‘ปชน.’ วาง 2 ฉากทัศน์ศาล รธน.วินิจฉัย พ.ร.ก.เงินกู้ 4 แสนล้าน ชี้ หากรุนแรงสุด ‘นายกฯ’ ควรยุบสภา-ลาออก ด้าน ‘วีระยุทธ’ หวั่นเกิดแร้งทึ้งชิงใช้เงินส่วนเปลี่ยนผ่านพลังงาน หากพ.ร.ก.ผ่าน หลังพบไร้โรดแมพ ขณะที่ ‘ณัฐพงษ์’ จี้ ‘อนุทิน’ ทบทวนตัวเองหลังเรทติ้งตก-สั่งประเมิน KPI ครม.
เมื่อเวลา 09.30 น. วันที่ 8 กรกฎาคม ที่รัฐสภา น.ส.ศิริกัญญา ตันสกุล ส.ส.บัญชีรายชื่อและรองหัวหน้าพรรคประชาชน พร้อมด้วย นายวีระยุทธ กาญจนชูฉัตร ส.ส.บัญชีรายชื่อและรองหัวหน้าพรรคประชาชน แถลงภายหลังประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เงา ถึงกรณีศาลรัฐธรรมนูญนัดประชุมในวันที่ 9 กรกฎาคม เพื่อลงมติวินิจฉัยคำร้องที่ ส.ส.พรรคร่วมฝ่ายค้านยื่นคำร้องให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่าการที่รัฐบาลออกพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหาผลกระทบจากสถานการณ์วิกฤตด้านพลังงานและสร้างการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ พ.ศ.2569 วงเงินไม่เกิน 4 แสนล้านบาท ขัดต่อรัฐธรรมนูญมาตรา 172 หรือไม่
โดย น.ส.ศิริกัญญากล่าวว่า วันที่ 9 กรกฎาคมนี้จะเป็นวันที่ศาลรัฐธรรมนูญจะมีคำวินิจฉัยเรื่องดังกล่าว ถูกต้องตามรัฐธรรมนูญในการออก พ.ร.ก.หรือไม่ ซึ่งเราวางฉากทัศน์ที่จะเกิดขึ้นไว้ 2 ฉากทัศน์ใหญ่และ 2 ฉากทัศน์ย่อยคือ 1.พ.ร.ก.ผ่านทั้งฉบับ และ 2.พ.ร.ก.ไม่ผ่าน ซึ่งหาก พ.ร.ก.ไม่ผ่านทั้งฉบับ จะนำไปสู่ความยุ่งยากต่างๆ ที่จะเกิดขึ้น เนื่องจาก 2 แสนล้านบาทแรกมีการอนุมัติและเบิกจ่ายไปเรียบร้อยแล้วกับโครงการไทยช่วยไทยพลัส และการเติมเงินเข้ากองทุนประชารัฐที่ยังขาดอยู่ ซึ่งน่าจะสร้างความยุ่งยากให้กับรัฐบาลในการที่จะหาแหล่งเงินใหม่เข้ามาทดแทน

น.ส.ศิริกัญญากล่าวต่อว่า อย่างไรก็ตาม แม้จะบอกว่า พ.ร.ก.ไม่ผ่าน แต่อาจจะไม่ผ่านเฉพาะ 2 แสนล้านบาทหลัง ซึ่งเคยเกิดขึ้นมาแล้วในอดีต โดยในส่วน 2 แสนล้านหลังนั้น ไม่มีความจำเป็นเร่งด่วน ไม่กระทบกับความมั่นคงทางเศรษฐกิจ นอกจากนี้ ยังส่อที่จะปั้นโครงการต่างๆ ยัดไส้และใช้วิกฤตของประชาชนมาบังหน้าพ่วงไปกับการช่วยเหลือเยียวยาที่ประชาชนจะได้รับใน 2 แสนล้านแรกอีกด้วย
