“ทวี” ชี้ คดีฮั้ว สว. ไม่ใช่แค่โกงเลือกตั้ง แต่เป็นการ “ยึดอำนาจรัฐ” ผ่านวุฒิสภา หวังคุมองค์กรอิสระทั้งระบบ หลังปรากฎหลักฐานโพย-ภาพวงจรปิดกว่า 200 ล้านภาพ จี้ กกต. เปิดหีบบัตรพิสูจน์ เชื่อ ใช้เวลาไม่ถึงครึ่งวันเห็นความจริง แนะ ดันคดีถึงศาลยุติธรรมเอาผิดทั้งขบวนการ
เมื่อวันที่ 12 กรกฎาคม พล.ต.อ.ทวี สอดส่อง สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชาติ กล่าวในงานเสวนา ครบรอบ 2 ปี การเลือก สว. : ปัญหาที่ยังค้างคา จัดโดยคณะกรรมการประสานงานพรรคการเมืองฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร (วิปฝ่ายค้าน) ที่รัฐสภา ว่า เรื่องนี้เป็นการล้มล้างการปกครองในระบอบประชาธิปไตยเพราะการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข หากตีความสั้นๆ คือระบอบรัฐสภา ซึ่งรัฐสภาในปัจจุบันมีอยู่ 4 อย่าง คือ 1.รัฐธรรมนูญ 2.รัฐบาล 3. รัฐสภา และรัฐที่ 4 คือรัฐที่ตนคิดมาเองคือ “รัฐอิสระ” ซึ่งมีหมวดศาลรัฐธรรมนูญองค์กรอิสระ และหมวดของอัยการ รวมถึงประธานศาลปกครองสูงสุดที่ต้องผ่าน สว. ทั้งหมด ดังนั้นการที่จะกินรวบประเทศไทยได้ทั้งหมด ถือว่าเป็นความชาญฉลาดที่นำไปซ่อนไว้ในวุฒิสภา
ดังนั้น จึงจะเห็นว่าวุฒิสภา ตอนช่วงบทเฉพาะกาล พรรคอนาคตใหม่ในขณะนั้น พรรคเพื่อไทยได้ที่หนึ่ง แต่เค้าไม่ให้เป็น จนกระทั่งรัฐธรรมนูญเดินทางมาถึงปี 2566-2567 ที่จะเปลี่ยนผ่านบทเฉพาะกาล และเกิดการคิดว่าทำอย่างไรก็ได้ที่จะยึด สว.ไว้ ให้ได้แค่ 200 คน เพราะ สว. จะเป็นคนคุมอำนาจของรัฐอิสระ แม้แต่คนที่จะเป็นอัยการสูงสุดก็ต้องผ่าน สว. จึงเกิดความคิดว่าถ้ายึดตรงนี้ได้ฝ่ายที่มาจากการเลือกตั้ง คือ รัฐบาล จะกลายเป็นลูกไก่ในกำมือเพราะเมื่อไหร่ก็ตามที่ถูกส่งเรื่องไปที่ศาลรัฐธรรมนูญ ก็จะต้องถูกสั่งหยุดปฏิบัติหน้าที่ ส่งไปที่ คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ก็สามารถสั่งได้
