‘รัฐบาล’ ยกเครื่องทุนวิจัยด้านความมั่นคง ตั้งเป้า 4 ปี ปั้นเทคโนโลยีไทยใช้จริง ลดพึ่งพาต่างชาติ
เมื่อวันที่ 12 กรกฎาคม ร.อ.หญิง ภัทร์ดารัสมิ์ ทองสลวยกร รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า รัฐบาลเดินหน้ายกระดับระบบวิจัย และนวัตกรรมด้านความมั่นคงของประเทศ ผ่านความร่วมมือระหว่างกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) และกระทรวงกลาโหม เพื่อสร้าง “ระบบนิเวศนวัตกรรมเพื่อความมั่นคงของประเทศไทย” ภายใน 4 ปี มุ่งพัฒนาเทคโนโลยีของไทยให้สามารถนำไปใช้งานได้จริง ลดการพึ่งพาเทคโนโลยีจากต่างประเทศ และต่อยอดสู่อุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูง ซึ่งจะเป็นอีกหนึ่งแรงขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ
รองโฆษกรัฐบาล กล่าวว่า ความร่วมมือครั้งนี้จะบูรณาการการสนับสนุนงานวิจัยจากรมวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีกลาโหม (วท.กห.) สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน) หรือ NIA และสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สกสว.) ให้ทำงานร่วมกันอย่างเป็นระบบ เพื่อเชื่อมโยงศักยภาพของภาครัฐ มหาวิทยาลัย นักวิจัย ภาคเอกชน และหน่วยงานผู้ใช้ ให้สามารถพัฒนาเทคโนโลยีที่ตอบโจทย์ประเทศได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ทั้งนี้ หัวใจสำคัญของการดำเนินงาน คือการปรับรูปแบบการสนับสนุนงานวิจัยจากการเป็นผู้ให้ทุน (Granting Agency) มาเป็นผู้ร่วมพัฒนา ผ่านกลไกหน่วยบริหารและจัดการทุน (Program Management Unit : PMU) ที่จะทำงานร่วมกับนักวิจัยตั้งแต่การพัฒนาแนวคิด การสร้างต้นแบบ การทดสอบ ไปจนถึงการส่งมอบผลงานที่สามารถนำไปใช้งานได้จริง ช่วยลดข้อจำกัดของระบบเดิม และเพิ่มโอกาสให้งานวิจัยตอบโจทย์ความต้องการของผู้ใช้งานได้มากขึ้น
ร.อ.หญิง ภัทร์ดารัสมิ์ กล่าวว่า รัฐบาลยังผลักดันการพัฒนาเทคโนโลยีแบบ Dual-use ซึ่งสามารถประยุกต์ใช้ได้ทั้งภาคพลเรือนและภารกิจด้านความมั่นคง ครอบคลุมเทคโนโลยีสำคัญ เช่น ปัญญาประดิษฐ์ (AI) หุ่นยนต์ ระบบเซนเซอร์ ความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ เซมิคอนดักเตอร์ แบตเตอรี่ และเทคโนโลยีการสื่อสารยุคใหม่ พร้อมสนับสนุน Startup และผู้ประกอบการไทยให้เติบโตสู่การพัฒนาเทคโนโลยีขั้นสูง รวมถึงเตรียมจัดโครงการ Defense Grand Challenge เพื่อเปิดพื้นที่ให้นักวิจัย คนรุ่นใหม่ และผู้ประกอบการ ร่วมพัฒนาเทคโนโลยีที่ตอบโจทย์ความต้องการด้านความมั่นคง และผลักดันผลงานวิจัยสู่การใช้งานจริง
ทั้งนี้ ภายในงาน THAIDEF-EX 2026 ยังมีการจัดแสดงผลงานจากมหาวิทยาลัย และสถาบันวิจัยไทยหลายแห่ง อาทิ ระบบตรวจจับและต่อต้านอากาศยานไร้คนขับ หุ่นยนต์กู้ภัย โดรน ระบบตรวจการณ์ชายแดน แบตเตอรี่ลิเธียมสำหรับยานยนต์ทางทหาร ระบบผลิตไฟฟ้าเคลื่อนที่ และเทคโนโลยีความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ ซึ่งสะท้อนศักยภาพของนักวิจัยไทยในการพัฒนาเทคโนโลยีที่สามารถต่อยอดสู่การใช้ประโยชน์ได้จริง
“ความร่วมมือครั้งนี้จะช่วยยกระดับระบบวิจัย และนวัตกรรมของประเทศให้เชื่อมโยงกับการใช้งานจริงมากขึ้น เปิดโอกาสให้นักวิจัย สถาบันการศึกษา ภาคเอกชน และหน่วยงานผู้ใช้ ร่วมพัฒนาเทคโนโลยีที่ตอบโจทย์ประเทศ ทั้งด้านความมั่นคง การพัฒนาอุตสาหกรรม และการสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจจากนวัตกรรมของคนไทย” ร.อ.หญิง ภัทร์ดารัสมิ์กล่าว

