“ภคมน” จี้ “หมอสรณ”รับผิดชอบ หลังกก.สรรหา มีมติขาดคุณสมบัติ บอกแม้ไม่ใช่นักการเมือง แต่ต้องรับผิดชอบต่อสาธารณะ มองเป็นสิทธิ์ หากร้องศาลปกครอง แต่เปลี่ยนข้อเท็จจริงไม่ได้ ขอรอดูท่าทีนายกฯหลังเสร็จภารกิจเยือนจีน หากยังนิ่งเฉย กมธ.พัฒนาการเมืองฯจะทำหนังสือให้เร่งถอดถอน
เมื่อเวลา 13.45 น.วันที่ 17 กรกฎาคม 2569 ที่รัฐสภา น.ส.ภคมน หนุนอนันต์ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการ (กมธ.) การพัฒนาการเมือง การสื่อสารมวลชน และการมีส่วนร่วมของประชาชน สภาผู้แทนราษฎร ให้สัมภาษณ์ภายหลังคณะกรรมการสรรหาคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) มีมติเอกฉันท์ ว่า นพ.สรณ บุญใบชัยพฤกษ์ ประธาน กสทช. มีลักษณะต้องห้าม ว่า กมธ.พัฒนาการเมืองฯ ได้มีการพิจารณาเรื่องคุณสมบัติของประธาน กสทช. 3 ครั้ง ซึ่งจริงๆแล้วเราออกวาระไป 4 ครั้ง แต่ได้ประชุมจริงแค่ 3 ครั้ง ที่ผ่านมาตลอดการประชุมทั้ง 3 ครั้งนั้น เราค่อนข้างที่จะพบอุปสรรคมากมายคือไม่ได้รับความร่วมมือจากหน่วยงานที่ควรจะเข้ามาให้ข้อมูลกับทางกมธ. เท่าที่ควร และเราได้ใช้พระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.)อำนาจเรียก ในการขอเอกสารต่างๆ ซึ่งใจความสำคัญในการพิจารณาทั้ง 3 ครั้งคือ เราได้ทำความเห็นและเอกสารทั้งหมดส่งให้กับคณะกรรมการสรรหา และล่าสุดได้มีการนำเอกสารเพิ่มเติมเข้าไปในรายละเอียดสำคัญของเอกสารที่นายอนุสรณ์ แก้ววิเชียร สส.นนทบุรี พรรคประชาชน ในฐานะรองประธานกมธ.พัฒนาการเมืองฯ เข้าไปยื่นเพิ่มเติมกับคณะกรรมการสรรหาเมื่อช่วงเช้าวันที่ 17 กรกฎาคมเนื่องจากมีหนังสือตีลับ
น.ส.ภคมน กล่าวต่อว่า โดยสาระสำคัญของหนังสือของสำนักงานวุฒิสภายืนยันว่านพ.สรณ ได้ลาออกตั้งแต่วันที่ 8 เมษายน แต่เอกสารอีกตัวของกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) และมหาวิทยาลัยมหิดล ยืนยันว่าวันที่ 8-12 เมษายน นพ.สรณ ยังคงประกอบวิชาชีพอยู่ ซึ่งเท่ากับว่าเอกสารทั้ง 2 ฉบับนี้ อาจจะขัดแย้งกัน ซึ่งเราได้นำส่งไปที่กรรมการสรรหาและหากพิจารณาตามเอกสารของกระทรวงอว. ที่ส่งมา เท่ากับว่านพ.สรณ ขาดคุณสมบัติตั้งแต่ต้น เพราะยังคงประกอบวิชาชีพและได้รับค่าตอบแทนอยู่
เมื่อถามว่า เมื่อคุณสมบัตินพ.สรณ ขาดตั้งแต่ต้น มองว่าต้องมีคนรับผิดชอบหรือไม่ น.ส.ภคมน กล่าวว่า ตำแหน่งประธานกสทช. เป็นตำแหน่งโปรดเกล้าฯ หลังจากนี้ไปเมื่อกรรมการสรรหาได้พิจารณาแล้วว่า นพ.สรณ มีคุณสมบัติที่ไม่ครบถ้วนในการเป็นประธานกสทช. ตนคิดว่าหน้าที่ต่อไปคือนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ต้องนำเรื่องนี้ทูลเกล้าฯ เพื่อให้มีการโปรดเกล้าฯ ถอดถอนประธานกสทช. ลงมาอย่างเร็วที่สุด ตามพ.ร.บ.กสทช. มาตรา 20 ที่ได้ระบุไว้ว่า หากมีกรรมการกสทช.คนใดขาดคุณสมบัติจะต้องมีการโปรดเกล้าฯ ถอดถอนทันที และทางสำนักงาน กสทช. ต้องทำหนังสือเข้ามาภายใน 15 วัน ไปยังวุฒิสภาให้มีการสรรหาใหม่โดยเร็วที่สุด หวังว่าหลังจากนี้ประธานกสทช. ซึ่งประชาชนเริ่มรับรู้แล้วว่ามีความสำคัญกับประโยชน์สาธารณะอย่างไร ตนคิดว่าหลังจากนี้ประธานกสทช.คนใหม่ที่จะเข้ามาดำรงตำแหน่ง ก็น่าจะได้รับการตรวจสอบจากสาธารณะมากขึ้น
