หน้าแรก การเมือง ‘ศิริกัญญา’ ช...

‘ศิริกัญญา’ ชี้เออร์ลี่รีไทร์แค่ปะผุ จี้ปฏิรูปราชการทั้งระบบ เริ่มจากลดงานไม่ใช่ลดคน ย้ำลดคนไม่ใช่คำตอบ

8.07.26 | 14:23 น.
ศิริกัญญา ตันสกุล

‘ศิริกัญญา’ ชี้เออร์ลี่รีไทร์แค่ปะผุ จี้ปฏิรูปราชการทั้งระบบ เริ่มจากลดงานไม่ใช่ลดคน ย้ำลดคนไม่ใช่คำตอบ หากไม่ทบทวนภารกิจรัฐ

เมื่อวันที่ 8 กรกฎาคม น.ส.ศิริกัญญา ตันสกุล ส.ส.บัญชีรายชื่อและรองหัวหน้าพรรคประชาชน โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กหัวข้อ เออร์ลี่แค่ปะผุ ถ้าจะปฏิรูประบบราชการ อย่าเริ่มจากการลดคน แต่ให้เริ่มจากทบทวนภารกิจ โดยระบุว่า โครงการเออร์ลี่รีไทร์อาจแค่ปะผุ หากไม่ได้คิดปฏิรูปรัฐจริงจัง ต้องลดงาน ปรับภารกิจ ไม่อย่างนั้นลดข้าราชการได้ ก็ไปเพิ่มพนักงานจ้างเหมา

น.ส.ศิริกัญญา ระบุต่อว่า ควันหลงจากการอภิปรายงบปี 70 ที่แสดงอาการฝีแตกจากค่าใช้จ่ายของบุคลากรภาครัฐที่เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ปัจจุบันแตะ 40% ของงบประมาณเรียบร้อย เบียดบังงบประมาณที่จะใช้พัฒนาประเทศ ช่วงนี้จึงมีคนพูดลดรายจ่ายประจำ และรัฐบาลเองโดยรองนายกเริ่มโยนหินถึงการลดจำนวนข้าราชการ พูดถึงโครงการเออร์ลี่รีไทร์ โดยมีการกำหนดเป้าหมายโครงการเออร์ลี่รีไทร์ จากเกณฑ์อายุ เช่น 40 ปีขึ้นไป ใช้ระบบการเออร์ลี่รีไทร์แบบสมัครใจ แต่ถ้าแพ็คเกจ 400 วันเหมือนเดิม ก็คงไม่จูงใจมากนัก

น.ส.ศิริกัญญา ระบุอีกว่า แถมวิธีนี้อาจทำให้เราสูญเสียข้าราชการน้ำดีที่ยังมีศักยภาพและประเทศยังต้องการ แม้คนอาจจะรู้สึกว่าจำนวนข้าราชการไทยมีเยอะเกินไป แต่ในความเป็นจริงเรายังเจอภาวะขาดแคลนบุคลากรในหลายด้าน เช่น แพทย์ พยาบาล บุคลากรสาธารณสุข ครูในหลายสาขา ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านในทักษะใหม่ๆ อีกหลายด้าน ไม่ว่าจะเป็น AI, Digital Government, Cybersecurity แถมต้องสู้กับภาวะสมองไหลไปภาคเอกชนที่ให้ค่าตอบแทนสูงกว่า

น.ส.ศิริกัญญา ระบุอีกว่า ถ้าพุ่งเป้าแต่จำนวนที่ลดได้ ก็อาจจะไปลดผิดจุดผิดที่ เพราะคำถามที่ถูกต้อง ไม่ใช่ ราชการมีคนมากเกินไปหรือไม่ แต่คือราชการมีงานมากเกินไปหรือไม่ สิ่งที่ต้องทำเป็นอันดับแรก คือ Mission Audit รัฐควรทำอะไรให้ตอบโจทย์ของยุคสมัย ก่อนจะถามว่าต้องใช้คนกี่คน เราควรตั้งคำถามว่างานที่บุคลากรภาครัฐทำอยู่ ยังสำคัญ จำเป็นอยู่หรือไม่

