‘โสภณ’ เผยยังไม่ส่งเรื่องถึงศาลฏีกาไต่สวน ป.ป.ช. ตีตกคดีซุกหุ้นศักดิ์สยาม เหตุรอ ผลพิจารณาของ คกก.ทรงคุณวุฒิ หลังเพิ่งลงนามตั้ง ปัดกำหนดกรอบทำงาน ยันไม่ยื้อเวลา-ฟอกขาว ย้อนถามสื่อ ยุค ‘ปธ.ชวน’ ทำหนังสือจี้ ‘นายกฯ’ มาตอบกระทู้ แล้วมาตอบไหม ชี้ ต้องแก้ข้อบังคับ ลั่นผมเป็นกลางที่สุดแล้ว หลายครั้งรัฐบาลประท้วงฟังไม่ขึ้น ฝ่ายค้านยังเคยชมตอนวินิจฉัยถูกใจ
เมื่อเวลา 11.00 น. วันที่ 16 กรกฎาคม ที่รัฐสภา นายโสภณ ซารัมย์ ประธานสภาผู้แทนราษฎร ให้สัมภาษณ์ถึงความคืบหน้ากรณีการส่งคำร้องของฝ่ายค้านและส.ว. ที่เข้าชื่อตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 236 เพื่อขอให้ส่งเรื่องไปยังศาลฎีกาตั้งคณะไต่สวนนอิสระตรวจสอบคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) กรณีมีมติตีตกข้อกล่าวหาคดีซุกหุ้นของ นายศักดิ์สยาม ชิดชอบ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ว่า หลังจากที่ได้รับยื่นเมื่อวันที่ 5 มิถุนายน ต้องมีกระบวนการตรวจสอบความถูกต้องของการลงลายมือชื่อ ซึ่งพบว่ามี ส.ว. 2 คนที่ลายมือไม่ตรง ตนจึงให้ฝ่ายธุรการส่งเอกสารสอบถามและยืนยันการลงลายมือชื่อจากทางสำนักงานเลขาธิการวุฒิสภา หลังจากนั้นได้รับคำยืนยันว่าลายมือชื่อถูกต้องเมื่อวันที่ 25 มิถุนายนที่ผ่านมา ทั้งนี้ ในสัปดาห์หลังจากนั้นมีการพิจารณาร่างกฎหมายทำให้ตนยุ่งและไม่ได้พิจารณา จากนั้นในวันที่ 1 กรกฎาคม ตนจึงเพิ่งได้ดูรายละเอียดและพบว่ากฎหมายให้ตนใช้ดุลยพินิจ ซึ่งก่อนที่ตนจะใช้ดุลยพินิจ ก็ได้พิจารณาเรื่องลักษณะเดียวกันที่เกิดขึ้นในอดีต ซึ่งพบหลายเคสและเกิดขึ้นมาในหลายประธานรัฐสภาได้ใช้วิธีการตั้งกรรมการ
“การพิจารณาของศาล หรือหน่วยงานต่างๆ จะเป็นไปในนามองค์กร แต่เรื่องนี้กฎหมายให้ผมใช้ดุลยพินิจ แต่ผมยอมรับว่าความรอบรู้กฎหมายมีไม่มากพอเหมือนคนอื่น จึงใช้วิธีตั้งกรรมการ โดยเมื่อวันที่ 15 กรกฎาคมที่ผ่านมา ผมเพิ่งลงนามตั้งกรรมการที่มีบุคคลภายนอกที่เป็นผู้ทรงคุณวุฒิ และมีคนในวงงานรัฐสภาจำนวน 2 คน ทั้งนี้ยอมรับว่ากระบวนการตั้งกรรมการใช้เวลาพอสมควร ฉะนั้น คณะกรรมการชุดนี้ก็จะให้ความเห็นผมว่าจะดำเนินการต่อไปอย่างไร ผมไม่ได้ยื้อเวลา และไม่มีเหตุผลที่จะต้องยื้อเวลา แต่คำว่าจะใช้ดุลพินิจก็ต้องดูว่าจะต้องใช้อย่างไร” นายโสภณกล่าว
