หน้าแรก การเมือง ยศชนัน นำ 17 ...

ยศชนัน นำ 17 บิ๊กหน่วยงานรัฐ เปิดวงมอบนโยบาย ป.ย.ป.ทลายไซโล เดินหน้า เศรษฐกิจอวกาศ

16.07.26 | 16:59 น.

ยศชนัน นำ 17 บิ๊กหน่วยงานรัฐ เปิดวงมอบนโยบาย ป.ย.ป.ทลายไซโล เดินหน้า เศรษฐกิจอวกาศ สร้างดวงตาบนฟ้าของคนไทย พร้อมดันโปรเจกต์ Siam Silica ดันไทยผงาดเวที AI-เซมิคอนดักเตอร์  

เมื่อวันที่ 16 กรกฎาคม ที่โรงแรมเซ็นทาราแกรนด์ แอท เซ็นทรัลเวิลด์ ปทุมวัน สำนักงานขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ยุทธศาสตร์ชาติ และการสร้างความสามัคคีปรองดอง (ป.ย.ป.) ได้จัดการปฐมนิเทศและมอบนโยบายหลักสูตรพัฒนานักบริหารระดับสูง : ผู้นำแห่งการเปลี่ยนแปลง (หลักสูตร ป.ย.ป.) ประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2569 โดย นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ในฐานะกำกับดูแลสำนักงาน ป.ย.ป. มอบนโยบาย

นายยศชนัน กล่าวว่า การขับเคลื่อนประเทศไทยในยุคปัจจุบันมีความจำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องสร้าง “เศรษฐกิจอวกาศ” (Space Economy) และอาศัยข้อมูลที่เป็นของตนเองเพื่อลดการพึ่งพาต่างชาติ โดยเฉพาะความสำคัญของการมี “ดวงตาเป็นของตัวเองบนฟ้า” หรือเทคโนโลยีดาวเทียม ซึ่งประเด็นนี้มักมีคำถามคลาสสิกและข้อวิจารณ์จากสังคมเสมอว่า “คนยังจนอยู่เลย จะไปอวกาศอีกแล้ว?” เรื่องนี้คือเรื่องของข้อมูลที่อยู่บนฟ้า ถ้าท่านไม่มีกล้องอยู่บนฟ้าแล้วยิงลงมา ท่านจะเห็นภาพรวมได้อย่างไร อยู่ดีๆ ท่านต้องไปขอข้อมูลจากต่างประเทศ แล้วท่านอยากให้เขารู้ข้อมูลของท่านหรือไม่ว่าท่านขออะไรไปทำไม ”

นายยศชนัน กล่าวว่า การมีดวงตาเป็นของตัวเองบนฟ้า ความจริงมันสำคัญมาก มันไม่ใช่แค่การสร้างกระสวยอวกาศแล้วบินเที่ยวเฉยๆ แต่เราสามารถนำมาใช้ทำงานวิจัย เป็นฐานปล่อยดาวเทียม และสามารถนำห่วงโซ่อุปทานยานยนต์ (Automobile Supply Chain) เข้ามาช่วยในการทำเรื่องนี้ได้” ซึ่งข้อมูลจากอวกาศเหล่านี้จะถูกนำมาบูรณาการร่วมกับ Data, AI และการทำเกษตรแม่นยำ (Precision Agriculture) เพื่อสร้างความได้เปรียบและอำนาจอธิปไตยทางข้อมูลให้กับประเทศ โดยเศรษฐกิจของประเทศจะเติบโตอย่างยั่งยืนไม่ได้เลยหากปราศจากรากฐานความมั่นคงที่ดี ทั้งในด้านการป้องกันประเทศ ความมั่นคงทางไซเบอร์ การเมืองที่มีเสถียรภาพ และการขับเคลื่อนเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน

Advertisement

นายยศชนัน กล่าวต่อว่า อีกประเด็นคือการนำจุดแข็งของประเทศมาใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด โดยเฉพาะเรื่องการรักษาและต่อยอดความหลากหลายทางชีวภาพ (Biodiversity) ซึ่งเป็นจุดเด่นเพียงไม่กี่อย่างของประเทศไทย ยกตัวอย่างความสำเร็จในการทำงานร่วมกับมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ ที่มีการนำเทคโนโลยี eDNA มาใช้เพื่อตรวจวัดและฟื้นฟูความหลากหลายทางชีวภาพในท้องทะเลไทย ซึ่งข้อมูลเหล่านี้สามารถนำไปต่อยอดเชิงลึกสู่การวิเคราะห์พันธุกรรม (Genomics) ของดิน น้ำ และพืช นำไปสู่ความก้าวหน้าด้านการทำเกษตรแม่นยำ (Precision Agriculture) และการแพทย์แม่นยำ (Precision Medicine) โดยตั้งเป้าหมายที่ท้าทายว่า “เราจะทำยังไงให้เปลี่ยนธรรมชาติเป็นเงินสกุลใหม่” ซึ่งสิ่งนี้จะเป็นกุญแจสำคัญในการสร้างความได้เปรียบทางเศรษฐกิจอย่างมหาศาล