หน้าตากระทรวง กรม และหน่วยงาน ไม่เคยถูกปรับใหญ่มานานแค่ไหน ครั้งสุดท้ายคือ ปี 2545 อย่างต่ำๆ ก็ 20 กว่าปีมาแล้ว ภารกิจแรกจึงไม่ใช่การตั้งเป้าว่าจะลดจำนวนลงเท่าไหร่ แต่คือการทบทวนภารกิจ ทุกกระทรวง ทุกกรม ทุกหน่วยงาน ใหม่ทั้งหมด ภารกิจไหนยังจำเป็น ภารกิจไหนซ้ำซ้อน ภารกิจไหนควรกระจายอำนาจ ภารกิจไหนควรเปิดให้เอกชนทำ ภารกิจไหนควรยกเลิกไปเลย และภารกิจไหน เป็นภารกิจใหม่ ความท้าทายใหม่ ที่ยังไม่มีหน่วยงานไหนทำมาก่อน

Advertisement

น.ส.ศิริกัญญา ระบุอีกว่า เมื่อภารกิจเปลี่ยน โครงสร้างของรัฐก็ต้องเปลี่ยนตาม ลดงานที่ไม่มีคุณค่า น่าจะช่วยทำให้งานราชการเป็นงานที่มีคุณค่า และดึงดูดคนดีๆ เก่งๆ ให้อยากทำงานราชการ เมื่อรู้ว่ารัฐควรทำอะไรต่อไป ก็ต้องสำรวจว่าบุคลากรของรัฐมีทักษะที่จำเป็นหรือไม่ วันนี้หลายหน่วยงานมีภารกิจใหม่ๆ ที่มีความท้าทาย แต่ไม่มีหน่วยงานใดเป็นเจ้าภาพและการแก้ปัญหาไม่ได้ขึ้นกับหน่วยงานใดหน่วยงานเดียว

น.ส.ศิริกัญญา ระบุด้วยว่า ขณะเดียวกัน หลายภารกิจเดิมกลับไม่มีความสำคัญอีกต่อไป จึงสมควรแก่เวลาที่ต้องมาทบทวน ปรับโครงสร้าง ภารกิจของหน่วยงานกันใหม่ทั้งระบบ ที่สำคัญถ้างานไม่ลด สุดท้ายข้าราชการลดจริง แต่จะไปเพิ่มบุคลากรแบบอื่นๆ เช่น พนักงานราชการ พนักงานจ้างเหมาบริการแทน

น.ส.ศิริกัญญา ระบุอีกว่า Skill Audit รัฐมีคนที่มีทักษะตรงกับภารกิจใหม่หรือไม่ เมื่อรู้ว่ารัฐควรทำอะไรแล้ว ขั้นต่อไปคือสำรวจว่าบุคลากรของรัฐมีทักษะรองรับภารกิจใหม่หรือไม่ หลายคนอาจรู้สึกว่าข้าราชการไทยมีมากเกินไป แต่ในความเป็นจริง ประเทศไทยกลับขาดแคลนบุคลากรในหลายสาขา ทั้งแพทย์ พยาบาล ครูบางสาขา นักวิเคราะห์ข้อมูล ผู้เชี่ยวชาญ AI, Digital Government และ Cybersecurity รวมถึงผู้เชี่ยวชาญด้านการกำกับดูแลเศรษฐกิจยุคใหม่

น.ส.ศิริกัญญา ระบุอีกว่า แก้กฎหมายและกฎระเบียบตามภารกิจใหม่ ยกเลิกกฎหมายล้าสมัย แน่นอนว่าเมื่อทบทวนภารกิจ ก็ต้องแก้กฎหมายให้สอดคล้องกับภารกิจใหม่ และตัดลดภารกิจที่ไม่จำเป็น แต่นอกเหนือไปจากนั้น กฎหมายจำนวนมาก ก่อให้เกิดภาระงานที่มากโดยไม่จำเป็น กฎหมายหลายฉบับที่ผ่านในยุค คสช. เพื่อต้านโกง แต่ในทางปฏิบัติกลับเพิ่มภาระเอกสาร เพิ่มขั้นตอน เพิ่มการรายงาน และเพิ่มงานธุรการ โดยไม่ได้ช่วยลดการทุจริต เป็นภาระงานเอกสารที่เพิ่มขึ้นมาโดยเปล่าประโยชน์ กฎ ระเบียบ ที่ซัำซ้อน ขั้นตอนที่ยุ่งยาก การขออนุมัติ อนุญาตเกินความจำเป็น ล้วนแต่สร้างภาระงานที่ไม่เกิดมูลค่า ลดเวลาที่จะให้บริการประชาชน ดังนั้น จึงต้องยกเลิกกฎหมายล้าสมัย ลดขั้นตอนที่ไม่จำเป็น และให้อำนาจหน่วยงานทำงานบนฐานของผลลัพธ์ มากกว่าการทำตามระเบียบ

