ทวี จี้ตั้ง กมธ. ยกเครื่องรัฐ ต้านโกง ฮั้ว ส.ว.กางตัวเลขปี 70 แฉงบประจำกินรวบ 1.4 ล้านล้าน ชี้มหันตภัย รัฐรวมศูนย์
พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง เสนอตั้ง กมธ.วิสามัญ ยกเครื่องระบบราชการ-กระจายอำนาจ-ดึง AI ช่วยงานรัฐ พร้อมกางตัวเลขปี 70 แฉงบประจำกินรวบ 1.4 ล้านล้าน ชี้มหันตภัย รัฐรวมศูนย์ ทำงบบูรณาการล้มเหลว ลั่นรับไม่ได้ “โกงสอบท้องถิ่น-ฮั้ว ส.ว.
วันที่ 9 กรกฎาคม ที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎร มีวาระพิจารณารับทราบรายงานการพัฒนาระบบราชการ ประจำปี 2567 และประจำปี 2568 โดย พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชาติ ได้ร่วมกล่าวอภิปรายพร้อมเสนอให้สภาผู้แทนราษฎรตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญขึ้นมาเพื่อพิจารณาศึกษาทบทวนการปรับปรุง ยุบ ควบรวม เปลี่ยนแปลง กระจายอำนาจ และการประยุกต์ใช้เทคโนโลยี AI กับหน่วยงานและกลไกพิเศษของรัฐ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ
พ.ต.อ.ทวี ระบุว่า หน้าที่หลักของสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ (กพร.) ตามมาตรา 77/10 คือการให้คำปรึกษาคณะรัฐมนตรี (ครม.) ทั้งในเรื่องโครงสร้าง ระบบงบประมาณ ระบบบุคคล และมาตรฐานจริยธรรม แต่เมื่อได้อ่านรายงานของเลขาฯ กพร. แล้ว รู้สึกว่างานของ กพร. ควรจะมีความท้าทายมากกว่าที่เป็นอยู่ พร้อมเชื่อมั่นว่าประธานสภาฯ จะใจกว้างเปิดทางให้ตั้งคณะกรรมาธิการชุดนี้ เนื่องจากมีอีกหลายพรรคการเมือง อาทิ พรรคประชาชน และพรรคภูมิใจไทย ที่เสนอแนวคิดในทิศทางเดียวกัน
พ.ต.อ.ทวี ได้หยิบยกรายงานผลการใช้จ่ายงบประมาณปี 2568 ของสำนักงบประมาณ มาเปรียบเทียบกับแนวโน้มปี 2570 โดยชี้ให้เห็นถึงวิกฤตงบประมาณบุคลากรรัฐว่า ปัจจุบันมีหน่วยงานของบประมาณสูงถึง 3,286 หน่วยงาน และรัฐต้องแบกรับภาระงบประมาณสำหรับเจ้าหน้าที่รัฐสูงถึง 1,435,000 ล้านบาท (1.43 ล้านล้านบาท) แบ่งเป็นข้าราชการยังไม่เกษียณ 3 ล้านคน และข้าราชการเกษียณอายุอีก 2.4 ล้านคน ซึ่งงบส่วนนี้ถูกแฝงไว้ในงบกลาง ยิ่งเมื่อรวมกับงบผูกพันข้ามปีเก่าที่จะมาถึงปี 2570 อีกประมาณ 3 แสนล้านบาท จะทำให้ยอดรวมพุ่งสูงถึง 1.7 ล้านล้านบาท
“ถึงเวลาแล้วที่เราจะต้องพิจารณาเรื่องนี้อย่างจริงจัง เพราะไม่เช่นนั้น ภาษีอากรของประชาชนทั้งหมด จะไปจมอยู่กับเจ้าหน้าที่รัฐสูงถึง 1.4 ล้านล้านบาท จนเหลือเงินงบประมาณไปพัฒนาประเทศเพียงนิดเดียว” พ.ต.อ.ทวี กล่าว
ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชาติ ยังได้กล่าวถึง งบบูรณาการ ที่ใช้มานานกว่า 10 ปี ว่าเป็นมหันตภัยที่ล้มเหลว โดยยกตัวอย่างงบแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำและงบหนี้สินครัวเรือน ที่ยิ่งจัดสรรงบประมาณลงไป ปัญหากลับยิ่งรุนแรงขึ้น เนื่องจากเป็นแนวคิดแบบ รัฐรวมศูนย์ ที่มองประชาชนไม่มีความหมาย และคิดว่าส่วนกลางฉลาดที่สุด แทนที่จะใช้ประชาชนหรือชุมชนเป็นศูนย์กลาง
ทั้งยังตั้งข้อสังเกตว่า งบประมาณของประเทศในปัจจุบันกำลังกลายเป็นการแย่งชิงของข้าราชการและกลุ่มทุน โดยเฉพาะงบผูกพันข้ามปีที่มีบริษัทใหญ่เพียง 3-4 บริษัท กวาดงานไปมูลค่าบริษัทละกว่า 4 แสนล้านบาท ทำให้ตั้งคำถามว่าประชาชนจะได้รับประโยชน์อะไรจากสิ่งนี้ สภาฯ จึงต้องมีความกล้าหาญที่จะตั้งคณะกรรมาธิการขึ้นมาศึกษา
พ.ต.อ.ทวี ได้เน้นย้ำถึงคุณสมบัติของ บุคลากรรัฐ ว่าสิ่งสำคัญที่สุดคือความซื่อสัตย์สุจริต พร้อมแสดงความกังวลต่อข่าวการทุจริตในระดับท้องถิ่น และการทุจริตในระดับโครงสร้างประเทศ
“วันนี้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นซึ่งใกล้ชิดประชาชนที่สุด กลับมีข่าวการทุจริตสอบ แค่นี้ผมก็ถือว่าเป็นเรื่องเลวร้ายมากจนรับไม่ได้ และที่สำคัญ ตำแหน่งระดับสูงก็ยังมีการทุจริต เช่น กรณีการฮั้ว สว. ซึ่งผมจะขอใช้ประเด็นเหล่านี้เป็นฐานในการตั้งคณะกรรมธิการขึ้นมาพูดคุยแก้ไข เพราะหากไม่ทำ ประเทศก็ไปต่อไม่ได้” พ.ต.อ.ทวี กล่าว

