ผู้ตรวจการแผ่นดินรับเรื่องประธาน กสทช.ยื่นขอทบทวนความเห็นกฤษฎีกา พร้อมวินิจฉัยปมอำนาจคณะกรรมการสรรหาฯ ก่อนเดินหน้าตรวจสอบคุณสมบัติหลังแต่งตั้ง
เมื่อวันที่ 9 กรกฎาคม ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อวันที่ 3 กรกฎาคมที่ผ่านมา ผู้ตรวจการแผ่นดินได้รับเรื่องที่ศาสตราจารย์คลินิก สรณ บุญใบชัยพฤกษ์ ประธานกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ได้ยื่นหนังสือถึงผู้ตรวจการแผ่นดิน เพื่อขอให้พิจารณาดำเนินการตามอำนาจหน้าที่ กรณีมีการนำความเห็นของสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา เรื่องเสร็จที่ 1005–1006/2568 มาใช้เป็นฐานในการดำเนินการเกี่ยวกับสถานะและการปฏิบัติหน้าที่ของตน โดยหนังสือที่ส่งถึงผู้ตรวจการแผ่นดิน ระบุว่า ประธาน กสทช.ขอให้ผู้ตรวจการแผ่นดินพิจารณาดำเนินการ หรือส่งเรื่องต่อคณะกรรมการกฤษฎีกา เพื่อให้มีการทบทวนความเห็นดังกล่าว รวมถึงพิจารณามีข้อเสนอแนะไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ให้ระงับการนำความเห็นดังกล่าวไปใช้เป็นฐานดำเนินการใดๆ ที่อาจกระทบต่อสิทธิ สถานะ หรือการปฏิบัติหน้าที่ของตน จนกว่าจะมีความชัดเจนจากกระบวนการทบทวนข้อกฎหมาย โดยประเด็นหลักที่ประธาน กสทช. ขอให้ทบทวน คือการตีความว่า “คณะกรรมการสรรหา กสทช. ชุดเดิม” ซึ่งภารกิจได้สิ้นสุดลงภายหลังการสรรหาแล้วเสร็จนั้น ยังมีหน้าที่และอำนาจตรวจสอบ หรือวินิจฉัยสถานะของบุคคลที่ผ่านความเห็นชอบจากวุฒิสภา และได้รับพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งเป็นกรรมการ กสทช.แล้วหรือไม่
ในหนังสือถึงผู้ตรวจการแผ่นดิน ศาสตราจารย์คลินิก สรณ บุญใบชัยพฤกษ์ ประธานกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ หรือ กสทช. ได้ระบุว่า เมื่อกระบวนการสรรหาเสร็จสิ้นและมีการแต่งตั้งผู้ได้รับคัดเลือกเข้าดำรงตำแหน่งแล้ว ภารกิจของคณะกรรมการสรรหาฯ ควรสิ้นสุดลงตามกรอบของกระบวนการสรรหา อีกทั้งพระราชบัญญัติองค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ฯ มิได้บัญญัติให้อำนาจคณะกรรมการสรรหาฯ ไว้อย่างชัดแจ้งในการกลับมาตรวจสอบหรือวินิจฉัยสถานะของกรรมการ กสทช.ภายหลังการแต่งตั้ง
นอกจากนี้ยังมีการอ้างอิงคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญที่ 25-27/2555 ซึ่งเป็นคำวินิจฉัยที่ถือเป็นเด็ดขาด มีผลผูกพันรัฐสภา คณะรัฐมนตรี ศาล องค์กรอิสระ และหน่วยงานของรัฐได้วางหลักเกี่ยวกับสถานะของคณะกรรมการสรรหาฯ ว่าเป็นองค์กรเฉพาะกิจที่เกิดขึ้นเมื่อมีเหตุต้องมีการเลือกและแต่งตั้งกรรมการ กสทช. เพื่อทำหน้าที่คัดเลือกผู้สมควรได้รับเลือกเป็นกรรมการ และเมื่อกระบวนการสรรหาเสร็จสิ้นแล้ว ภารกิจของคณะกรรมการสรรหาฯ ในครั้งนั้นย่อมสิ้นสุดลง ซึ่งสอดคล้องกับความเห็นของสำนักงานเลขาธิการวุฒิสภาว่า มาตรา 15/1 แห่งพระราชบัญญัติองค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ฯ กำหนดอำนาจของคณะกรรมการสรรหาไว้เฉพาะการวินิจฉัยคุณสมบัติหรือลักษณะต้องห้ามของ “ผู้สมัครเข้ารับการสรรหา” เท่านั้น มิได้กำหนดกระบวนการสำหรับกรณีที่บุคคลได้รับการแต่งตั้งและดำรงตำแหน่งแล้วเกิดปัญหาเรื่องคุณสมบัติภายหลัง
