หน้าแรก การเมือง ปชน. ชี้ข้าวแ...

ปชน. ชี้ข้าวแกง 40 บาท สะท้อนการทำงานแบบ ศุภจี เน้นได้ทำ แก้ปัญหาได้ไหมเป็นอีกเรื่อง

15.07.26 | 15:38 น.

‘สิทธิพล’ ซัดโครงการข้าวแกง 40 บาท แก้ปัญหาไม่ตรงจุด-ช่วยใครไม่ได้จริง เหน็บ บริหารแบบ ‘ศุภจี’ ก็ไม่แปลกคนจะออกมมถามหา ‘รัฐมนตรี’ อยู่ไหน แนะคลอดมาตรการที่ครอบคลุมผู้เดือดร้อน-ได้สัดส่วนกว่านี้

เมื่อวันที่ 15 กรกฎาคม นายสิทธิพล วิบูลย์ธนากุล ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน กล่าวถึงกรณี นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ประกาศทบทวนโครงการข้าวแกง 40 บาทเพื่อลดภาระค่าครองชีพ ว่า ตนเห็นด้วยกับการทบทวนโครงการของนางศุภจีและแสดงการเปิดใจรับฟังผู้เห็นต่าง ซึ่งจากการติดตามนโยบายของนางศุภจี ร่วมกับการรับฟังผู้ประกอบการและประชาชนที่ได้รับผลกระทบโครงการข้าวแกง 40 บาท สะท้อนปัญหาการบริหารเศรษฐกิจที่ผ่านมาได้ดี

นายสิทธิพล กล่าวต่อว่า ฉะนั้น จึงอยากสรุปเสียงสะท้อนของพี่น้องประชาชนและผู้ประกอบการถึงการบริหารเศรษฐกิจแบบนางศุภจีว่าที่ผ่านมามีปัญหาอย่างไร ซึ่งสามารถสรุปได้อย่างน้อย 3 เรื่องได้แก่ 1.ไม่แก้ที่ต้นเหตุคือ นางศุภจีบอกว่าที่ทำโครงการข้าวแกง 40 บาทเพื่อช่วยเรื่องค่าครองชีพ พร้อมบอกว่าวันนี้ราคาน้ำมันลงแล้ว แต่แปลกใจที่ทำไมค่าครองชีพ เช่น ราคาข้าวแกงยังไม่ลงตามมา ซึ่งเรื่องนี้เป็นเรื่องหนึ่งที่พรรคประชาชนสื่อสารและเรียกร้องมาตลอดว่าปัญหาเศรษฐกิจครั้งนี้อยู่ที่ราคาน้ำมันและพลังงาน จึงต้องแก้ที่ต้นเหตุรวมถึงต้องกำกับแต่แรก เพราะหากน้ำมันขึ้นราคาจนราคาสินค้าอื่นต้องปรับขึ้นตาม สุดท้ายแม้ราคาน้ำมันลง แต่ของที่แพงขึ้นไปแล้ว ราคาจะไม่ปรับลง

“ประวัติศาสตร์เศรษฐกิจเป็นแบบนี้ทุกครั้ง เราจึงสื่อสารถึงรัฐบาลแบบย้ำนักย้ำหนา ตั้งแต่เกิดวิกฤตน้ำมันใหม่ๆ ว่าต้องรีบแก้ปัญหาราคาน้ำมัน จะใช้ภาษีสรรพสามิตหรือภาษีลาภลอยก็ได้ เพราะการปล่อยให้ราคาน้ำมันขึ้นจนราคาสินค้าขยับ สุดท้ายจะเป็นปัญหาระยะยาวทั้งในฝั่งต้นทุนผู้ประกอบการและฝั่งค่าครองชีพ อย่างที่วันนี้ปรากฏให้เห็น” นายสิทธิพลกล่าว

นายสิทธิพล กล่าวต่อว่า 2.ช่วยได้นิดเดียว แต่บอกช่วยแล้ว โดยหลายโครงการของกระทรวงพาณิชย์ในยุคนางศุภจีมีลักษณะเช่นนี้ ทำเพื่อให้ได้ชื่อว่าทำแล้ว แก้ปัญหาให้แล้ว แต่ทำครอบคลุมปัญหาแค่ไหน ช่วยได้แค่ไหนนั้น เป็นอีกเรื่อง เช่น โครงการรถพุ่มพวง ที่มีชื่อว่าเป็นโครงการลดค่าครองชีพให้ประชาชนแล้ว แต่พอไปดูไส้ใน แต่ละจังหวัดมีรถแค่ไม่กี่คัน รัฐช่วยได้เพียงค่าน้ำมันและสินค้านิดหน่อย ส่งผลให้มีประชาชนเข้าถึงได้น้อยมาก ซึ่งประชาชนก็ตั้งคำถามว่ารถพุ่มพวงอยู่ไหน ทั้งที่ทุกคนเผชิญปัญหาค่าครองชีพทั่วไปหมด

