‘พริษฐ์’ ยืนกรานตั้ง กมธ.ร่วมทบทวนร่างนิรโทษกรรมที่ส.ว.แก้ไขมา บอกจะสร้างสังคมสันติสุขไม่ได้ หากยังเลือกปฏิบัติสองมาตรฐาน อัด สภาปิดประตูใส่หน้าเยาวชน ไม่ต้อนรับ-ไม่อนุญาตให้เด็กเดินผ่าน ลั่น ยิ่งฝืนปิดประตูแรงเท่าไหร่ ประตูบานนั้นจะยิ่งพังเร็วขึ้น ขอเป็นก้อนหินเล็กๆ เพื่อทําให้ปิดประตูยากขึ้น
เมื่อวันที่ 8 กรกฎาคม เวลา 16.55 น. นายพริษฐ์ วัชรสินธุ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน อภิปรายว่า ตนเห็นว่าการแก้ไขของ ส.ว. โดยเฉพาะมาตรา 11 กําลังจะทําให้เนื้อหาของกฎหมายฉบับนี้ ห่างไกลจากเป้าหมายในการสร้างเสริมสันติสุขมากขึ้นกว่าเดิม และคิดว่าสภาของเราต้องตกผลึกร่วมกันว่า กลไกของการนิรโทษกรรมนั้นเป็นกลไกที่สามารถมีส่วนในการช่วยคลี่คลายความขัดแย้งทางการเมืองได้ แม้สภาแห่งนี้จะยังมีความเห็นที่แตกต่างกันอยู่ว่า การนิรโทษกรรมแบบไหนที่จะสามารถคลี่คลายความขัดแย้งและสร้างเสริมสังคมสันติสุขได้จริง การสร้างเสริมสังคมสันติสุขได้ต้องไม่ใช่การนิรโทษกรรมแบบสองมาตรฐาน ที่พอเป็นคดีที่เกี่ยวข้องกับการแสดงออกทางการเมืองของคนกลุ่มหนึ่ง ไม่ว่าจะปิดสถานที่ราชการ ล้อมคูหาเลือกตั้ง เราพร้อมจะลบล้างความผิด โอบรับเขากลับเข้าคืนสู่สังคม แต่พอเป็นคดีที่เกี่ยวข้องกับการแสดงออกทางการเมืองของคนอีกกลุ่มหนึ่ง แม้ว่าอาจจะเป็นเพียงการแชร์โพสต์ในเฟซบุ๊ก แม้ผู้กระทําอาจอายุน้อยกว่า 18 ปี เรากลับไปตีตราเขาว่าการกระทําเขานั้นเป็นสิ่งที่ไม่สามารถยกโทษให้ได้
นายพริษฐ์ กล่าวต่อว่า ดังนั้น สิ่งที่สภาแห่งนี้กําลังผลักดัน และสิ่งที่ ส.ว.มีการแก้ไขกลับมานั้น กําลังจะเดินหน้าสู่การนิรโทษกรรมแบบสองมาตรฐาน คือ 1.สําหรับผู้ที่ถูกดําเนินคดีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 และ 2.มาตรฐานสําหรับผู้ที่ถูกดําเนินคดีตามประมวลกฎหมายอาญามาตราอื่นๆ รวมถึงบางมาตราที่มีโทษร้ายแรงมากกว่ามาตรา 112 ด้วย ที่ผ่านมา พรรคประชาชนพยายามเต็มที่ ที่จะป้องกันสภาวะสองมาตรฐานเช่นนี้ แม้ในวันนั้น พวกตนจะตั้งคําถามว่า กลไกมาตรา 11 นี้จะสามารถช่วยเยาวชนได้จริงแค่ไหน ตนเคารพเจตนารมณ์ของผู้เสนอที่ต้องการใช้กลไกดังกล่าว ช่วยเยาวชนจริงๆ แต่เมื่อเดินทางมาถึงตรงนี้ เจตนารมณ์ของผู้เสนอในวันนั้น และเสียงข้างมากในสภาวันนั้นถูกปฏิเสธโดยสิ้นเชิง โดย สว.ที่มีการเพิ่มวรรคสองเข้ามาในมาตรา 112 ระบุชัดเจนว่า ห้ามใช้กลไกดังกล่าวมาช่วยเหลือเด็กและเยาวชนที่ถูกดําเนินคดีมาตรา 112