ในประเด็นเดียวกันนี้ผู้ตรวจการแผ่นดินได้มีคำวินิจฉัยและข้อเสนอแนะของผู้ตรวจการแผ่นดินเมื่อวันที่ 22 มิถุนายน 2569 ถึง “ช่องว่างของกฎหมาย” เนื่องจากพระราชบัญญัติองค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ฯ ยังไม่มีบทบัญญัติที่ชัดเจนว่า หากกรรมการ กสทช.ถูกกล่าวหาว่าขาดคุณสมบัติหรือมีลักษณะต้องห้ามภายหลังได้รับการแต่งตั้งแล้ว หน่วยงานใดมีหน้าที่ตรวจสอบ วินิจฉัย หรือแจ้งผลไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อนำไปสู่กระบวนการให้พ้นจากตำแหน่ง จึงมีข้อเสนอแนะให้สำนักงาน กสทช. และสำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี ศึกษาปัญหาช่องว่างของกฎหมายดังกล่าว เพื่อพิจารณาแก้ไขเพิ่มเติมพระราชบัญญัติองค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ฯ โดยพิจารณากำหนดหน้าที่และอำนาจ รวมทั้งกลไกให้แก่หน่วยงานของรัฐหน่วยงานใดหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐบุคคลใดดำเนินการพิจารณาวินิจฉัยเพื่อมิให้เกิดช่องว่างในการบังคับใช้กฎหมายต่อไป และให้แจ้งผลการดำเนินการให้สำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดินทราบด้วย
ก่อนหน้านี้เมื่อวันที่ 30 มิถุนายน 2569 ประธาน กสทช. ยังได้มีหนังสือถึงประธานคณะกรรมาธิการเทคโนโลยีสารสนเทศ การสื่อสาร และการโทรคมนาคม วุฒิสภา หรือ กมธ. ICT ชุดปัจจุบัน เพื่อขอให้พิจารณาตรวจสอบและทบทวนข้อเท็จจริงเกี่ยวกับประเด็นคุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามของตนอีกครั้ง เนื่องจากรายงานของ กมธ. ICT วุฒิสภาชุดเดิมยังไม่ได้ผ่านการพิจารณาของวุฒิสภาก่อนที่สมาชิกภาพของวุฒิสภาชุดเดิมจะสิ้นสุดลง ทำให้รายงานดังกล่าวยังมีสถานะเป็นเพียงเอกสารในขั้นตอนดำเนินงานภายในของคณะกรรมาธิการชุดเดิม
ทั้งนี้ ประเด็นคุณสมบัติของประธาน กสทช. ก่อนหน้านี้ เคยมีข้อเท็จจริงจากมหาวิทยาลัยมหิดลที่ยืนยันสถานะการพ้นจากการเป็นพนักงานมหาวิทยาลัยก่อนเข้ารับตำแหน่งแล้ว ขณะที่ข้อถกเถียงล่าสุดได้ขยับมาสู่ประเด็นทางกฎหมายว่า หน่วยงานใดมีอำนาจวินิจฉัยกรณีคุณสมบัติของกรรมการ กสทช.ภายหลังได้รับการแต่งตั้งแล้ว
แหล่งข่าวจากสำนักงาน กสทช.ระบุว่า จุดยืนของประธาน กสทช.ไม่ใช่การปฏิเสธการตรวจสอบคุณสมบัติ แต่เป็นการขอให้กระบวนการตรวจสอบดำเนินไปภายใต้หลักเกณฑ์ที่ชัดเจน มีหน่วยงานที่มีอำนาจตามกฎหมายรองรับ และใช้ข้อเท็จจริงที่ผ่านกระบวนการอย่างถูกต้อง เพื่อป้องกันไม่ให้มีการนำความเห็นทางกฎหมายหรือเอกสารที่ยังมีข้อโต้แย้งไปใช้ในลักษณะที่อาจกระทบต่อสิทธิ สถานะ หรือการปฏิบัติหน้าที่ของผู้ดำรงตำแหน่ง ก่อนที่ข้อกฎหมายและข้อเท็จจริงจะมีความชัดเจน
ปัจจุบันสำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดินและคณะกรรมาธิการ ICT วุฒิสภา ได้รับเรื่องดังกล่าวไว้พิจารณาตามกระบวนการแล้ว ขณะที่ประเด็นเรื่องอำนาจของคณะกรรมการสรรหาและกลไกการตรวจสอบภายหลังการแต่งตั้ง ยังคงเป็นข้อกฎหมายที่รอการตีความและวินิจฉัยจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องถือเป็นเรื่องละเอียดอ่อนในเชิงนิติรัฐ


