มาดามเดียร์ ซักแผน รฟท.แก้หนี้ท่วมปีละ 20,000 ล้านบาท ซักปมสินทรัพย์ไม่ครบ รายได้รั่วไหล ขยี้ถามแผนที่ ‘เขากระโดง’ ด้าน ‘ผู้ว่าฯ รฟท.’ แจงคดียังอยู่ชั้นศาลปกครอง-แพ่ง
เมื่อวันที่ 17 กรกฎาคม น.ส.วทันยา บุนนาค กรรมาธิการ(กมธ.)วิสามัญพิจารณาร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2570 สภาผู้แทนราษฎร อภิปรายระหว่างการพิจารณางบประมาณการรถไฟแห่งประเทศไทย(รฟท.) กระทรวงคมนาคม ถึงสถานะงบการเงินของ รฟท.ว่า ผลการดำเนินงานที่ผ่านมา ขาดทุนปีละประมาณ 20,000 ล้านบาท ทั้งที่ได้รับรายได้การอุดหนุนจากรัฐบาลแล้ว แต่การพลิกกลับมาทำกำไรได้ 117 ล้านบาท เมื่อปีที่แล้ว เพราะรายได้ชดเชยผลขาดทุนตามกฎหมาย ซึ่งหากไม่ได้รับเงินชดเชยจากรัฐบาล รฟท.ก็จะยังคงมียอดขาดทุนกว่า 200,000 ล้านบาท จึงต้องการทราบว่า หากมีความไม่แน่นอนดังกล่าวในอนาคต รฟท.มีแผนรับมือปัญหาดังกล่าวอย่างไร
น.ส.วทันยา ยังตั้งคำถามถึงกรณีที่สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน(สตง.) มีความเห็นต่อปัญหาสินทรัพย์ที่ดิน อาคารของ รฟท.ที่ยังมีทะเบียนครอบคลุมไม่ครบถ้วน รวมถึงยังไม่สามารถตรวจสอบรายได้การบริหารสินทรัพย์ได้เต็มจำนวน และยังพบสัญญาเช่าที่หมดอายุ แต่ผู้เช่ายังใช้ประโยชน์ต่อ ซึ่งจะทำให้เกิดการรั่วไหลของงบประมาณ
ดังนั้น รฟท.จะมีแนวทางการแก้ปัญหาอย่างไร และกรณีดังกล่าวนี้ ยังทำให้ตนนึกถึงพื้นที่ รฟท.บริเวณเขากระโดง จังหวัดบุรีรัมย์ ที่มีข้อพิพาทระหว่าง รฟท.และกรมที่ดิน กระทรวงมหาดไทย ที่กรมที่ดินไม่สามารถเพิกถอนสิทธิ์ได้ เพราะไม่มีแผนที่จาก รฟท.ตนจึงต้องการทราบว่า รฟท.มีแผนที่ที่แน่นอนของเขากระโดงหรือไม่ และจากคดีที่ รฟท.ฟ้องขับไล่ และกรณีการต่อสู้คดีกับประชาชนในพื้นที่ 35 แปลง จนสามารถชนะทุกคดี และแก้ปัญหาได้สำเร็จ รฟท.ได้เสนอแผนที่ใดต่อศาล และศาลใช้แผนที่ใดในการพิจารณาคดี

