หน้าแรก การเมือง ผงะ ป่าหายวัน...

ผงะ ป่าหายวันละ 400 ไร่ ชีวะภาพ ซัดต้นตอมหาอุทกภัย จี้รัฐ ดันแอพพ์อัจฉริยะ Single DSS สู้ภัยน้ำท่วม

17.07.26 | 14:51 น.

ผงะ ป่าหายวันละ 400 ไร่ ชีวะภาพ ซัดต้นตอมหาอุทกภัย จี้รัฐงัดกฎหมายเหล็ก-ดันแอพพ์อัจฉริยะ Single DSS สู้ภัยน้ำ แจ้งเตือนภัยแม่นยำ  

วันที่ 17 กรกฎาคม นายชีวะภาพ ชีวะธรรม ประธานคณะกรรมาธิการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม วุฒิสภา กล่าวปาฐกถาพิเศษในหัวข้อ การบริหารจัดการทรัพยากรน้ำของประเทศไทย บนเวทีเสวนา Single DSS รูปแบบไหน..? จะช่วยลดความเสียหายจากมหาอุทกภัยได้จริงหรือไม่ ?” จัดโดยคณะกรรมาธิการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม วุฒิสภา ที่อาคารรัฐสภา โดยมี น.ส.รัชนีกร ทองทิพย์ ประธานคณะอนุกรรมาธิการการบริหารจัดการน้ำทั้งระบบ มลพิษและสิ่งแวดล้อม วุฒิสภา เป็นผู้กล่าวรายงานและนำคณะสมาชิกวุฒิสภา ที่ปรึกษากรรมาธิการ ผู้แทนจากสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) กรมแผนที่ทหาร นักวิชาการและผู้ร่วมงานเข้าสู่พิธีเปิดเวทีเสวนา

นายชีวะภาพ กล่าวตอนหนึ่งว่า การบริหารจัดการน้ำมี 3 ส่วนหลัก คือ น้ำมาก หรือน้ำเกิน  น้ำน้อย หรือ น้ำแล้ง และคุณภาพน้ำ ซึ่งทั้งหมดเชื่อมโยงกันและมีจุดเริ่มต้นมาจาก “ป่าต้นน้ำ” ปัญหาเสียงสะท้อนจากพี่น้องประชาชนที่ถูกน้ำท่วมหนักในพื้นที่ อ.บางบาล อ.วิเศษชัยชาญ และ อ.ผักไห่ แท้จริงแล้วมีสาเหตุสำคัญมาจากการที่ป่าต้นน้ำลำธารในพื้นที่ 9-10 จังหวัดภาคเหนือสูญเสียองค์ประกอบและเปลี่ยนสภาพไปจากเดิม โดยป่าต้นน้ำเปรียบเสมือนพรมวิเศษที่มีถึง 4 ชั้นคอยซับน้ำฝน แต่เมื่อถูกแทนที่ด้วยพืชเชิงเดี่ยวอย่างข้าวโพดหรือยางพาราที่มีเพียงชั้นเดียว ทำให้น้ำฝนพุ่งกระแทกผิวดินโดยตรงและหลากลงสู่เบื้องล่างอย่างรวดเร็ว ส่งผลให้น้ำท่วมหนักในฤดูฝนและขาดแคลนน้ำในฤดูแล้ง

นายชีวะภาพ ยังได้ยกตัวอย่างความเสียหายของระบบนิเวศทั้งในและต่างประเทศ โดยระบุว่า ทะเลสาบอารัล (Aral) ซึ่งเคยใหญ่เป็นอันดับ 4 ของโลก ปัจจุบันพื้นที่น้ำหายไปกว่า 90% จนแทบหายไปจาก Google Earth ส่วนในประเทศไทย บึงบอระเพ็ด แหล่งน้ำจืดที่ใหญ่ที่สุด ซึ่งอดีตเคยมีพื้นที่ถึง 250,000 ไร่ ปัจจุบันเหลือเพียงประมาณ 130,000 ไร่ หรือหายไปกว่าครึ่งหนึ่ง เช่นเดียวกับ ทะเลสาบสงขลา ที่ได้รับผลกระทบอย่างหนักจากการทำลายป่าต้นน้ำลำธาร

