ทวี จี้ถาม กม.รวมนิรโทษคดีฮั้ว สว.ด้วยหรือไม่ ลั่น เขียนกม.ต้องชัดเจน ไม่แอบแฝงกำกวม หวั่นเป็นแค่สมบัติส่วนตัว
เมื่อเวลา 17.05 น. วันที่ 8 กรกฎาคม ที่รัฐสภา ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ที่มี น.ส.มัลลิกา จิระพันธุ์วาณิช รองประธานสภาผู้แทนราษฎรคนที่ 1 ทำหน้าที่ประธานการประชุมพิจารณร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) สร้างเสริมสังคมสันติสุข พ.ศ. … หลังจากที่วุฒิสภาส่งร่างกฎหมายที่แก้ไขกลับมาให้สภาฯ พิจารณาว่าจะยืนยันให้ความเห็นชอบหรือไม่ โดยวุฒิสภามีการแก้ไขเนื้อหาเพิ่มเติมจากในชั้นสภาผู้แทนราษฎรไม่ให้นิรโทษกรรมความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 แก่เด็กอายุต่ำกว่า 18 ปี
โดยพ.ต.อ.ทวี สอดส่อง ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชาติ อภิปรายว่า กฎหมายนี้เป็นกฎหมายสำคัญมีผลต่อความสามัคคีของคนในประเทศ ถ้ากฎหมายมีความกำกวมจะกลายเป็นสมบัติส่วนตัวของคนบางคน ทั้งนี้ ในการแก้ของชั้นวุฒิสภาโดยวุฒิสภาได้บัญชีแนบท้ายในข้อหนึ่ง ได้เอาความผิดพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการได้มาซึ่งวุฒิสภา พ.ศ.2561 ในวงเล็บเฉพาะที่ไม่เกี่ยวกับการเลือกตั้งโดยทุจริต การเลือกตั้งไม่เป็นธรรม และคุณสมบัติอันเป็นเท็จ เนื่องจากการเขียนลักษณะนี้ตนคิดว่าถ้าเราถามสภาฯ ใน 500 คน ท่านจะนิรโทษกรรมให้กับเรื่องฮั้ว ส.ว.หรือไม่ เรื่องนี้ต้องชัดเจน หากมีการตีความว่าจะนิรโทษกรรมให้กับคดีฮั้ว ส.ว.ซึ่งเพิ่งเกิดขึ้นในการเลือกตั้งในการได้มาปี 67
พ.ต.อ.ทวี กล่าวว่า ขณะนี้คดีนี้แบ่งออกเป็นสองส่วน ส่วนที่หนึ่งอยู่ระหว่างการไต่สวนของคณะกรรมการการเลือกตั้ง ซึ่งมี 7 ข้อกล่าวหา โดยข้อกล่าวหาที่ 1 คือกรรมการบริหารพรรคการเมืองหรือผู้ดำรงตำแหน่งส.ส.ไปช่วยส.ว.ให้ได้รับการเลือกตั้งตามมาตรา 67 วรรคหนึ่ง ข้อหาที่ 2.ผู้สมัครเป็นส.ว.ให้พรรคการเมืองหรือส.ส.ช่วยตามมาตรา 67 วรรคสอง ข้อหาที่ 3 แนะนำตัวทำให้มีความผิดตามมาตรา 36 ประกอบมาตรา 70 ซึ่งเรื่องนี้ตนไปเบิกความที่ศาลรัฐธรรมนูญว่าทั้งส.ว.และพรรคการเมือง ถูกคณะคณะกรรมการการเลือกตั้งอนุที่ 26 ชี้มูลไป เพื่อให้คณะกรรมการการเลือกตั้งใหญ่วินิจฉัย ส่วนข้อหาที่ 4 คือเรื่องการจัดทำหรือให้สัญญาฝ่าฝืนมาตรา 77 วรรคหนึ่งข้อหาที่ 5 เรื่องการจัดเลี้ยง ตามมาตรา 77 วรรคสองวรรคสาม ข้อหาที่ 6 เรื่องรับผลประโยชน์ มาตรา 79 และข้อหาที่ 7 เรียกรับและยอมรับทรัพย์สิน ตามมาตรา 81
พ.ต.อ.ทวี กล่าวต่อว่า หากจะเขียนกฎหมายไม่ให้กำกวม ก็ต้องเขียนว่าให้นิรโทษกรรมความผิดการได้มาซึ่ง ส.ว.ปี 61 ยกเว้นมาตราที่เท่าไหร่ เท่าไหร่ เท่าไหร่แบบนี้เป็นต้น ที่สำคัญอย่างยิ่งในคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญนั้น ยังมีอีกคดีหนึ่งคือคดีฟอกเงินและคดีอั้งยี่ ซึ่งศาลรัฐธรรมนูญได้วางแนวว่าถึงแม้จะแยกกันก็ตาม แต่ถ้าความผิดเกี่ยวเนื่องกรมสอบสวนคดีพิเศษหรือดีเอสไอมีอำนาจสอบสวน อย่างนี้ก็จะเป็นผลให้นิรโทษกรรมเรื่องฟอกเงิน เรื่องอั้งยี่ด้วย อันนี้ใช่หรือไม่ ถ้าสิ่งนี้ไม่ได้รับคำตอบ ความผิดนี้ตนเห็นว่าเป็นความผิดที่ล้มล้างการปกครองในระบอบประชาธิปไตย ที่ศาลรัฐธรรมนูญใช้คำว่าเซาะกร่อนบ่อนทำลาย ดังนั้นตนจึงอยากได้ความชัดเจนในประเด็นนี้เพื่อให้เกิดความรอบคอบ เราควรตั้งคณะกรรมการ
“ที่ผมกล่าวเช่นนี้เพราะภาษาไทยเป็นภาษาที่เป็นลายลักษณ์อักษร การเขียนกฎหมายจะต้องไม่แอบแฝงกำกวม หากเขียนกฎหมายแอบแฝงกำกวม จะกลายเป็นสมบัติส่วนตัว ในที่นี้คือสมบัติส่วนตัวของคณะกรรมการชุดนี้ ซึ่งจะเป็นเป็นเรื่องที่วิกฤตซ้อนวิกฤต” พ.ต.อ.ทวี กล่าว