ทั้งนี้ ตนในฐานะอดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ในขณะนั้น มีการเลือกตั้ง สว. วันที่ 26 พฤษภาคม 2567 และประกาศผลวันที่ 10 กรกฎาคม 2567 และจากนั้นประมาณหนึ่งปีก็มีการถ่ายทอดสดทั้งประเทศที่ฮั้วให้ดูทั้งประเทศ จนกระทั่งมีคนไปร้องให้เข้ากระบวนการเป็นคดีพิเศษ โดยในความเห็นของตนบ้านเมืองของเรา หากผู้ที่อยู่ในตำแหน่งไม่มีความแข็งแกร่งทั้งด้านร่างกายและจิตใจไม่มีความรับผิดชอบต่อหน้าที่บ้านเมืองก็ไปไม่ได้โดยเฉพาะการปล่อยให้ความชั่วร้ายมาครอบงำยิ่งไปกันใหญ่ หากตนได้อยู่ต่อขณะนั้นจะดำเนินคดีให้หมด เพราะเรื่องนี้ไม่ใช่แค่ สว. แต่เป็นการสมคบคิดกันทั้งระบบ
พ.ต.อ.ทวี กล่าวว่า มีการใช้คนประมาณ 6-7 กลุ่ม โดยเฉพาะคนรุ่นใหม่ในกลุ่มนั้นที่ไปเห็นระเบียบของคณะกรรมการการเลือกตั้ง และนำไปศึกษาว่าจะฮั้วอย่างไร ซึ่งมาตรา 33 ในระเบียบการเลือกตั้งเขียนไว้ชัดเจนว่า การเลือกตั้งวุฒิสภาใช้วิธีลงคะแนนรับตามวิธีการที่กำหนดในพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ ซึ่งพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญศาลรัฐธรรมนูญได้วินิจฉัยในช่วงที่ตนถูกฟ้อง มีศักดิ์สูงกว่า พ.ร.บ.
ดังนั้น เมื่อเป็นการใช้วิถีลับก็ปรากฏว่า กกต. ไปออกระเบียบกันได้มาซึ่งวุฒิสภา ในข้อ 122 ที่ระบุว่าการให้เบอร์ผู้สมัคร ใช้เบอร์จังหวัดและประเทศ ซึ่งถือว่าเป็นความชาญฉลาดของกลุ่มที่จะไปทำโพย ตนจึงมองว่าเรื่องนี้ต้องโยงไปที่ กกต. และที่สำคัญกว่านั้นในปี 2567 กกต. ส่งงบการเงินมาให้สภาตรวจ เช่นเดียวกับปี 2566 ที่มีการเลือกตั้ง สส. ซึ่งใช้เงินสนับสนุน 1.3 ล้าน แต่สว. สมัครไม่ถึง 50,000 คน กกต. กลับใช้เงินสนับสนุนถึง 206 ล้านบาท
พ.ต.อ.ทวี กล่าวว่า ที่สำคัญ ในระเบียบ กกต. นั้น ระบุว่าในระดับอำเภอให้นายอำเภอเป็นหัวหน้า ระดับจังหวัดให้ผู้ว่าราชการจังหวัดเป็นหัวหน้า และเมื่อเป็นระดับประเทศ ให้ประธาน กกต. กกต. และ เลขาฯ กกต. เป็นหัวหน้า ดังนั้นบรรดาคุณสมบัติที่สำคัญที่สุดคือคน หากคนไม่สัตย์ซื่อ จะสะท้อนอะไร ดูอย่างจังหวัดอุดรธานีที่และจังหวัดอีกหลายจังหวัดที่มีคนเป็นล้าน ไม่ได้ สว.สักคน เพราะไม่ได้ทำเรื่องนี้ โดยอ้างอิงจากการคำให้การในชั้นคดีพิเศษ มี สส.ประมาณ 69 คน และเครือข่ายไปทำ ซึ่งถือเป็นปฐมบทของเรื่องนี้
