หน้าแรก การเมือง บิ๊กดุลย์ เชื...

บิ๊กดุลย์ เชื่อมั่นอุตสาหกรรมป้องกันประเทศ แต่ผบ.เหล่าทัพยังไม่เห็น แนะมอบกองทัพทดลองใช้ ก่อนป้อนตลาดโลก

8.07.26 | 18:12 น.

‘บิ๊กอดุลย์’ ดันอุตสาหกรรมป้องกันประเทศไทย ชี้ไทยผลิตยุทโธปกรณ์ได้เกือบครบห่วงโซ่ เร่งสร้างความเชื่อมั่นดันสู่ตลาดโลก

เมื่อวันที่ 7 กรกฎาคม ที่อาคารอเนกประสงค์ สำนักงานปลัดกระทรวงกลาโหม (พื้นที่ศรีสมาน) พล.ท.อดุลย์ บุญธรรมเจริญ รมว.กลาโหม ปาฐกถาพิเศษ ในหัวข้อ “ศักยภาพอุตสาหกรรมป้องกันประเทศของไทย” ในงานนิทรรศการอุตสาหกรรมป้องกันประเทศของไทย 2569” หรือ THAILAND Defence Industry Exhibition 2026 : THAIDEF-EX 2026 ว่าตนเติบโตมาในแบบทหารบ้านนอกคนหนึ่ง ซึ่งได้มีโอกาสได้ใช้ยุทธปกรณ์ที่กองทัพจะซื้อมาด้วยภาษีอากรของประชาชน ที่สำคัญคือได้มีส่วนในการใช้ และสักวันหนึ่งคิดไว้เสมอว่าถ้ามีโอกาสจะได้ใช้ของที่ผลิตในไทยจะดีที่สุด ในส่วนของอุตสาหกรรมป้องกันประเทศวันนี้ตนได้เห็นภาคเอกชนมีความเข้มแข็งมาก เพราะทุกชนิดที่เป็นยุทโธปกรณ์ที่ใช้อยู่ในกองทัพบก กองทัพเรือ กองทัพอากาศ เราทำได้เกือบทั้งหมดตลอดห่วงโซ่อุปทาน

พล.ท.อดุลย์กล่าวอีกว่า ในปี 2551-2552 และ 2554 ตนอยู่ในสถานการณ์การสู้รบ ในปี 2554 พากำลังเข้าการสู้รบด้วยตนเองและได้มีโอกาสใช้เครื่องยิงลูกระเบิดอัตโนมัติ (AGL) ในตอนนั้นตนเป็นผู้บังคับการกรมทหารพราน (ผบ.ฉก.ทพ.) มีลูกน้องอยู่ประมาณ 12 กองร้อยทหารพราน อาวุธที่ทหารพรานใช้เป็นปืนเล็กยาว M-16A1 ซึ่งตนรู้ว่าจะมีการรบกันแน่เลยไปขอ พล.อ.ธวัชชัย สมุทรสาคร ในขณะที่นั้นดำรงตำแหน่งเป็นแม่ทัพภาคที่ 2 ซึ่งท่านก็อนุมัติให้เป็นการใช้ปืนเล็กยาว M-16A1 ทั้งหมด ยกเว้นกองร้อยจู่โจมทหารพราน 960, 961, 962 ซึ่งอยู่บริเวณปราสาทตาเมือนธม ก่อนการสู้รบตนก็มีอาวุธอยู่เพียงเท่านี้ จนมาถึงวันที่ 22 เม.ย.64 มีอาวุธปืนเพิ่มขึ้นมาโดยไม่ได้นัดหมายหลากหลายชนิด ทั้งนี้ เครื่องยิง AGL สร้างความสูญเสียได้มาก แต่สิ่งที่เกิดขึ้นก็คือเราใช้ไม่เก่งและไม่พัฒนา เพราะเรารับเครื่องมาแล้วใช้เลย

พล.ท.อดุลย์กล่าวว่า เคยอ่านบทวิจารณ์ของอาจารย์มหาวิทยาลัยว่า การโทรสั่ง Grab ลุกจากเตียง เปิดประตู และกดลิฟต์ลงมารับของที่สั่ง คือความเจ็บปวดที่สุดของเด็กปัจจุบัน ซึ่งบทวิจารณ์นี้เขียนขึ้นมาเพื่อเปรียบเสมือนว่าเทคโนโลยีสมัยใหม่จะเข้ามาแทนเราทุกสถานการณ์ ขอให้ทุกคนเชื่อว่าการรบครั้งต่อไปทหารราบของเราส่วนใหญ่อาจจะไม่มีโอกาสได้ยิงปืน จนกว่าเทคโนโลยีจะเข้าไปทำลายระบบไซเบอร์ก่อน ทำลายจนมั่นใจว่าไม่มีใครต่อต้านได้ หลังจากนั้นทหารราบจึงมีโอกาสเดินเข้าไปในที่หมาย ซึ่งทั้งหมดนี้จะแตกต่างจากการรบสมัยก่อน

พล.ท.อดุลย์กล่าวอีกว่า คิดว่าในเอเชียเราไม่แพ้ใคร แต่ที่เราแพ้คือการที่เรายังขายไม่ได้เลย ซึ่งการซื้อขายไม่ได้เกี่ยวกับเรื่องเงินอย่างเดียว แต่เกี่ยวกับความเชื่อมั่นในยุทโธปกรณ์ที่ผู้ประกอบการมี เข้าใจว่าผู้ประกอบการเชื่อมั่นในยุทธปกรณ์ แต่ผู้ใช้อย่าง ผบ.เหล่าทัพ ยังไม่เห็น ซึ่งตนต้องทำหน้าที่สร้างความเชื่อมั่นให้กับ ผบ.เหล่าทัพ ถ้าหากยุคนี้ยังทำไม่ได้ ก็ไม่ต้องไปทำยุคไหนแล้ว ผู้ประกอบการต้องให้ความเชื่อมั่น โดยการให้ทางกองทัพลองใช้ก่อน หากเห็นผลจริงจึงจะได้รับความเชื่อมั่น ยืนยันว่าอุตสาหกรรมป้องกันประเทศทิศทางต้องสำคัญกว่าความเร็ว ต้องมีแนวทางชัดเจน อีกทั้งอุตสาหกรรมป้องกันประเทศต้องเดินควบคู่กับอุตสาหกรรมเรื่องอาหารด้วยเช่นกัน

Advertisement

พล.ท.อดุลย์กล่าวย้ำว่า ทิศทางหลังจากนี้ที่ประเทศไทยต้องเดินต่อ อาทิ ต้องพึ่งพาตนเอง, ทำตาม Offset Policy, การลงทุนด้านการวิจัยและนวัตกรรม, ส่งเสริม SME, ความร่วมมือกับมิตรประเทศ, ขยายตลาดส่งออก, พัฒนาบุคคล และบริหารงบประมาณอย่างโปร่งใส