ต่อข้อถามว่า ในส่วนของกมธ.พัฒนาการเมืองฯ จะดำเนินการอย่างไรต่อหรือไม่ น.ส.ภคมน กล่าวว่า ทางกมธ.ฯรอดูเป็นวันที่ 20 กรกฎาคม ให้นายกรัฐมนตรีกลับมาจากการเยือนประเทศจีนว่ามีแอคชั่นต่อเรื่องนี้อย่างไร หากยังนิ่งอยู่ทางกมธ.ฯ จะทำหนังสือแสดงความเห็นถึงนายกรัฐมนตรี และในเมื่อกรรมการสรรหามีมติออกมาแบบนี้แล้ว นายกรัฐมนตรีจำเป็นต้องทูลเกล้าฯ เพื่อให้มีการถอดถอนออกมาเร็วที่สุด
เมื่อถามว่า มองว่านพ.สรณ ต้องรับผิดชอบย้อนหลังหรือไม่ น.ส.ภคมน กล่าวว่าต้องดูว่ารับผิดชอบย้อนหลังต่อเรื่องอะไรบ้าง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการเดินทางไปต่างประเทศ หรือการประกอบวิชาชีพ และในขณะที่ดำรงตำแหน่ง ตนคิดว่าต้องไปดูกฎหมายของพ.ร.บ.กสทช. แต่ความรับผิดชอบต่อสาธารณะ ตนคิดว่านพ.สรณ จะต้องรับผิดชอบ ทั้งเรื่องที่มีมติในการนั่งหัวโต๊ะในการควบรวมค่ายมือถือ จนพี่น้องประชาชนต้องแบกรับผลกระทบที่เกิดขึ้นในขณะนี้ รวมถึงหลายเรื่องในกองทุน USO ที่นพ.สรณ อนุมัติไปทั้งหมดเป็นเงินทรัพยากรของประเทศหลักหลายพันบาท ดังนั้นคิดว่าแม้นพ.สรณไม่ได้เป็นนักการเมือง แต่อยู่ในตำแหน่งดูแลผลประโยชน์ของชาติ เป็นคลื่นความถี่ที่มีเงินมหาศาล ก็ควรมีความรับผิดชอบต่อสาธารณะไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง
เมื่อถามว่า เป็นห่วงหรือไม่ว่า นพ.สรณ จะใช้กระบวนการศาลปกครอง หรือกระบวนการกฎหมายอื่น เพื่อค้านมติในวันนี้ อาจทำให้กระบวนการทอดยาวไปจนหมดวาระกสทช. น.ส.ภคมน กล่าวว่า คิดว่าต้องแยกเป็น 2 ส่วน คือในเรื่องที่ปกป้องตัวเอง หรือแย้งอะไรเป็นสิทธิ์ของเขา แต่ในเมื่อเรื่องกว่าที่จะมาถึงมติของกรรมการสรรหาของนพ.สรณ ทอดยาวมาถึง 4 ปี และวันนี้กรรมการสรรหามีมติแล้ว 4 ต่อ 0 ซึ่งตนทราบมาว่ากรรมการสรรหาเองก็พยายามรวบรวมหลักฐานมาตลอด และในกมธ.พัฒนาการเมืองฯ ทำงานทั้งหน้าฉากและหลังฉากในการประสานต่างๆ เพื่อส่งข้อมูล
“เข้าใจว่าต่อให้นพ.สรณ ไปยื่นเพื่อปกป้องตัวเองโดยใช้กลไกทางกฎหมายก็ตาม แต่สิ่งที่จะต้องทำให้สาธารณะรับรู้และรับทราบ คือมีเหตุผลอะไรให้คนที่ขาดคุณสมบัติมาตั้งแต่เริ่มต้น ทอดยาวมาถึง 4 ปี และมีเหตุผลอะไรที่ทุกคนจะช่วยปกป้องนพ.สรณ เพื่ออยู่ในตำแหน่งได้อีก ดิฉันคิดว่าไม่มีน้ำหนักและไม่มีความจำเป็นอะไรที่ทั้งกระบวนการยุติธรรม หรือใครก็ตามต้องช่วยกันปกป้องนพ.สรณ อีกแล้ว”น.ส.ภคมน กล่าว

