจเปลี่ยนให้ปลูกพืชชนิดอื่นแทน

นายภัทรพงศ์ กล่าวอีกว่า ส่วนการจัดการภายในประเทศ ทุกวันนี้ยังมีการนำเข้าแร่จากเมียนมา และไม่มีการตรวจสอบอะไรเลยว่านำเข้าที่ไหนจากบริษัทอะไร รัฐบาลต้องออกกฎกระทรวงในการตรวจสอบห่วงโซ่อุปทานของแร่ให้กับประเทศไทย หยุดให้ไทยเป็นทางผ่านของแร่ที่เป็นพิษเหล่านี้ ขณะที่การจัดการที่ต้นตอ ระหว่างประเทศที่ผ่านมารัฐบาลทำงานน้อยมาก มีการเจรจากับเมียนมาอย่างเป็นทางการเพียงแค่ครั้งเดียวและไม่มีการคืบหน้าอะไรเลย

Advertisement

“ผ่านมากว่า 1 ปีแล้ว สำหรับครั้งนั้นก็ยังไม่มีความคืบหน้าอะไร ก่อนที่เราจะคุย เราต้องมีฐานข้อมูลอย่างชัดเจน ซึ่งตั้งแต่มีรัฐบาลชุดนี้มา นายทรงศักดิ์ ทองศรี รองนายกรัฐมนตรี ก็เป็นประธานคณะกรรมการสิ่งแวดล้อม ซึ่งมีการประชุมครั้งเดียว ขณะที่กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ที่มีนายสุชาติ ชมกลิ่น เป็นรัฐมนตรี มีหน้าที่รวบรวมข้อมูลจากทุกหน่วยงาน เพื่อให้ฐานข้อมูลเจรจาระหว่างประเทศ ก็ประชุมครั้งสุดท้ายของคณะทำงานชุดนี้เมื่อเดือนเมษายน แล้วไม่มีการอัปเดตข้อมูลเลย หนักที่สุดคือการประชุมการต่างประเทศ โดยคณะทำงานที่ตั้งขึ้นมาในปีที่แล้วเพื่อจัดการปัญหาเรื่องการเจรจาระหว่างประเทศ ก็ไม่เคยมีการประชุมเลยตั้งแต่ปีที่แล้ว เป็นปัญหาที่หนักมาประชาชนเจอปัญหาที่หนักอยู่แล้ว แต่รัฐบาลกลับไม่ขยับอะไรเลย ไม่ทำงานจนทำให้ประชาชนต้องขับเคลื่อนกันเอง ทำให้เห็นภาพความขัดแย้งที่จังเชียงใหม่เมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา ทั้งหมดอยู่ต้นตออยู่ที่รัฐบาลไม่ทำงาน” นายภัทรพงศ์ กล่าว

นายภัทรพงศ์ กล่าวอีกว่า ตนและพรรคประชาชนพูดตั้งแต่ปีที่แล้วว่าถ้าเราไม่ทำอะไร ปัญหาจะขยายวงกว้างขึ้นอย่างแน่นอน ปีนี้ปัญหาขยายความกว้างขึ้นแล้ว และปีหน้า ปัญหามันขยายผลไปมากกว่านี้หลายเท่า แต่เรายังไม่เห็นการใช้วิธีต่างประเทศที่ถูกต้องจากรัฐบาล ซึ่งยังไม่เห็นบทบาทที่ถูกต้องมากนัก และต้องยอมรับว่าเหมืองหลายแห่งที่ตั้งอยู่ในประเทศเพื่อนบ้าน โดยเฉพาะเมียนมา หลายแห่งไม่ได้อยู่ในพื้นที่ควบคุมของทหารเมียนมาโดยตรง

“ดังนั้น การที่เราจะแก้ไขปัญหาเรื่องนี้ได้อย่างเบ็ดเสร็จ หนีไม่พ้นที่เราจำเป็นต้องใช้เวทีในการเจรจากับประเทศจีน และเขามีกฎหมายในการกำกับซัพพลายเชนในการทำอยู่แล้ว ว่าต้องเป็นเหมืองที่ไม่ทำลายสิ่งแวดล้อม และรัฐบาลจีนก็พร้อมช่วยไทยในการแก้ไขปัญหาเรื่องนี้ เพราะการแก้ไขเรื่องนี้ สามารถสร้างภาพลักษณ์ที่ดีขึ้นให้กับจีนได้ทำให้คนไทยเชื่อมั่นว่าจีนเอาจริงเอาจังกับการแก้ไขปัญหานี้ แต่สิ่งที่จะเป็นทางออก ก็จะมีเวทีทางการทูตที่ถูกต้อง โดยจะต้องใช้กลไกท่าทีเจรจาแบบใด” นายภัทรพงศ์ กล่าว

