ไทย-เขมร ถกเลขานุการ RBC กองทัพภาคที่ 2 – ภูมิภาคทหารที่ 4 ผ่านกลไก RBC ย้ำ 7 ข้อ ลดตึงเครียดชายแดน-สกัดข่าวปลอม-ยึดถ้อยแถลง GBC
เมื่อวันที่ 15 กรกฎาคม ที่จุดผ่านแดนถาวรช่องสะงำ อำเภอภูสิงห์ จังหวัดศรีสะเกษ กองเลขานุการคณะกรรมการชายแดนส่วนภูมิภาค ไทย–กัมพูชา ด้านกองทัพภาคที่ 2 และภูมิภาคทหารที่ 4 ได้หารือและประสานงานร่วมกัน โดยมีประเด็นสำคัญจำนวน 7 ข้อ ดังนี้

1.จากถ้อยแถลงในการประชุมคณะกรรมการชายแดนทั่วไป (GBC) ครั้งที่ 3 เมื่อวันที่ 27 ธันวาคม 2568 จนถึงปัจจุบัน เป็นเวลากว่า 6 เดือน ฝ่ายเลขานุการของทั้งสองฝ่ายได้ประสานงานร่วมกันรวม 142 ครั้ง ส่งผลให้สามารถแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นในพื้นที่ได้อย่างรวดเร็ว ด้วยสันติวิธี และเกิดความเข้าใจอันดีระหว่างกัน พร้อมขอขอบคุณฝ่ายกัมพูชาที่ประสานงานอย่างใกล้ชิดและต่อเนื่อง รวมทั้งร่วมกันป้องกันการเผยแพร่ข่าวปลอม (Fake News) จากผู้ไม่หวังดี

2.ขอขอบคุณฝ่ายกัมพูชาที่ได้ส่งตัวประชาชนไทยที่พลัดหลงกลับประเทศ ได้แก่ นายโยชน์ สายน้อย เมื่อวันที่ 15 พฤษภาคม 2569 ซึ่งเป็นผลจากความร่วมมือในการประสานงานตามกลไกคณะกรรมการชายแดนส่วนภูมิภาค (RBC) ด้านกองทัพภาคที่ 2 และภูมิภาคทหารที่ 4 ที่เกิดผลเป็นรูปธรรม และถือเป็นนิมิตหมายอันดีของความร่วมมือในด้านอื่น ๆ ต่อไป
3.หน่วยในพื้นที่ห้วยตามาเรียแจ้งว่า ได้ยินเสียงระเบิดบริเวณช่องคานมาตั้งแต่เดือนเมษายน 2569 จนถึงปัจจุบัน รวม 19 ครั้ง โดยเฉพาะในเดือนกรกฎาคม 2569 ได้ยินเสียงระเบิดจำนวน 6 ครั้ง ทั้งนี้ ฝ่ายไทยได้ตรวจสอบกับทุกหน่วยแล้ว ไม่พบว่ามีการปฏิบัติการทางทหาร การใช้อาวุธ หรือการใช้วัตถุระเบิดในพื้นที่ดังกล่าว จึงขอให้ฝ่ายกัมพูชาตรวจสอบกับทุกหน่วย เพื่อป้องกันความตึงเครียดตามแนวชายแดน

4.ขอให้ฝ่ายกัมพูชาไม่ขยับกำลังหรือจัดตั้งฐานปฏิบัติการใกล้แนวลวดหนาม เนื่องจากหากทั้งสองฝ่ายมีฐานปฏิบัติการอยู่ใกล้กัน อาจนำไปสู่อุบัติเหตุหรือเหตุไม่พึงประสงค์ ซึ่งทั้งสองฝ่ายต่างไม่ต้องการให้เกิดขึ้น
5.เมื่อเกิดเหตุการณ์ตามแนวชายแดน ขอให้ทั้งสองฝ่ายตรวจสอบข้อมูลข่าวสารและพิจารณาข้อเท็จจริงอย่างรอบคอบ เพื่อป้องกันการบิดเบือนข้อมูล พร้อมร่วมกันสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องแก่สื่อมวลชนและประชาชน เพื่อลดการเผยแพร่ข่าวปลอม (Fake News)

6.รัฐบาลไทย รวมทั้งภาคเอกชน ได้สนับสนุนงบประมาณในการก่อสร้างเส้นทางตามแนวชายแดน โดยมีชุดเก็บกู้วัตถุระเบิดและเจ้าหน้าที่ปฏิบัติงานตามสัดส่วนที่กำหนด ทั้งนี้ ไม่มีการเพิ่มเติมกำลังพล และดำเนินการภายในพื้นที่ควบคุมของฝ่ายไทยเท่านั้น
7.ขอให้ทั้งสองฝ่ายยึดถือและปฏิบัติตามถ้อยแถลงของการประชุม GBC ครั้งที่ 3 เมื่อวันที่ 27 ธันวาคม 2568 อย่างเคร่งครัด หากเกิดความไม่เข้าใจ ขอให้แจ้งผ่านชุดประสานงาน ซึ่งที่ผ่านมาได้ช่วยแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นตามแนวชายแดนได้อย่างเป็นรูปธรรมและมีประสิทธิภาพ จึงขอให้ดำรงการประสานงานระหว่างกันอย่างต่อเนื่อง

กองทัพภาคที่ 2 ยังคงยึดมั่นในการใช้กลไกการเจรจาและการประสานงานทางทหารควบคู่กับการปฏิบัติหน้าที่ในการพิทักษ์รักษาอธิปไตยและผลประโยชน์ของชาติ โดยเชื่อมั่นว่าความร่วมมือและการสื่อสารที่ต่อเนื่องจะช่วยเสริมสร้างความเข้าใจอันดี ลดความตึงเครียด และสนับสนุนการรักษาความสงบเรียบร้อยบริเวณแนวชายแดน
ทั้งนี้ขอให้พี่น้องประชาชนมั่นใจว่า กองทัพภาคที่ 2 จะติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความรอบคอบ ภายใต้กรอบกฎหมายและข้อตกลงที่เกี่ยวข้อง พร้อมดำเนินทุกมาตรการที่จำเป็นเพื่อคุ้มครองอธิปไตย ความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน และรักษาความมั่นคงของประเทศอย่างเต็มกำลัง