ด้าน นายวีระยุทธกล่าวว่า ในฐานะที่ตนอยู่ในคณะกรรมาธิการ (กมธ.) วิสามัญติดตามตรวจสอบ พ.ร.ก. เงินกู้ 4 แสนล้านบาท ซึ่งเป็นกลไกเดียวที่รัฐสภาตั้งมา และได้มีการพูดคุยกับหน่วยงานต่างๆ ก็ยิ่งพบว่าน่ากังวลมากเป็นพิเศษยิ่งกว่าเดิม เพราะการใช้การเงิน 2 แสนล้านบาทหลัง ในการเปลี่ยนผ่านพลังงาน กลับไม่มีการตั้งเงื่อนไขหรือไม่มีโรดแมพว่าจะเปลี่ยนผ่านพลังงานของประเทศด้วยเป้าหมายอะไร ลดพลังงานการใช้ฟอสซิลเท่าไหร่ ในระยะเวลาเท่าไหร่ โครงการใหญ่จะเป็นอย่างไร อีกทั้งยังไม่มีการตั้งเงื่อนไขมูลค่าขั้นต่ำด้วยซ้ำ ทำให้เสี่ยงเกิดเบี้ยหัวแตก มีการยัดไส้หรือสอดไส้โครงการต่างๆ เข้ามา ไม่รู้ว่าจะนำพาประเทศไทยไปสู่ทิศทางใด
นายวีระยุทธกล่าวต่อว่า เมื่อมีการออกเป็น พ.ร.ก.เงินกู้ แต่มีเงื่อนไขผูกมัดตัวเองว่าก็ต้องรีบใช้เงินภายในเดือนธันวาคมปี 2570 เพื่อการเปลี่ยนผ่านพลังงานครั้งใหญ่ จึงมีความกังวลว่าจะเกิดการแร้งทึ้งเข้ามาแย่งชิงการใช้เงิน โครงการนี้จะเกิดประสิทธิภาพในการใช้เงินเปลี่ยนผ่านพลังงานมากน้อยแค่ไหน และนี่เป็นเงินกู้ก้อนสำคัญที่จะทำให้เราติดเพดานหนี้สาธารณะ หากใช้ไม่มีประสิทธิภาพก็จะเสี่ยงเงินจะหมด และไม่เกิดการเปลี่ยนผ่านพลังงานอย่างที่ตั้งใจ เราจึงยื่นไปที่ศาลรัฐธรรมนูญ และคิดว่าการใช้เงินก้อนนี้เป็นปัญหาจริงๆ โดยเราจะรอคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญในวันที่ 9 กรกฎาคม และเรียกร้องความรับผิดชอบต่อรัฐบาล ในกรณีที่เกิดความเสียหายขึ้น

เมื่อถามว่า หากคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญออกมาในทางลบการเรียกร้องตามสัดส่วนที่เหมาะสมให้รัฐบาลรับผิดชอบคืออะไร นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ ส.ส.บัญชีรายชื่อและหัวหน้าพรรคประชาชน กล่าวว่า ในช่วงรอบสัปดาห์ที่ผ่านมาเราจะเห็นนายกรัฐมนตรีออกมาพูดชัด ว่าจะต้องมีการประเมินผลการทำงานของรัฐมนตรีใน ครม. ถ้าใครผลงานไม่เข้าเป้าปรับเปลี่ยนตำแหน่งแน่นอน ตนขอถามว่าเรื่องผลงานไม่เข้าเป้าก็ส่วนหนึ่ง แต่การทำผลงานที่ผิดพลาด หากเกิดกรณีศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยว่าการออก พ.ร.ก.ของรัฐบาลไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญ ต้องเป็นโทษที่ร้ายแรงมากกว่าผลงานไม่เข้าเป้าหรือไม่ ซึ่งต้องรอคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญว่าจะออกมาเป็นฉากทัศน์ใด
