ปชน.บี้เงินกู้4แสนล้านปูดล็อกสเปกเอกชน จับตาเงินนอกงบ รบ.มั่นใจแผนพลังงาน เท้ง ดันกม. Budget Reform เหน็บนายกฯ แอ็กชั่นช้า
เมื่อวันที่ 11 กรกฎาคม ที่รัฐสภา คณะกรรมาธิการ (กมธ.) ศึกษาการจัดทำและติดตามการบริหารงบประมาณ สภาผู้แทนราษฎร จัดกิจกรรม “Hack งบ 70”
นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (ส.ส.) บัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรคประชาชน(ปชน.) ในฐานะผู้นำฝ่ายค้าน กล่าวว่า ปัจจุบันมีข้อมูลที่พร้อมมากขึ้น และใช้เทคโนโลยี AI เข้ามาช่วยตรวจสอบงบประมาณปี 2570 ซึ่งสัดส่วนงบลงทุนจริงมีเพียงร้อยละ 13 เท่านั้น แต่กลับมีการพยายามบิดเบือน ดึงรายจ่ายบางส่วนไปใส่ในเงินอุดหนุน เพื่อให้ถูกตามกฎหมาย ที่กำหนดให้มีสัดส่วนรายจ่ายลงทุนไม่ต่ำกว่าร้อยละ 20 เช่น โครงการแจกเงินดิจิทัลวอลเล็ต ที่รัฐบาลพยายามตีความให้เข้าเกณฑ์ขั้นต่ำของงบลงทุน ทั้งที่เป็นนโยบายระยะสั้น ที่มุ่งเน้นคะแนนนิยมเฉพาะหน้า ไม่ใช่นโยบายเพื่ออนาคตประเทศ
นายณัฐพงษ์ กล่าวถึงงบผูกพันว่า งบปี 2570 จะต้องดูรูปแบบการใช้เงิน แบ่งเป็น 3 กลุ่ม 1.จ่ายเงินเดือนบุคลากรภาครัฐ 2.ลงทุนก่อสร้าง 3.ส่งต่อและเงินอุดหนุน ฉะนั้น เพื่อแก้ไขปัญหานี้ พรรค ปชน.จึงเตรียมเสนอกฎหมายหลายฉบับ เช่น พระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) วิธีการงบประมาณ หรือกฎหมายปฏิรูปงบประมาณ (Budget Reform) พ.ร.บ.จัดซื้อจัดจ้าง และ พ.ร.บ.ยกระดับการทำงานของสำนักงบประมาณ รัฐสภา เพื่อเปลี่ยนผ่านไปสู่การทำงบประมาณแบบฐานศูนย์ (Zero-Based Budgeting)
“นายภราดร ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี บอกว่า ปีนี้รัฐบาลมีความตั้งใจผ่าตัดงบประมาณเป็นปีแรก ฉะนั้น จะต้องตรวจสอบว่ามีความตั้งใจจริงให้เป็นผลสำเร็จ ไม่ใช่แค่การพูด เช่น กรณีที่ น.ส.ศิริกัญญา ตันสกุล ส.ส.บัญชีรายชื่อ และรองหัวหน้าพรรค ปชน. โพสต์เกี่ยวกับแผนงานการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานในส่วนขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) ที่ใช้งบจากการกู้เงิน 4 แสนล้านบาท และในวันต่อมา มีการประกาศยกเลิก ซึ่งในเนื้อหาเป็นการของบ เพื่อใช้ในการทำสนามกีฬาโซลาร์เซลล์ รถเก็บขยะอีวี หากไม่โพสต์ออกมาจะมีการทำหนังสือเวียนให้ยกเลิกหรือไม่” นายณัฐพงษ์ กล่าว
นายณัฐพงษ์ กล่าวถึงกรณีที่ 3 อดีตนายกรัฐมนตรีครอบครัวชินวัตร เดินสายพบปะผู้นำในประเทศอาเซียนว่า เรื่องนี้คนที่ควรตอบคำถามมากที่สุด คือ นายกฯ อย่างที่มีการโพสต์และสื่อสารออกมาถึงปัญหากับประเทศมาเลเซีย คือ เรื่องการส่งออกกุ้ง ซึ่งส่วนตัวคิดว่าแอ็กชั่นของนายกฯ อาจจะช้าเกินไป คนที่ควรจะมีแอ็กชั่นที่เร็วกว่านี้ และหาทางออกให้กับเกษตรกรก็คือนายกฯ
