‘พริษฐ์’ ถาม ‘โสภณ’ ยื้อเวลาหรือฟอกขาว หลังเซ็นตั้ง คกก.กลั่นกรองคำร้อง ป.ป.ช.คดี ‘ศักดิ์สยาม’ จี้เปิดชื่อ ซัดผลงาน มีแต่ตัวเลขสวย ชี้ผ่านกฎหมาย-รมต.มาตอบกระทู้เยอะ แค่ภาพลวงตาทางสถิติ
เมื่อวันที่ 16 กรกฎาคม นายพริษฐ์ วัชรสินธุ ส.ส.บัญชีรายชื่อ และรองหัวหน้าพรรคประชาชน โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า ในการแถลงผลงานของนายโสภณ ซารัมย์ ประธานรัฐสภาวันนี้ เราได้รับความชัดเจนแล้ว ว่าหลังจากผ่านไป 41 วัน นับแต่วันที่พรรคฝ่ายค้านและ ส.ว. บางส่วน ได้ยื่นคำร้องต่อประธานรัฐสภา เพื่อกล่าวหาคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ว่าปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ จากกรณีที่ ป.ป.ช. มีมติยกคำร้องคดีซุกหุ้นของนายศักดิ์สยาม ชิดชอบ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม โดยประธานรัฐสภายังไม่ได้ส่งคำร้องต่อไปที่ศาลฎีกา เพื่อให้เกิดการตั้งคณะไต่สวนอิสระ และมีท่าทีจะยืดเวลาออกไปอีก
นายพริษฐ์ ระบุต่อว่า หลังจากถูกสอบถามโดยสื่อมวลชน นายโสภณบอกว่าเมื่อวันที่ 15 กรกฎาคมที่ผ่านมา ซึ่งตรงกับที่ตนถามเรื่องนี้พอดี เขาเพิ่งเซ็นแต่งตั้งคณะกรรมการขึ้นมาชุดหนึ่งเพื่อกลั่นกรองและเสนอแนะว่าประธานรัฐสภาควรจะส่งคำร้องต่อไปที่ศาล หรือปัดตกคำร้องและตัดตอนให้เรื่องไปไม่ถึงศาล
นายพริษฐ์ ระบุด้วยว่า ตนขอตั้งข้อสังเกตว่า 1.การตั้งคณะกรรมการกลั่นกรองชุดนี้ เป็นความพยายามในการซื้อเวลาเพื่อให้เรื่องไปถึงศาลช้าที่สุดหรือไม่ เพราะครั้งล่าสุดที่มีการยื่นคำร้องตามกลไกนี้ ประธานรัฐสภา ณ เวลานั้น ใช้เวลาไม่ถึง 41 วัน ในการส่งเรื่องไปที่ศาล แต่พอมาครั้งนี้ประธานที่ชื่อนายโสภณ และเป็นคำร้องเกี่ยวข้องกับบุคคลที่ชื่อศักดิ์สยาม ชิดชอบ 41 วันผ่านไป เรื่องยังไปไม่ถึงศาล แต่เรากลับได้เพียงการตั้งคณะกรรมการขึ้นมาชุดหนึ่ง นอกจากนี้ นายโสภณ ยอมรับเองบนเวทีว่าเขาไม่ได้กำหนดกรอบเวลาใด ๆ เลยว่าคณะกรรมการชุดนี้จะต้องกลั่นกรอง และเสนอบทสรุปต่อประธานภายในกี่วัน
นายพริษฐ์ ระบุต่อว่า 2.การตั้งคณะกรรมการกลั่นกรองชุดนี้ เป็นความพยายามในการฟอกขาว หรือการตัดตอนการตรวจสอบให้เรื่องนี้ไปไม่ถึงศาลหรือไม่ โดยนายโสภณแจ้งว่า คณะกรรมการชุดนี้ประกอบไปด้วยคนนอกเป็นหลัก จากการที่ได้ไปทาบทามเอง แต่กลับไม่เปิดเผยรายชื่อคนนอกให้สังคมได้รับรู้ และตรวจสอบเรื่องความเหมาะสม ความเชี่ยวชาญ ความเป็นกลางทางการเมือง ทั้งนี้ หากการตั้งคณะกรรมการชุดนี้ ไม่ใช่ความพยายามในการซื้อเวลาหรือฟอกขาวการตัดตอนการตรวจสอบ
ตนเสนอว่าขั้นต่ำที่ประธานรัฐสภาทำได้ เพื่อเริ่มต้นพิสูจน์ให้สังคมเห็น คือ 1.เปิดเผยรายชื่อคณะกรรมการชุดนี้ให้สังคมได้ร่วมกันตรวจสอบ 2.กำหนดกรอบเวลาให้ชัดเจนตั้งแต่วันนี้ว่าคณะกรรมการจะต้องกลั่นกรองเสร็จภายในกี่วัน 3.เชิญผู้เสนอคำร้องเข้าไปชี้แจง เพื่อประกอบการพิจารณา และ 4.เปิดเผยบันทึกการประชุมทุกนัด และผลการตรวจสอบโดยละเอียดเมื่อเสร็จสิ้นภารกิจ