Advertisement

ประธาน กมธ.ทรัพยากรธรรมชาติฯ เผยข้อมูลที่น่าตกใจว่า ปัจจุบันไทยสูญเสียพื้นที่ป่าเฉลี่ยวันละกว่า 400 ไร่ หรือปีละแสนกว่าไร่ ทำให้เหลือพื้นที่ป่าเพียง 31% ซึ่งต่ำกว่ามาตรฐานโลกที่กำหนดไว้ 40% ขาดหายไปราว 9% หรือนับสิบล้านไร่ พร้อมกันนี้ได้ยกตัวอย่างความสำเร็จของ ประเทศคอสตาริกา สถานที่ถ่ายทำภาพยนตร์จูราสสิคพาร์ค ที่เคยประสบปัญหาป่าไม้ลดลงอย่างหนัก แต่สามารถฟื้นฟูป่ากลับมาได้ถึง 50% ภายใน 40-50 ปี จนได้รับรางวัลระดับโลก

นายชีวะภาพ กล่าวว่า สำหรับแนวทางการพัฒนาระบบเตือนภัย (Single DSS)  เสนอแนะว่า หากจะให้เกิดประโยชน์สูงสุด ระบบนี้ไม่ควรแจ้งเตือนเพียงแค่วิกฤต  น้ำท่วม  เท่านั้น แต่ควรเชื่อมโยงข้อมูลให้สามารถพยากรณ์ น้ำแล้ง และแจ้งเตือนเรื่อง คุณภาพน้ำ ให้อยู่ในแอปพลิเคชันเดียวกัน

โดยได้ยกตัวอย่างระบบแอปพลิเคชันอัจฉริยะของประเทศเบลเยียม ที่ประชาชนสามารถเปิดดูข้อมูลได้ครบวงจรผ่านสมาร์ทโฟน ไม่ว่าจะเป็นระดับน้ำที่ปลอดภัย หรือคุณภาพน้ำในคลองก่อนที่จะลงไปทำกิจกรรมต่างๆ ซึ่งหากประเทศไทยสามารถบูรณาการข้อมูลทั้ง 3 ส่วนนี้ไว้ในระบบ Single DSS เดียวกันได้ จะถือเป็นการยกระดับการบริหารจัดการน้ำทั้งระบบได้อย่างแท้จริง

ด้านศ.ดร. เป็นหนึ่ง วานิชชัย อาจารย์ภาควิชาวิศวกรรมโครงสร้าง สถาบันเทคโนโลยีแห่งเอเชีย (AIT) และผู้อำนวยการศูนย์วิจัยแผ่นดินไหวแห่งชาติ เปิดเผยถึงความจำเป็นในการพัฒนาระบบเตือนภัยน้ำท่วม ว่า จากบทเรียนความสูญเสียที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็นเหตุการณ์น้ำท่วมใหญ่ที่ อ.หาดใหญ่ หรือล่าสุดที่ จ.เชียงราย ทางคณะกรรมาธิการบริหารจัดการน้ำทั้งระบบได้เฝ้าติดตามและหารือร่วมกันมาตลอด จนตกผลึกว่า ต้องเร่งสร้างเครื่องมือใหม่ที่มีชื่อว่าระบบ “Single DSS”
ชูเป็น อาวุธใหม่ แจ้งเตือนภัยล่วงหน้า