เมื่อถามถึง กรณีที่มีกระแสข่าวว่า นายทักษิณเดินทางไปพูดคุยเรื่องกุ้งกับนายกฯมาเลเซียก่อนที่นายอนุทินจะเดินทางไป ถือว่าเป็นการแทรกแซงการทำงานของรัฐบาลหรือไม่ นายณัฐพงษ์ กล่าวว่า เชื่อว่าสิ่งที่ประชาชนอยากเห็น คือ ใครก็ตามที่เข้าไปพูดคุยแล้ว สามารถแก้ไขปัญหาให้กับประชาชนได้ ส่วนตัวจะตอบแทนนายทักษิณไม่ได้ว่านอกจากเรื่องกุ้งแล้ว ได้ไปคุยเรื่องอะไรอีกบ้าง ซึ่งหน้าที่ของฝ่ายค้านเราเรียกร้องคนที่อยู่ในตำแหน่งคือนายกฯที่ควรจะมีแอ็กชั่นได้เร็วกว่านี้
น.ส.รักชนก ศรีนอก ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรค ปชน.และประธาน กมธ.ศึกษาการจัดทำและติดตามการบริหารงบฯกล่าวว่า ไม่ได้คาดหวังให้ประชาชนดูงบเป็นได้ภายในวันเดียว แต่อยากให้เข้ามาช่วยดู โดยเฉพาะงบผูกพันและเงินนอกงบประมาณ เพื่อให้เห็นภาพรวมว่า งบไม่ได้มีแค่ 4 ล้านล้านบาท แต่มีรวมกันเกือบ 10 ล้านล้านบาท ขณะเดียวกัน จะมีการจับตาดูงบ 7 แสนล้านบาท ด้วยว่าจะมีโครงการแปลกๆ หรือมีข้อสังเกตอะไรควรนำไปตัดบ้าง โดยเฉพาะเงินนอกงบจากกองทุนต่างๆ เช่น โครงการ TH-AI Passport และในอนาคตจะมีเงินจากกองทุนเพื่อส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงาน ที่รัฐบาลอ้างการเปลี่ยนผ่านพลังงานต่างๆ ส่วนที่ต้องจับตาเป็นพิเศษ คือ เงินกู้ 2 แสนล้านบาท ในส่วนของการเปลี่ยนผ่านพลังงานด้วย
ด้าน น.ส.ศิริกัญญา กล่าวว่า การชิงด่วนยกเลิกโดยที่ไม่มีคำอธิบายใดๆ ทำให้ข้อสันนิษฐานส่วนตัวว่ามีการยัดไส้ล็อกสเปก น่าจะจริง นอกจากนี้ ยังมีความกังวลว่า อาจมีเอกชนที่แต่งตัวมาเพื่อรับงานเหล่านี้หวังในส่วนแบ่งเงินกู้ 2 แสนล้านบาท ซึ่งไม่มีการการันตีว่าภายใน 1 ปี จะเปลี่ยนผ่านไปเป็นประเทศที่ใช้พลังงานสะอาดในสัดส่วนที่สูงขึ้น ยังมีโครงการโซลาร์รูฟท็อปกับหน่วยราชการทั่วประเทศ ถ้ามีบริษัทใดบริษัทหนึ่ง แต่งตัวมารับงานนี้โดยเฉพาะ ก็น่าจะได้รับประโยชน์จากโครงการนี้เต็มๆ หลายหมื่นล้านบาท
น.ส.รัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกฯ กล่าวว่า หลังจากศาลรัฐธรรมนูญ (ร.ธ.น.) มีมติเป็นเอกฉันท์ว่า พระราชกำหนด (พ.ร.ก.) ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหาผลกระทบจากวิกฤตพลังงานและสร้างการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ วงเงิน 400,000 ล้านบาท ไม่ขัดต่อ ร.ธ.น. ถือเป็นอีกหนึ่งข่าวดีที่ตอกย้ำทิศทางการขับเคลื่อนการลงทุนในระยะต่อไป ที่รัฐบาลจะสามารถเดินหน้าใช้เงินกู้ก้อนนี้เพื่อลดต้นทุนพลังงานให้ครัวเรือนและภาคธุรกิจอย่างยั่งยืน ในส่วนของกรอบวงเงิน 200,000 ล้านบาท
ทั้งนี้ นายกรัฐมนตรี ได้เน้นย้ำว่าการใช้จ่ายเงินต้องเป็นตามวัตถุประสงค์ของ พ.ร.ก.อย่างเคร่งครัด ผ่านโครงการที่ถึงมือประชาชน เช่น การส่งเสริมติดตั้งโซลาร์รูฟท็อปภาคประชาชน การสนับสนุนยานยนต์ไฟฟ้าและสถานีชาร์จไฟฟ้า การพัฒนาระบบกักเก็บพลังงาน และการพัฒนาทักษะแรงงานรองรับอุตสาหกรรมพลังงานใหม่ โดยมีคณะกรรมการกลั่นกรองโครงการในรายละเอียด ซึ่งเป้าหมายสุดท้ายต้องนำไปสู่การลดการพึ่งพิงพลังงานฟอสซิลจากต่างประเทศ เสริมความมั่นคงด้านพลังงาน และกระตุ้นห่วงโซ่อุปทานอุตสาหกรรมพลังงานสะอาดในประเทศ