น.ส.ศิริกัญญา ระบุอีกว่า Upskill & Reskill รักษาคนดีมีความสามารถ เมื่อเจอช่องว่างระหว่างภารกิจ กับ ทักษะ ก่อนคิดจะลดคน ต้องเปิดโอกาสให้ข้าราชการได้เรียนรู้และย้ายไปทำงานที่สร้างคุณค่าได้มากกว่า ทุกวันนี้ ราชการไม่เคยขาดการอบรม สัมมนา upskill และ reskill กันตลอดเวลา แต่ทำแบบไม่มีทิศทาง ไม่มียุทธศาสตร์ เพราะก็ไม่เคยตั้งคำถามว่า หน่วยงานต้องการมีคนทักษะแบบไหนบ้าง ต้องการกี่คน และถ้ายังต้องทำภารกิจเดิมๆ ก็ไม่ต้องเปลี่ยนอะไรมาก แค่ใช้เทคโนโลยีเข้ามาช่วย

น.ส.ศิริกัญญา ระบุอีกว่า งานยกระดับพัฒนาทักษะจึงต้องมาพร้อมกับการรื้อภารกิจรัฐไทยเพื่อให้การอบรมทักษะเพื่อใช้งานจริง พร้อมเปิดระบบโยกย้ายระหว่างหน่วยงานให้เปิดเผยโปร่งใส เพื่อเปิดโอกาสให้คนที่อยากย้ายหน่วยงาน ทำได้ง่ายขึ้น และเพื่อให้แข่งกับเอกชนได้ในบางสาขาความเชี่ยวชาญ และไม่เกิดอาการสมองไหล รัฐจำเป็นต้องแท่งเงินเดือนพิเศษสำหรับดึงดูดผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทาง

น.ส.ศิริกัญญา ระบุต่อว่า Second Chance ให้โอกาสก่อนปรับโครงสร้างกำลังคน เมื่อรัฐรู้ภารกิจใหม่ คนได้รับโอกาสพัฒนาตัวเอง และกฎหมายได้รับการปรับปรุงแล้ว จึงค่อยมาถึงขั้นตอนสุดท้าย คือการจัดการกับผู้ที่ไม่สามารถหรือไม่ยอมปรับตัว แม้ได้รับโอกาสอย่างเพียงพอ ระบบราชการยิ่งวันต้องยิ่งเก่งขึ้น ฉลาดขึ้น คนทำงานดีต้องเติบโต

น.ส.ศิริกัญญา ระบุอีกว่า คนที่ไม่ได้ไปต่อ แต่คือผู้ที่ไม่สามารถปรับตัวให้สอดคล้องกับภารกิจใหม่ของรัฐ แม้ได้รับโอกาสในการพัฒนาและโยกย้ายอย่างเต็มที่แล้ว คนกลุ่มนี้ควรมีมาตรการ Early Retirement ที่เป็นธรรมและมีศักดิ์ศรี เพื่อเปิดทางให้รัฐปรับโครงสร้างกำลังคนให้เหมาะสมกับภารกิจใหม่ คนที่ไม่เหมาะกับงานราชการอีกต่อไป ก็ควรได้รับโอกาสครั้งที่สอง ไปเริ่มต้นใหม่นอกระบบราชการพร้อมกับแพ็กเกจที่เหมาะสม

น.ส.ศิริกัญญา ระบุด้วยว่า เป้าหมายของการปฏิรูประบบราชการไม่ใช่การลดคน แต่คือการลดงานที่ไม่จำเป็น เพิ่มงานที่ประเทศต้องการ และทำให้คนที่มีความสามารถได้ทำงานที่สร้างคุณค่ามากที่สุด แนวทางนี้อาจต้องใช้เวลา แต่เป็นการแก้ปัญหาที่ต้นตอ ไม่ใช่เป็นแค่การปะผุ เออร์ลี่แบบฉาบฉวยอย่างที่รัฐบาลกำลังทำ