เมื่อถามว่า ตั้งคณะกรรมการชุดนี้ได้มีการกำหนดระยะเวลาการตรวจสอบหรือไม่ว่าจะใช้เท่าไหร่ นายโสภณ กล่าวว่า ไม่ได้กำหนดไว้ ให้เป็นไปตามสมควร หากเขาทำเร็วก็เร็ว บางเรื่องเป็นไปตามกลไกกฎหมาย บางครั้งความเห็นต่างกันได้ แต่ต้องหาข้อสรุปโดยหลักทางกฎหมายนั่นคือตัวบทของกฎหมายที่จะนำมาพิจารณา ส่วนคณะกรรมการที่เป็นผู้ทรงคุณวุฒิ เชื่อว่าจะไม่เอาเกียรติยศมาเล่น ส่วนที่มองว่าไม่กำหนดเวลาจะฟอกขาวให้ใครหรือไม่ เพราะตนไม่รู้ว่าจะใช้เวลาเท่าไร จะรู้ได้อย่างไรว่าฟอกขาวเพราะอยู่ที่การตัดสิน
เมื่อถามถึง กรณีที่มีการตั้งคำถามถึงความเป็นกลางในการทำหน้าที่ระหว่างประธานและฝ่ายค้าน นายโสภณว่า ที่ผ่านมาตนเป็นกลางที่สุดแล้ว ซึ่งฝ่ายรัฐบาลกล่าวหาว่าตนไม่เป็นกลาง แต่ได้ดูการประท้วงหรือไม่เวลารัฐบาลประท้วงฟังไม่ขึ้นสักเรื่อง แต่ที่ฝ่ายค้านประท้วง ประเด็นใดฟังขึ้นตนก็รับฟัง ความไม่เป็นกลางมากล่าวหาลอยๆ ใครก็พูดได้ ถ้าตนจะตัดสินเข้าฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง ตนต้องสร้างศัตรูอีกฝ่ายหนึ่ง ฝ่ายค้านยังเคยชมตนเวลาที่ตนวินิจฉัยถูกใจท่าน ซึ่งตนก็บอกไม่ต้องชม เปิดคลิปดูได้ หากวินิจฉัยถูกใจก็ว่าตนดี ชอบตน ฝ่ายนี้ก็ไม่ชอบ ฉะนั้น ก็เลือกวิธีใช้ข้อบังคับเป็นหลัก
นายโสภณ กล่าวต่อว่า ประธานในที่ประชุมทั้ง 3 คนต้องใช้ข้อบังคับ ดังนั้น จึงมอบหมายให้ไปแก้ข้อบังคับที่ไม่สามารถนำไปสู่การปฎิบัติได้ เพราะประธานในที่ประชุมหนักใจ เช่น การใช้คำว่าดุลยพินิจของประธานเมื่อวินิจฉัยแล้วก็ต้องจบ ตนอยู่สภาฯ ตั้งแต่ปี 2544 เรื่องในสภาฯ จบแล้วก็คือจบ แต่หลังๆ มานี้ไปจบที่การแถลงข่าว คนชอบก็บอกว่าตนเป็นกลาง คนไม่ชอบก็ถามว่าตนเป็นกลางอย่างไร แล้วบอกว่าตนไม่เป็นกลาง จึงไม่จำเป็นที่จะต้องบอกว่าเป็นกลางหรือไม่ เพราะตนยึดข้อบังคับ
เมื่อถามว่า สภาชุดที่แล้ว นายชวน หลีกภัย อดีตประธานสภาผู้แทนราษฎร เคยทำหนังสือถึงนายกรัฐมนตรีในขณะนั้น ถึงกรณีที่นายกรัฐมนตรีไม่มาตอบกระทู้ของสมาชิก ในสภาฯ ชุดนี้ นายโสภณจะมีการทำหนังสือถึงนายกฯ เพื่อให้มาตอบกระทู้ของสมาชิกหรือไม่ นายโสภณ กล่าวว่า ทำแล้วนายกฯ มาตอบหรือไม่ มันอยู่ที่ความรับผิดชอบของแต่ละฝ่าย และอยู่ที่ข้อบังคับ ตนจะไปตำหนิท่านไม่ได้ เพราะข้อบังคับบอกว่าสามารถมอบหมายได้ จึงไม่ควรไปเปรียบเทียบยุคนี้ ยุคนั้น ต้องดูรูปธรรมที่เกิดขึ้นด้วย ฉะนั้น ตนจึงไม่ชอบไปด้อยค่าฝ่ายนั้นฝ่ายนี้ แต่ตนจะเอาผลของการกระทำ แม้แต่ในอดีตนายกฯ เคยมาหารือตนว่าจะทำอย่างไรต่อการตอบกระทู้ ตนก็บอกว่าต้องแก้ข้อบังคับ ไม่ให้เลื่อนหากต้องมีเหตุ 1 2 3 ให้ชัดเจน วันนี้กติกาบ้านเมืองจบด้วยกฎหมาย หากกฎหมายบอกทำได้ แล้วเราไม่ยอมรับกฎหมายประเทศนี้จะเดินอย่างไรต่อ