นายยศชนัน กล่าวว่า การจะก้าวไปสู่จุดนั้นและสามารถวิเคราะห์ข้อมูลด้าน Genomics จำนวนมหาศาลได้ ประเทศไทยมีความจำเป็นเร่งด่วนที่จะต้องมีโครงสร้างพื้นฐานด้าน AI และ Data Center รวมถึงหัวใจสำคัญอย่าง “เซมิคอนดักเตอร์ ทั้งนี้ ได้เปิดเผยถึงการผลักดันโปรเจกต์ระดับชาติ “Siam Silica” ซึ่งเป็นโครงการยุทธศาสตร์ที่มุ่งประกาศให้โลกรู้ว่า ประเทศไทยไม่ได้เป็นเพียงผู้บริโภคเทคโนโลยี แต่เรามีศักยภาพทั้งด้านการวิจัยและพัฒนา (R&D) รวมถึงมีกำลังคนคุณภาพที่เพียงพอต่อการรองรับอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ เพื่อป้องกันไม่ให้ประเทศตกเป็นเป้าของการผูกขาดทางเทคโนโลยีจากต่างชาติ โดยมีหลักคิดสำคัญว่า หากเทคโนโลยีใดที่เราไม่สามารถผลิตเองได้ทั้งหมด 100% ประเทศไทยก็ต้องพยายามเข้าไปเป็นหุ้นส่วน หรือหาวิธีควบคุมในชิ้นส่วนที่มีความยากและสำคัญที่สุดให้จงได้

นายยศชนัน กล่าวอีกว่า ในมิติของการพัฒนาศักยภาพผู้นำ ผู้บริหารระดับสูงในยุคนี้ต้องปรับบทบาทจากผู้สั่งการมาเป็นผู้อำนวยความสะดวก และต้องกล้าที่จะเป็นผู้นำในการกำหนดอนาคต เพื่อสร้างความหวังและแรงบันดาลใจให้กับบุคลากรในองค์กร โดยกล่าวเน้นย้ำว่า “ผู้นำในยุค AI ไม่ใช่คนที่รู้ทุกเรื่อง แต่เป็นคนที่สามารถเรียกใช้คนที่เก่งกว่ามาร่วมงานได้” พร้อมทั้งเรียกร้องให้หน่วยงานภาครัฐทลายกำแพงการทำงานแบบไซโล สร้างพื้นที่ส่วนกลางเพื่อดึงดูดให้นักคิด นักวิจัย และนักปฏิบัติจากหลากหลายศาสตร์ ได้มาแลกเปลี่ยนองค์ความรู้และสร้างสรรค์นวัตกรรมใหม่ๆ ร่วมกันอย่างไร้รอยต่อ

นายยศชนัน กล่าวว่า สำหรับการผลักดันนวัตกรรมสู่การเติบโตทางเศรษฐกิจ ภาครัฐต้องยกระดับการสนับสนุน จากเดิมที่โฟกัสเพียงกลุ่ม SME ไปสู่การผลักดันกลุ่ม Startup และ Scale-up ที่มีศักยภาพสูงให้กลายเป็นฟันเฟืองใหม่ขับเคลื่อน New Growth Engine อาทิ ในอุตสาหกรรมสุขภาพ เทคโนโลยีการเงิน และอุตสาหกรรมป้องกันประเทศ โดยจำเป็นต้องรื้อกลไกทางการเงินใหม่ ก้าวข้ามระบบธนาคารแบบดั้งเดิมที่มักหลีกเลี่ยงความเสี่ยง ไปสู่การส่งเสริมและดึงดูดเม็ดเงินจากกลุ่มทุนเสี่ยง (VC) และ Angel Investors ท้ายสุดยังได้ฝากข้อคิดที่สำคัญถึงเรื่องการสนับสนุนงานวิจัย (R&D) ว่าต้องดำเนินการอย่างต่อเนื่องและจริงจัง เพราะหากการสนับสนุนขาดช่วง จะส่งผลกระทบโดยตรงต่อนักวิจัย ทำให้ เกิดอาการจิตตก เครียด และไม่อยากทำงานต่อ ซึ่งจะเป็นความสูญเสียครั้งใหญ่ของประเทศ

 

สำหรับการดำเนินการขับเคลื่อนในครั้งนี้ ถือเป็นการรวมพลังครั้งสำคัญของภาครัฐ โดยมีหน่วยงานระดับปลัดกระทรวงและหัวหน้าส่วนราชการระดับเทียบเท่า (ป.ย.ป.ที่เข้าร่วมบูรณาการในหลักสูตร รวมทั้งสิ้น 17 หน่วยงาน ประกอบด้วย สำนักงานขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ยุทธศาสตร์ชาติ และการสร้างความสามัคคีปรองดอง, สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ, สำนักงานคณะกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติ, สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน, สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ, ศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้, สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา, สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ, กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม, กรุงเทพมหานคร, กระทรวงเกษตรและสหกรณ์, กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์, กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม, สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ, กระทรวงกลาโหม, กระทรวงแรงงาน และกระทรวงสาธารณสุข