“สิ่งที่พวกผมและพรรคประชาชนย้ํามาตลอดคือ หากเราต้องการสร้างประตูบานหนึ่งขึ้นมา เพื่อพยายามนําพาประชาชนทุกกลุ่มที่พัวพันกับความขัดแย้งทางการเมืองในอดีต ให้ก้าวไปสู่สังคมสันติสุข ที่เราพยายามจะสร้าง เรายืนยันว่า ประตูบานนั้นต้องเป็นประตูที่เปิดกว้างกับคนทุกกลุ่ม และปฏิบัติกับคนทุกคนด้วยมาตรฐานเดียวกัน แต่สิ่งที่สภาแห่งนี้กําลังจะทํา คือกําลังจะบอกกับประชาชนบางกลุ่มว่าสังคมสันติสุขที่อยู่ข้างหลังประตูบานนี้ ไม่ต้อนรับพวกเขา ไม่อนุญาตให้เขาเดินผ่านประตูนี้ไปได้ แล้วพอพวกเราพยายามเสนอว่า ไปสร้างประตูอีกบานหนึ่งได้หรือไม่อาจจะต้องเดินอ้อมไปอีกสักนิด ผ่านไปได้ยากกว่า มีเงื่อนไขที่ต้องพิสูจน์มากกว่า สภาแห่งนี้ก็ไม่ยอม เราจึงบอกว่าถ้าอย่างนั้นขอให้ประตูอีกบานหนึ่งเป็นประตูขนาดเล็กเพียงพอแค่เฉพาะเด็กและเยาวชนที่เดินผ่าน แต่สภาแห่งนี้ก็ยังไม่ยอม จนมาถึงวันนี้ เสมือนกับว่าเสียงข้างมากของสภาในวันนี้กําลังจะเดินไปที่ประตูเล็กๆ ที่เปิดไว้อยู่ แล้วปิดประตูสนิทใส่หน้าพวกเขา เพิ่มล็อกอีกหลายชั้นเพื่อจะบอกกับสังคมว่า สังคมสันติสุขที่อยู่หลังประตูบานนั้นไม่ต้อนรับพวกเขา” นายพริษฐ์ กล่าว

นายพริษฐ์ กล่าวต่อว่า ทราบดีว่า วันนี้พวกตนเป็นเสียงข้างน้อยเสมือนก้อนหินก้อนเล็กๆ ที่คงไม่มีน้ำหนักพอที่จะค้ำให้ท่านปิดประตูไม่ได้ แต่ในฐานะก้อนหินก้อนเล็กๆ ไม่กี่ก้อน ถ้าการมีอยู่ของพวกเราจะทำให้ท่านปิดประตูได้ยากขึ้น พวกตนก็ต้องทำ และยิ่งท่านฝืนปิดประตูแรงเท่าไหร่ ประตูบานนั้นจะยิ่งพังเร็วขึ้น สิ่งสุดท้ายที่ตนอยากเห็นมันพังทลายลงมาคือเป้าหมายที่ตนเคยเชื่อว่า สภาแห่งนี้มีร่วมกันในการสร้างสังคมสันติสุข พวกเรายืนยันว่า การจะสร้างได้นั้นจะต้องเป็นกฎหมายนิรโทษกรรมที่ไม่เลือกข้าง ไม่เลือกปฏิบัติ และเป็นธรรมทุกกลุ่ม ฉะนั้น ด้วยเหตุผลดังกล่าวประกอบกับความชัดเจนที่ยังไม่ได้รับว่า ทําไมบัญชีแนบท้าย พ.ร.บ.นี้ ถึงต้องมีการบรรจุ พ.ร.ป.ว่าด้วยการได้มาซึ่ง ส.ว. พวกตนจึงเห็นควรให้มีการตั้งกรรมาธิการร่วมขึ้นมา เพื่อทางทบทวนสิ่งที่ ส.ว.มีการแก้ไข และเพื่อทําให้เราพิจารณาประเด็นที่เราไร้คําชี้แจงได้อย่างรอบคอบมากขึ้น