น.สน.วทันยา ยังตั้งคำถามถึงกรณีแอร์พอร์ตเรลลิงค์ หลังเกิดเหตุการณ์โควิด-19 ที่ รฟท.ได้ลงนามสัญญาร่วมกับเอกชน หรือ บริษัท เอเชีย เอรา วัน จำกัด ให้เอกชนสามารถเข้าไปดำเนินการเดินรถได้ทันทีหลัง 24 ตุลาคม 2564 โดยที่ รฟท.ยังไม่ได้ค่าสิทธิแอร์พอร์ตลิงค์จากเอกชนคู่สัญญา ทำให้กระทรวงการคลัง และสำนักงบประมาณ ลงความเห็นให้รัฐบาลรับค่าใช้จ่ายเป็นเงินต้น และดอกเบี้ยถึงวันที่ 24 ตุลาคม หลังจากนั้น รัฐบาลจะรับภาระเฉพาะโครงสร้างพื้นฐาน และหลังจากนั้น รฟท.จะต้องรับผิดชอบอาณัติสัญญาณ และขบวนรถไฟเองกว่า 10,000 ล้าน ซึ่งยังไม่มีความชัดเจนการรับค่าสิทธิจากเอกชนคู่สัญญา
ดังนั้น สถานะปัจจุบันเป็นอย่างไร และเอกชนได้ชำระแล้วหรือไม่ และหลังวันที่ 24 ตุลาคม 2564 ที่ผ่านมา ที่เอกชนเข้ามาบริหาร และเป็นผู้เก็บค่าเดินรถแล้ว สถานะการเงินระหว่าง รฟท.และเอกชนเป็นอย่างไร ซึ่งตนกังวลว่า หากมีการยกเลิกสัญญารถไฟความเร็วสูง จะกระทบต่อแอร์พอร์ตเรลลิงค์ด้วย เพราะถือเป็นส่วนหนึ่งในสัญญา ซึ่งจะทำให้ยอดหนี้ที่ รฟท.รับภาระ และยังไม่ได้รับค่าสิทธิจากเอกชน ดังนั้น ยอดหนี้และดอกเบี้ยปัจจุบัน มีมูลค่าเท่าไร และ รฟท.มีแนวทางการแก้ปัญหาที่ยังค้างคากับเอกชน ในรถไฟแอร์พอร์ตเรลลิงค์อย่างไร
ขณะที่ นายอนันต์ โพธิ์นิ่มแดง ผู้ว่ารฟท. ชี้แจงถึงการดำเนินการของ รฟท.ที่ขาดทุนปีละประมาณ 20,000 ล้านบาทว่า เพราะ รฟท.ไม่ได้รับเงินชดเชยจากการเดินรถ เพราะเป็นภาระหน้าที่ รฟท.ที่ต้องดำเนินการ หรือในการเดินรถให้บริการเชิงสังคม ก็ได้เงินไม่ครบถ้วน และต้นทุนค่าใช้จ่ายที่ รฟท.เรียกเก็บ ก็ไม่ได้สะท้อนต้นทุนที่แท้จริง ทำให้ต้องได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาลมาชดเชย พร้อมยืนยันว่า รฟท.พยายามเพิ่มรายได้จากการบริการ และสินค้า รวมถึงการใช้ทรัพย์สินซึ่งเป็นที่ดิน ที่ปัจจุบัน รฟท.มีบริษัทลูก หรือ SRT Asset หรือ บริษัท เอสอาร์ที แอสเสท จำกัด (อสท.) เข้ามาบริหารจัดการทรัพย์สิน หรือพื้นที่ที่ไม่เกี่ยวกับการเดินรถ เพื่อหาผู้เช่า และมีรายได้จากการจัดการทรัพย์สิน
ส่วนพื้นที่เข้ากระโดงที่กำลังมีข้อพิพาทนั้น นายอนันต์ กล่าวว่า อยู่ระหว่างการพิจารณาทางกฎหมาย ซึ่ง รฟท.พยายามดำเนินการเต็มที่ แต่ก็ต้องฟังคำพิพากษาศาลปกครอง และศาลแพ่ง ตามที่ รฟท.ได้ดำเนินการไป ส่วนแนวทางการแก้ปัญหาที่ยังค้างคากับเอกชนในกรณีรถไฟแอร์พอร์ตเรลลิงค์ ที่ รฟท.ยังไม่ได้ค่าสิทธิจากเอกชนคู่สัญญานั้น ผู้ว่าฯ รฟท. จะทำเป็นรายงาน เพื่อชี้แจงเพิ่มเติมต่อ อนุกมธ.ฯ ต่อไป