จนกระทั่งมีการแบ่ง เป็นผู้นำจิตวิญญาณ ผู้อนุมัติใช้เงิน 400 ล้าน ตามที่ศาลรัฐธรรมนูญได้วินิจฉัย พร้อมระบุว่าอย่างน้อยตนและนายภูมิธรรม เวชชัย รองนายกรัฐมนตรีที่กำกับดูแลกระทรวงยุติธรรมในขณะนั้น ก็เป็นคนที่ศาลรัฐธรรมนูญบอกว่าเป็นรัฐมนตรีที่มีความซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์ เพราะคนอื่นไม่ได้ถูกวินิจฉัย
อย่างไรก็ตาม ศาลรัฐธรรมนูญได้รับหลักฐานนิติวิทยาศาสตร์และคณิตศาสตร์คือเงินไม่ถึง 300 ล้าน แต่มีการใช้คณิตศาสตร์ไปคำนวณย้อนกลับซึ่งศาลรัฐธรรมนูญรับว่ามีมูลน่าเชื่อว่าเกิน 300 ล้าน จึงให้เป็นคดีพิเศษ
พล.ต.อ.ทวี กล่าวว่า ขณะนี้ยังมีบุคคลที่ไม่ได้ถูกดำเนินคดีจำนวนมาก ตั้งแต่ผู้ว่าราชการจังหวัดและนายอำเภอ คนปล่อยให้ทำเรื่องใหญ่ขนาดนี้รวมถึง กกต.ในขณะนั้น จึงต้องดู เพราะปัญหาที่มาของคดีนี้ มีโพย หลายกลุ่ม ที่เหมือนกันไปแล้ว 99% ซึ่งปรากฏว่าในการสอบสวนหลักฐานทั้งหมดอยู่ใน กกต. มีการนำภาพหลักฐาน กล้องวงจรปิด และภาพอีกประมาณ 200 ล้านภาพ เพราะในพยานหลักฐานที่ระบุมา ถ้าเลขเหมือนกัน กาเหมือนกัน 5 เบอร์ เปรียบเหมือนการหาเม็ดทราย 1 เม็ดในจักรวาล ยังง่ายกว่าที่จะกาเหมือนกันใน 200 คน ซึ่งภาพในกล้องปรากฏแล้ว ดังนั้นแนะนำว่า ระเบียบ กกต. ข้อ 146 ยังไม่ให้ทำลาย สามารถไปเปิดหีบได้ เพื่อดูว่าในกลุ่มนี้หากเหมือนกันก็ชัดเจน โดยตนเชื่อว่ากลุ่มที่มีโพสต์คะแนนจะเด้งขึ้นไป ประมาณ 50-70 กว่าแต่ถ้ากลุ่มที่ไม่มีโพย จะมาอยู่ในกลุ่มที่ 18 19 20 ซึ่งมีช่องว่าง เยอะมากตนเชื่อว่าเป็นไปไม่ได้
พล.ต.อ.ทวี กล่าวย้ำว่า เรื่องนี้เป็นเรื่องใหญ่มาก ขอให้ กกต. รับฟังเพราะเป็นโอกาสและความท้าทาย กกต. ควรทำความสะอาดประเทศไทย เรื่องการเลือกตั้งดังนั้นขอให้เปิดหีบบัตร ตนเชื่อว่า ใช้เวลาแค่ครึ่งวันในการที่จะใช้นักคณิตศาสตร์พิสูจน์ตัวเลขที่เรียงกันเหมือนกัน 5 ตัว โดยพิสูจน์ทั้งกลุ่มที่ลงคะแนนตอนเช้าและตอนบ่าย เพราะเลือกตั้งท้องถิ่นยังสามารถเปิดหีบได้
ทั้งนี้ เท่าที่ทราบคือมีการดำเนินคดีเจ็ดข้อหาคือดำเนินคดีกับพรรคการเมืองและส.ส. ที่ไปช่วยเหลือ สว.ประมาณ 22 คน ส่วนใหญ่อยู่ในรัฐบาลและเป็นคณะรัฐมนตรี เชื่อว่าการพิสูจน์เหล่านี้ง่ายมาก ใช้เวลาไม่ถึง 2 สัปดาห์เมื่อตรวจสอบพบ ก็นำกลุ่มบุคคลเหล่านี้ออก แม้ขณะนี้เขากินรวบได้แต่ยังขาดสถาบันศาลยุติธรรม ต้องทำอย่างไรก็ได้ให้เรื่องนี้ถึงศาลยุติธรรม