นี่เป็นตัวอย่างสะท้อนวิธีคิด วิธีแก้ปัญหาที่คล้ายๆ กันคือ แก้ปัญหาแบบไม่ได้สัดส่วนกับขนาดของปัญหาที่เกิดขึ้น เอาแค่ว่าได้ทำแล้ว แก้แล้ว แต่ครอบคลุมแค่ไหน เป็นอีกเรื่อง นี่จึงเป็นเหตุผลว่า ทำไมประชาชน เกษตรกร ผู้ประกอบการ จึงรู้สึกว่าปัญหายังอยู่ทั้งที่ท่านบอกแก้แล้ว” นายสิทธิพล กล่าว

Advertisement

นายสิทธิพล กล่าวต่อว่า 3.ไม่แก้ปัญหาจริง ที่ประชาชนหรือผู้ประกอบการเผชิญโครงการข้าวแกง 40 บาท ที่นางศุภจีบอกว่าถอยแล้ว ขอทบทวนก่อน แต่น่าแปลกใจอย่างมากที่ไม่มีใครเสียดาย หรือรู้สึกว่าโครงการนี้ควรเดินหน้าต่อ หรือสาเหตุเพราะโครงการนี้ไม่ได้ตอบโจทย์ใครเลย ตนเห็นว่าในมุมประชาชน ผู้บริโภค ไม่ได้รู้สึกว่าร้านข้าวแกง 40 บาท ช่วยได้มากนักในวันที่เศรษฐกิจเป็นเช่นนี้ที่ค่าครองชีพต้นทุนการใช้ชีวิตพุ่งสูง เพราะยังมีทางเลือกอื่นที่อาจจะพอกันหรือดีกว่าข้าวแกง 40 บาทของนางศุภจี

นายสิทธิพล กล่าวด้วยว่า ขณะที่ในมุมผู้ประกอบการส่วนใหญ่ก็ไม่มีเสียงสะท้อนว่าเสียดายเช่นกัน เพราะไม่คิดว่าโครงการนี้ช่วยได้มากขนาดนั้น ถ้าบังเอิญโชคดีได้เข้าโครงการ ก็อาจได้เงินเพิ่ม 3 พันบาท 5 พันบาทหรือ 1 หมื่นบาท แต่จะมีผู้ประกอบการสักกี่คนที่ได้ และหากได้จะได้สักกี่เดือน โดยประเด็นที่รัฐมนตรีน่าจะขบคิดเพื่อช่วยร้านอาหาร และน่าจะเป็นประโยชน์กับผู้ประกอบการมากกว่านี้ เช่น ปัญหาของโครงการไทยช่วยไทยพลัส ที่วันนี้ผู้ประกอบการที่อยู่ในระบบ เป็นเด็กดี จ่ายภาษีให้รัฐมาตลอด แต่เข้าร่วมโครงการไม่ได้ เพราะยอดขายต่อปีเกิน 1.8-2 ล้าน ซึ่งหากเฉลี่ยตกเพียงวันละ 5-6 พันบาท เมื่อเข้าโครงการไม่ได้ ลูกค้าก็ลดลง ขณะที่ต้นทุนต่างๆ พุ่งขึ้น ท่านจะช่วยเขาอย่างไร ประเด็นเช่นนี้ต่างหากที่เป็นปัญหาจริงที่ผู้ประกอบการเผชิญอยู่ และอยากให้ท่านเป็นปากเสียงแก้ปัญหาให้พวกเขา

นายสิทธิพล กล่าวต่อว่า ทั้งหมดนี้คือข้อสรุปคร่าวๆ ถึงการบริหารเศรษฐกิจแบบนางศุภจีที่ทำแล้วหรือบอกแก้ปัญหาแล้ว แต่ประชาชนและผู้ประกอบการยังรู้สึกว่าปัญหายังไม่หายไป ขณะที่หลายคนออกมาถามหาว่ารัฐมนตรีศุภจีหายไปไหน ซึ่งที่เขาถามหาก็เพราะเขารู้สึกว่าภายใต้งานที่ท่านรับผิดชอบอยู่ มันยังไม่แก้ปัญหา หรือแก้ความเดือดร้อนให้เขาได้

“สิ่งที่อยากฝากถึงรัฐมนตรีศุภจีคือ มาตรการเศรษฐกิจที่วันนี้ผู้ประกอบการหรือพี่น้องประชาชนต้องการ คือต้องเป็นมาตรการที่ครอบคลุมผู้เดือดร้อนครบถ้วน ได้สัดส่วนกับขนาดของปัญหามากกว่านี้ รวมถึงรับฟังเสียงจากผู้ที่เดือดร้อนจริงมากขึ้น” นายสิทธิพลกล่าว