ขณะที่นายพิศาล กล่าวว่า ตนเห็นใจจีนที่ประเทศกำลังประสบปัญหาภาพลบ แต่ต้องตระหนักว่าภาพลบมาจากนักธุรกิจจีนบางคนมาจากการที่ไม่เคารพมาตรฐานสากล และบางครั้งอาจมาจากรัฐบาลจีน ตอนนี้คือให้ความคิดเห็นว่าจีนควรจะทำอย่างไร ถึงจะได้ใจคนไทยทั้งประเทศ เช่น ปัญหาไทยกัมพูชารัฐบาลจีนควรทำอย่างไร ขอแนะนำรัฐบาลไทยโดยเฉพาะนายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ว่าอย่าใช้เวลาทำเรื่องเอ็มโอยู 44 กับจัดเตรียมประชุมอาเซียน เพื่อสร้างความชอบธรรมให้กับรัฐบาลเมียนมาอย่างเดียว ขอแนะนำให้ใช้ความเชี่ยวชาญทางการทูต ซึ่งท่านมีอยู่เต็มที่ ทำเรื่องยากที่จะเป็นประโยชน์กับประชาชนรากหญ้าเช่น การแก้ไขปัญหาต้นตอของน้ำปนเปื้อนสารพิษ

นายพิศาล กล่าวต่อว่า ตนมีเสนอแนะ 3 ข้อ ได้แก่ 1.การแก้ปัญหาน้ำเสียจากเพื่อนบ้าน กระทรวงการต่างประเทศต้องเดินหน้า อย่าเดินตามกระทรวงทรัพย์ฯ เพราะรัฐมนตรีกระทรวงอื่นทั้งหมด เขาไม่เชี่ยวชาญเรื่องหมากการทูต การเมืองระหว่างประเทศระดับภูมิภาค และไม่เข้าใจความเชื่อมโยงเหมือนที่นายสีหศักดิ์เข้าใจในภูมิรัฐศาสตร์ จะต้องรู้จักใช้จุดแข็งของประเทศไทยต่อรองกับประเทศที่มีพลังอำนาจมากกว่าทั้งในและนอกภูมิภาค

นายพิศาล กล่าวต่อว่า 2.การเจรจาหารือ ไม่จำเป็นต้องเจรจากับรัฐบาลเมียนมาอย่างเดียว หากโรงงานตั้งอยู่ในพื้นที่รัฐบาลเมียนมา เข้าไปไม่ถึง เราต้องกล้าพูดอย่างตรงไปตรงมา องค์กรสหประชาชาติให้ข้อมูลชัดเจนว่ารัฐบาลจีนถือหุ้นร้อยละ 90 ในโรงงานเหมืองแร่หายาก ในเขตปกครองของเมียนมา เราต้องสื่อสารแบบชั้นเชิงการทูต ซึ่งนายสีหศักดิ์ชำนาญอย่างดี ต้องทำให้จีนเห็นว่าอย่าคิดว่าคนไทยยังไงก็ได้ ขนานกับการหารือกับฝ่ายจีน

นายพิศาล กล่าวอีกว่า 3.หากจีนไม่กระตือรือร้น แก้ไขปัญหาที่ต้นตอ นายสีหศักดิ์ต้องเล่นไพ่ใบอื่นให้มีประสิทธิภาพ ขณะนี้มีญี่ปุ่น ออสเตรเลีย เกาหลีใต้ สหราชอาณาจักร เสนอความช่วยเหลือมีความสนใจที่จะแก้ไขปัญหายกระดับคุณภาพชีวิต ความปลอดภัยของประชาชนในภูมิภาคนี้แล้ว อย่าปล่อยให้ระดับเจ้าหน้าที่ข้าราชการทำไปตามแพลน ให้เชิญทูต 4 คนนี้มาพบหรือบินไปพบกับรัฐมนตรีในโอกาสที่อำนวยของ 4 ประเทศนี้ ยกระดับข่าวเพื่อให้เห็นความสำคัญที่ไทยให้กับแต่ละประเทศที่พร้อมที่จะช่วยแก้ปัญหาระดับคุณภาพชีวิต ฝ่ายที่ไม่กระตือรือร้นจะได้รับข้อความอย่างชัดเจน การต่างประเทศจะกลับมาสู่สายตาประชาชน และท่านจะสอบผ่านการเป็นรัฐมนตรี เพราะคำนึงถึงคุณภาพชีวิตของประชาชนมาก่อน