นายณัฐพงษ์กล่าวต่อว่า เรายืนยันในหลักรับผิดรับชอบทางการเมืองต้องได้สัดส่วนตอบความเสียหาย ตอนนี้เรายังไม่เห็นความเสียหายที่เกิดขึ้นเพราะยังไม่รู้คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ ซึ่งพรรคประชาชนพร้อมจะแสดงท่าทีมากมากยิ่งขึ้นหลังจากมีคำวินิจฉัย และตนไม่อยากให้โฟกัสเฉพาะเรื่อง พ.ร.ก.เพียงอย่างเดียว ยังมีอีกหลายเรื่องที่ทำให้ประชาชนขาดความเชื่อมั่นต่อรัฐบาล ทั้งการทุจริตสอบท้องถิ่น ปัญหายาเสพติด ฮั้วส.ว. ป.ป.ช. และการแก้ไขรัฐธรรมนูญที่รัฐบาลไม่ได้แสดงความจริงใจเลย ว่าตกลงแล้วที่ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญออกมาให้ความเห็นชัดเจนแล้วว่าสามารถมี สสร.ที่มาจากการเลือกตั้ง โดยตรงจากประชาชนได้แต่กลับมีข้ออ้างว่าเสนอไปอาจถูกปัดตก ติดขัดเอาหัวชนฝาทำให้ไม่ผ่าน

“แบบนี้เป็นข้ออ้างที่ทำให้เห็นว่ารัฐบาลขาดความจริงใจ ประชาชนก็สะท้อนออกมายังผลโพลล่าสุดที่ความนิยมในตัวนายกรัฐมนตรีตกลง ดังนั้นถ้าจะถามว่าข้อเรียกร้องว่ารัฐบาลต้องรับผิดชอบอย่างไรคนที่ควรจะต้องตอบก็คือตัวนายกฯ เพราะเป็นคนพูดออกจากปากเองว่าพร้อมที่จะประเมินผลงาน ครม. และพร้อมที่จะปรับ ครม. ในเมื่อประชาชนประเมินท่านแล้วสะท้อนผลโพลว่าการทำงานไม่ผ่าน ต้องถามว่านายกฯ จะทบทวนและปรับปรุงตัวเองอย่างไร” นายณัฐพงษ์กล่าว
ต่อข้อถามว่า หาก พ.ร.ก.ไม่ผ่านความรับผิดชอบสูงสุด นายกฯจะต้องถึงขั้นต้องยุบสภาหรือลาออกใช่หรือไม่ นายณัฐพงษ์กล่าวว่า ถ้าเป็นฉากทัศน์ที่ร้ายแรงที่สุดและเกิดความเสียหายกับการใช้จ่ายเงินของรัฐที่บางส่วนใช้จ่ายไปแล้ว เอากลับคืนมาไม่ได้อย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วย รัฐบาลเองต้องรับผิดชอบ ตามที่ได้สัดส่วนถึงขั้นลาออก ก็อาจจะเป็นสิ่งที่ควรต้องทำที่ความเสียหายเกิดขึ้นถึงขั้นนั้น แต่ต้องรอดูคำวินิจฉัย
เมื่อถามว่า พรรคประชาชนได้มีการประเมินผลงานของรัฐมนตรีหรือไม่ว่ามีกระทรวงไหนที่ไม่เข้าเป้า นายณัฐพงษ์กล่าวว่า ปัญหาที่ประชาชนไม่เชื่อมั่นรัฐบาล ไม่ได้เป็นปัญหาที่กระทรวงใดกระทรวงหนึ่ง แต่รากเง้าของมันคือที่มาของอำนาจที่ไม่ถูกต้อง เช่นกรณีฮั้วส.ว. หรือการทุจริตคอร์รัปชั่นที่ไม่ได้พัวพันเฉพาะราชการแต่ยังมาถึงนักการเมืองด้วย ดังนั้น หากจะให้ประเมินหรือให้คำตอบชัดๆ รัฐบาลชุดนี้ขาดความชอบธรรมในการเข้าสู่อำนาจตั้งแต่แรกจึงเป็นหน้าที่ของเราที่จะผลักดันอย่างเต็มที่ ใช้เสียงของสภา และเสียงภายนอกสภา กดดันรัฐบาลอย่างเต็มที่ที่สุด




