หน้าแรก การเมือง ทนายแจม โต้ เ...

ทนายแจม โต้ เด็กสมัยนี้ไม่ได้ถูกล้างสมอง งง เพื่อไทย ยอมให้สว.ล็อกมาตรา 11 ปิดปากเยาวชน

8.07.26 | 18:31 น.

ทนายแจม ลั่น เด็กสมัยนี้ไม่ได้ถูกล้างสมอง บอก งง ‘เพื่อไทย’ ยอมให้ สว. ล็อกมาตรา 11 ปิดปากเยาวชน ขอตีเก๊ทั้งหมด ย้อน ในโลกแห่งความเป็นจริง ไม่มีใครได้ทุกอย่างที่ต้องการ แต่ประโยคนี้ออกมาจากปากของลูกชายคนที่รับประโยชน์จากการนิรโทษกรรม ม.112 ซัด พ.ร.บ.สันติสุข เลือกปฏิบัติ-อำมหิต ปิดประตูใส่หน้าเยาวชน

เมื่อวันที่ 8 กรกฎาคม ที่รัฐสภา ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ที่มี น.ส.มัลลิกา จิระพันธุ์วาณิช รองประธานสภาผู้แทนราษฎรคนที่ 1 ทำหน้าที่ประธานการประชุมพิจารณร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) สร้างเสริมสังคมสันติสุข พ.ศ…. หลังจากที่วุฒิสภาส่งร่างกฎหมายที่แก้ไขกลับมาให้สภาฯ พิจารณาว่าจะยืนยันให้ความเห็นชอบหรือไม่ โดยวุฒิสภามีการแก้ไขเนื้อหาเพิ่มเติมจากในชั้นสภาผู้แทนราษฎรไม่ให้นิรโทษกรรมความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 แก่เด็กอายุต่ำกว่า 18 ปี

ต่อมา น.ส.ศศินันท์ ธรรมนิฐินันท์ สส.กทม. พรรคประชาชน อภิปรายว่า ตนขอร่วมอภิปรายด้วยความเคารพต่อเจตนาของผู้เสนอที่ต้องการคลี่คลาย สลายความขัดแย้งทางการเมืองและพาประเทศไทยออกจากวังวนของคดี ความโกรธแค้น และความไม่ไว้วางใจที่สะสมมาหลายปี ซึ่งตนฟังการอภิปรายของ สส.อย่างตั้งใจทุกคำพูด ทุกแววตา ทุกความรู้สึก ขอบคุณที่อภิปรายด้วยเหตุและผล

น.ส.ศศินันท์ กล่าวต่อว่า แต่บางคนยังมีความเข้าใจบางอย่างที่ผิดไป คำว่า “เด็กถูกล้างสมอง” ที่หลายๆ คนอภิปรายซ้ำๆ พูดเป็นแผ่นเสียงตกร่องหลายๆ คนที่พูดถึงเด็กถูกล้างสมอง ตนยกตัวอย่างเด็กสมัยนี้ ซึ่งมี AI มีอินเตอร์เน็ต เด็กไม่ได้ถูกล้างสมองง่ายๆ แต่รุ่นเก่าๆ รุ่นเราต่างหากที่ถูกเลือกข้อมูลจากผู้มีอำนาจเอามาใส่ในสมองผ่านตำราประวัติศาสตร์ไทยที่แก้แล้วแก้อีก และที่หลายคนอภิปรายว่าคดีมาตรา 112 มีเยาวชนไม่ถึง 10 คดี และหากดูข้อมูลก็จะรู้ว่าเยาวชนโดนคดีมาตรา 112 อย่างน้อย 18 คน รวม 21 คดี และหากข้อมูลปัจจุบัน ของศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน โดนคดีมาตรา 112 คือรวม 20 คน 24 คดี ขณะที่การยกตัวอย่างตัวเลขผู้ที่ได้รับประโยชน์การนิรโทษกรรมในสมัยต่างๆ ยกตัวอย่างคดีทั้งก่อการร้าย ปิดสนามบิน อั้งยี่ กบฏ ครอบครองอาวุธ ซ่องโจร บุกรุกสถานที่ราชการ ในขณะที่คดีมาตรา 112 คือการทำโพล โพสต์เฟซบุ๊ก กดไลก์ รีทวิต แปลข่าว อ่านแถลงการณ์ ใส่ชุดไทย ใส่เสื้อครอปท็อป อีกมาตราหนึ่งคือมาตรา 110 ที่ชื่อมาตราร้ายแรงมากๆ แต่พฤติกรรมในคดีคือการชุมนุมปกติ เราไม่รู้ว่ามีขบวนเสด็จขับรถผ่านมา และมีการชูสามนิ้ว นี่คือพฤติกรรมในคดี ที่ท่านบอกว่าร้ายแรงมาก ให้อภัยไม่ได้