ศ.ดร.เป็นหนึ่ง ระบุว่า ระบบ Single DSS จะกลายเป็นเครื่องมือสำคัญในการบริหารจัดการ ป้องกัน และบรรเทาภัยพิบัติ โดยจะถูกนำมาใช้เพื่อการ  เตือนภัยน้ำท่วม  เป็นอันดับแรก ซึ่งหากไทยมีระบบนี้ก่อนเกิดวิกฤตที่หาดใหญ่ ความสูญเสียจะไม่รุนแรงเท่าที่ผ่านมาอย่างแน่นอน เพราะเจ้าหน้าที่จะสามารถอพยพประชาชนไปยังพื้นที่ปลอดภัยได้ทันเวลา ที่สำคัญระบบนี้จะช่วยประสานข้อมูลให้หน่วยงานส่วนกลาง เช่น ปภ.  และหน่วยงานท้องถิ่น เห็นภาพตรงกัน ยุติปัญหาการทำงานที่ขัดแย้งกันเอง

ศ.ดร.เป็นหนึ่ง กล่าวว่า สำหรับจุดเด่นของระบบ Single DSS คือความสามารถในการพยากรณ์สถานการณ์น้ำได้อย่างแม่นยำ ไม่ว่าจะเป็นเหตุการณ์ที่เคยเกิดขึ้นแล้วหรือภัยพิบัติรูปแบบใหม่ โดยระบบจะประเมินและแสดงผลเป็นแผนที่น้ำท่วม (Flood Map) ที่อัปเดตสถานการณ์เป็นระยะๆ ทำให้ทราบข้อมูลสำคัญ 3 ประการ คือ น้ำจะมาถึงเมื่อไร  จะท่วมตรงจุดไหนบ้าง  ระดับความรุนแรงแค่ไหน  (น้ำจะลึกท่วมหัว หรือท่วมแค่ตาตุ่ม)

“ระบบตัวนี้จะทำให้เราบูรณาการได้อย่างแท้จริง ไม่ใช่บูรณาการแค่ตามคำพูด แต่สามารถทำได้ในระดับปฏิบัติการ (Action) อย่างแท้จริง ทุกหน่วยงานจะเห็นภาพล่วงหน้าและดำเนินการสอดคล้องกัน ไม่ใช่ต่างคนต่างทำไปคนละทิศคนละทาง” ศ.ดร.เป็นหนึ่ง กล่าว

นอกจากประโยชน์ระดับหน่วยงานแล้ว หากพัฒนาระบบให้ประชาชนในพื้นที่เสี่ยงสามารถเข้าถึงข้อมูลและเห็นภาพแผนที่น้ำท่วมได้ด้วย จะยิ่งเกิดประโยชน์มหาศาล เพราะประชาชนจะไม่ต้องรอเพียงเสียงสัญญาณเตือนภัย แต่จะรู้ล่วงหน้าได้เอง เช่น ทราบว่าอีก 3 วันน้ำจะท่วมบ้านสูง 1 เมตร ทำให้สามารถวางแผนเคลื่อนย้ายทรัพย์สิน ย้ายรถ หรืออพยพครอบครัวได้อย่างรวดเร็ว

ทั้งนี้การสร้างระบบ Single DSS ถือเป็นโครงการที่ท้าทายมาก แต่ขณะนี้ถือว่าเดินมาถูกทางโดยมี สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) เป็นเจ้าภาพหลักในการขับเคลื่อน เตรียมดึงผู้เชี่ยวชาญจากสถาบันการศึกษาและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมาร่วมพัฒนา

ศ.ดร.เป็นหนึ่ง กล่าวด้วยว่า ปัจจุบันแผนงานยังอยู่ในสถานะยืดหยุ่น สามารถปรับเปลี่ยนและแก้ไขได้ จึงอยากเรียกร้องให้ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องทุกฝ่าย ช่วยกันสะท้อนความคิดเห็น  ให้ได้มากที่สุด เพื่อนำข้อมูลไปอุดช่องโหว่ และพัฒนาระบบเตือนภัยนี้ให้สมบูรณ์และใช้งานได้จริงเพื่อคนไทยทั้งประเทศต่อไป