นายพริษฐ์ ระบุอีกว่า ผลงานอื่นที่ประธานรัฐสภาแถลง มีบางผลงานที่อาจเป็นเพียงภาพลวงตาทางสถิติ ส่วนผลงานอื่นที่นายโสภณพูดถึงบนเวทีก็มีบางผลงานที่เราต้องระมัดระวังในการตีความ เพราะอาจเป็นเพียงภาพลวงตาทางสถิติ อาทิ การผลักดันกฎหมาย ที่นายโสภณพูดว่า สมัยแรกของสภายุคโสภณ เป็นสมัยประชุมที่มีการผ่านกฎหมายมากที่สุดในรอบ 10 ปี แม้ในเชิงสถิติอาจจะใช่ แต่เหตุผลหลักที่เป็นเช่นนี้ไม่เกี่ยวข้องกับนโยบายหรือการบริหารสภาในช่วง 3 เดือนที่ผ่านมา หรือสภาชุดที่ 27 แต่เป็นเพราะว่าเรามีกฎหมายค้างท่อที่ค้างจากสภาชุดที่ 26 เป็นจำนวนมาก ซึ่งหลายฉบับผ่านหลายวาระมาแล้ว และเหลืออีกเพียงไม่กี่ขั้นตอนก็จะเสร็จ ก่อนจะมีการยุบสภา
นายพริษฐ์ ระบุอีกว่า ดังนั้น เมื่อมีการยืนยันกฎหมายที่ค้างจากสภาชุดที่แล้ว ให้เข้ามาพิจารณาต่อในสภาชุดนี้ จำนวนกฎหมายที่ผ่านไปได้ก็ย่อมต้องเยอะเป็นปกติ ส่วนเหตุผลที่เยอะกว่า สภาชุดก่อนในรอบ 10 ปีที่ผ่านมา ก็เพราะเป็นเพียงการเทียบสภาทั้งหมด 3 ชุดคือชุดที่ 25-27 ซึ่งสภาชุดที่ 25 เป็นสภาที่มาจากการเลือกตั้งชุดแรกหลังรัฐประหาร และสภาชุดที่ 26 ไม่ได้มีกฎหมายค้างท่อที่เข้าสู่การพิจารณา เพราะการตั้งรัฐบาลมีความล่าช้าจนทำให้เลยกรอบเวลาที่คณะรัฐมนตรี (ครม.) จะสามารถมีมติยืนยันกฎหมายค้างท่อได้ทัน
นายพริษฐ์ ระบุว่า ในทางกลับกันสิ่งที่นายโสภณพูดแล้วยังไม่ทำ คือการเพิ่มวันประชุมสภาที่ใช้สำหรับการพิจารณาร่างกฎหมายของ ส.ส. หรือ ภาคประชาชน ที่ไม่ใช่กฎหมายของ ครม. เป็นการเฉพาะ หากทำเช่นนั้นจึงจะพูดได้อย่างเต็มปากว่าสภาชุดนี้มีการยกระดับประสิทธิภาพในการผลักดันกฎหมายได้จริง และตนหวังว่าเราจะได้เห็นสิ่งนี้ในสมัยประชุมหน้า
นายพริษฐ์ ระบุด้วยว่า นอกจากนี้ ยังมีเรื่องการตอบกระทู้สดของรัฐมนตรีที่ประธานพูดว่า สมัยแรกของสภายุคโสภณ เป็นสมัยประชุมที่รัฐมนตรีมาตอบกระทู้สดมากหรือมากที่สุด 33 จาก 36 กระทู้ แม้สถิติในระบบอาจจะบ่งบอกเช่นนั้น แต่สถิติดังกล่าวเป็นสถิติลวงตา เพราะแม้ข้อบังคับกำหนดให้ฝ่ายค้านยื่นกระทู้สดในช่วงเช้าวันพฤหัสบดีว่าจะถามรัฐมนตรีคนไหน เรื่องอะไร แต่ทางวิปรัฐบาลมีการขอให้วิปฝ่ายค้านอำนวยความสะดวกด้วยการแจ้งก่อนล่วงหน้าตั้งแต่วันจันทร์ วันอังคารว่าเราจะถามใคร
ดังนั้น หากสัปดาห์ไหน ฝ่ายรัฐบาลแจ้งกลับมาว่ารัฐมนตรีคนใดที่ฝ่ายค้านอยากถาม ติดภารกิจหรือไม่ หรือสะดวกมาตอบ ซึ่งความจริงไม่ควรจะเกิดขึ้น เพราะรัฐมนตรีควรวางแผนล่วงหน้าได้ ยกเว้นมีเหตุสุดวิสัยจริง ๆ ทางฝ่ายค้านก็อาจจำเป็นต้องยอมเปลี่ยนไปถามรัฐมนตรีคนอื่น เพื่อไม่เสียโควตากระทู้สด เมื่อเป็นเช่นนี้ สถิติการตอบกระทู้สดที่ขึ้นมาในระบบเลยดูเหมือนจะดี แต่ตัวเลขดังกล่าวไม่ได้สะท้อนความเป็นจริง เกี่ยวกับความรับผิดชอบของรัฐมนตรีในการจัดสรรเวลามาตอบกระทู้ของฝ่ายค้าน ในหัวข้อที่ฝ่ายค้านต้องการถามเป็นหลัก