น.ส.ศศินันท์ กล่าวด้วยว่า เราพยายามอธิบายว่าการจ้องจับผิดที่เลขมาตรา หลงไปกับบัญชีแนบท้าย ทำให้เลนส์ตาของพวกเรามัวไปหมด จึงไม่เห็นด้วยซ้ำว่า การมีบัญชีแนบท้ายมันไม่ได้จำเป็น และพยายามจะโหวตเอาบัญชีแนบท้ายออก แต่ก็ไม่ได้ผลการนิรโทษกรรมคดีมาตรา 112 ไม่ใช่เรื่องใหม่ เรื่องนี้ นายจาตุรนต์ ฉายแสง สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย ก็ได้ตอกย้ำในประเด็นนี้แล้วว่าสมัยก่อนเขาไม่ได้มาคิดยิบย่อย ข้อหาคอมมิวนิสต์ ข้อหามาตรา 12 กรณีนิรโทษกรรมมาแล้ว และสส. หลายท่านในห้องประชุมนี้ ก็ได้รับประโยชน์มาแล้ว หลายท่านย่อมเข้าใจดี

Advertisement

น.ส.ศศินันท์ กล่าวอีกว่า การเมืองในโลกแห่งความเป็นจริง ไม่มีใครได้ทุกอย่างที่ต้องการประโยคนี้ออกมาจากปากของลูกชายคนที่รับประโยชน์จากการนิรโทษกรรมคดีมาตรา 112 ผ่านคำสั่งที่ 66/23 และใช่ ไม่มีเยาวชนคนไหนในเรือนจำตอนนี้ที่ติดคุกในคดีมาตรา 112 แต่ในคดีอื่นๆ ในบัญชีแนบท้ายก็ไม่มีใครอยู่ในเรือนจำสักคน เพราะการนิรโทษกรรมที่เราต้องการ คือเราต้องการได้ใช้ชีวิตปกติ เอาชีวิตปกติกลับคืนมา กลับไปทำงาน กลับไปเรียนหนังสือ แต่กลับคดีมาตรา 112 และมาตรา 110 ไม่มีใครกลับมาใช้ชีวิตปกติได้ หลายคนแค่เอาลมหายใจกลับมายังไม่ได้เลย เอาร่างกลับมายังไม่ได้เลย

น.ส.ศศินันท์ กล่าวต่อว่า วันนี้ตนและพรรคประชาชน ยืนยันว่าการที่เราจะไม่เห็นชอบกับการแก้ไขของ สว. ไม่ได้มาทำให้ทุกอย่างหยุดลง ไม่ได้ทำให้ 6,000 กว่าคน ไม่ได้รับการนิรโทษกรรม การที่เราจะไม่เห็นชอบในวันนี้กับการแก้ไขของสว. ไม่ได้หมายความว่าเราไม่ได้เห็นด้วยกับการนิรโทษกรรมคน 6,000 กว่าคน

“การเมืองในโลกแห่งความเป็นจริง ไม่มีใครได้ทุกอย่างที่ต้องการ แต่เราเอาความจริงมาพูดกันว่ามาตรา 11 ที่ทางพรรคเพื่อไทย บรรจงเขียนเพิ่มลงไป มันถูกลบความหมายไปทั้งหมด ด้วยการเพิ่มวรรคสองของ สว. ทางพรรคเพื่อไทยไม่เอะใจ ไม่ได้ติดใจ แต่ดิฉันงงในเมื่อห้องกรรมาธิการ พวกท่านเสนอมาว่าจะเปิดช่องมาตรา 11 เลี่ยงบาลีไม่ใช้คำว่า นิรโทษกรรม แต่ในเนื้อหา ก็ไม่มีคำว่านิรโทษกรรม นั่นหมายความว่าเป็นบาร์ที่ต่ำที่สุดแล้วคือการเลี่ยงไปใช้มาตรการศาลเยาวชน มาตรา 112 ยังถูกล็อกด้วยวรรคสอง ถูกปิดประตู ปิดหู ปิดปาก มัดมือ มัดเท้า แล้วก็มาปลอบประโลมด้วยคำว่าการเมืองในโลกแห่งความเป็นจริงไม่มีใครได้ทุกอย่างที่ต้องการ หลายท่าน บอกว่า ถ้านิรโทษกรรมคดีมาตรา 112 เดี๋ยวก็กลับมาทำอีก ท่านไม่เห็นตั้งคำถามว่า จะกลับมาทำอีกกับคดีอื่นๆ เลย มีอะไรมายืนยันว่าไม่ทำอีก ก็ไม่มีเหมือนกัน” น.ส.ศศินันท์ กล่าว

น.ส.ศศินันท์ กล่าวต่อว่า อยากให้ทุกคนหยุดคิดกับประโยคนี้ว่า ไม่ใช่แค่คนทั่วไป นักกิจกรรม หรือสังคมอาจตราไปแล้ว แต่ยังมีเยาวชนคนที่ในวันเกิดเหตุ หลายคนยังเป็นเด็ก และเยาวชน หลายคนเติบโตมาท่ามกลางความขัดแย้ง 20 ปี บางคนแค่ลืมตาขึ้นมา ก็อยู่ท่ามกลางความขัดแย้งแล้ว หลายคนออกไปชุมนุม ออกไปพูด ตั้งคำถามด้วยความเชื่อ ความโกรธ ความคับข้องใจและความหวังเล็กๆ ว่าประเทศนี้จะดีขึ้น นั่นคือประเทศที่พวกเขาต้องใช้ชีวิตไปอีกยาวนาน มากกว่าพวกท่านที่นั่งในสภาแห่งนี้ เราอาจจะเห็นต่างกับสิ่งที่พวกเขาพูดก็ได้ เราอาจไม่เห็นด้วยกับวิธีการของเขา แต่คำถามคือเราจะตอบสนองต่อเยาวชนเหล่านี้ด้วยอะไร ด้วยความเข้าใจว่าเขาคือคนรุ่นใหม่ที่เติบโตมาด้วยความขัดแย้ง หรือจะตอบเขาว่า ต่อให้กฎหมายฉบับนี้จะใช้ชื่อว่าเสริมสร้างสันติสุข แต่สำหรับพวกเขาเหล่านั้น ไม่ได้มีที่ยืนอะไรในสมการนี้เลย ถ้าในกฎหมายฉบับนี้แม้แต่เยาวชน เรายังไม่กล้าที่จะโอบรับ เราต้องตั้งคำถามแล้วว่า ตกลงเราต้องการสร้างสันติสุขจริงๆ หรือจะสร้างความขัดแย้งไหมในสังคมกันแน่

น.ส.ศศินันท์ กล่าวอีกว่า เมื่อประตูปิดสนิทแบบนี้ต่อให้จะมีก้อนหินสักกี่ก้อนไปวางเอาไว้ ก็จะยังปิดอยู่ดี และยังมีประชาชนอีกจำนวนมากที่ไม่ใช่เยาวชน ถูกใช้คดีมาตรา 112 เป็นเครื่องมือทางการเมือง ถูกกลั่นแกล้ง และยืนยันในหลักการของสิทธิเสรีภาพ และถูกดำเนินคดี รวมถึงคดีมาตรา 110 ด้วย ที่ไม่ได้รับนิรโทษกรรมเช่นเดียวกัน เขาเหล่านี้ไม่ได้มีพฤติกรรมที่ร้ายแรง ไม่ได้ปิดสนามบิน ไม่ได้บุกรุกสถานที่ราชการ ไม่ได้ฆ่าใครตาย แต่ต้องมาถูกกีดกันออกจากกระบวนการนี้ ที่พวกท่านประสานเสียง เป็นเสียงเดียวกันว่า เราจะเดินหน้าไปด้วยกันจะก้าวข้ามความขัดแย้งไปด้วยกัน

น.ส.ศศินันท์ กล่าวต่อว่า ตนตีเก๊ทั้งหมด การปิดประตูใส่ประชาชนที่ถูกใช้มาตราเหล่านี้เป็นเครื่องมือ ไม่ได้ทำให้ความขัดแย้งจบลง เป็นเพียงการส่งสัญญาณว่า รัฐไม่ได้ต้องการสมานฉันท์ปรองดอง หรือการเสริมสร้างสังคมสันติสุขอะไรจริง ๆ เลย แต่นั่นคือการทำให้คนรุ่นใหม่ ที่จะเติบโตมาในสังคมนี้ต่อไป ได้รับบทเรียนว่าความยุติธรรมของรัฐ ไม่ได้มีไว้สำหรับทุกคนอย่างเท่ากัน เท่าเทียม ตามที่รัฐธรรมนูญมีไว้แม้แต่น้อย

“ถ้าเรื่องนี้เป็นการเปิดประตูให้กับคนบางกลุ่ม แต่ปิดประตูใส่หน้าให้กับคนอีกกลุ่มหนึ่ง และไม่ได้รับความเป็นธรรม แม้แต่เยาวชน ดิฉันไม่ขอเรียกสิ่งนี้ว่าการสร้างเสริมสังคมสันติสุข แต่เป็นการนิรโทษกรรมแบบเลือกปฏิบัติ และอำมหิต วันนี้ดิฉัน และพรรคประชาชน เราจึงขอโหวตเห็นชอบ กับการแก้ไขของสว. ที่กลับมาในสภาแห่งนี้” น.ส.ศศินันท์ กล่าว