รัฐบาลอนุทิน ชาญวีรกูล 2 เดินหน้าบริหารประเทศผ่าน 3 เดือน แต่เผชิญปัญหาใหญ่ๆ ท้าทายฝีมือบริหารจัดการของ ครม.อนุทิน 2 ทั้งปัญหาเศรษฐกิจ ค่าครองชีพพุ่งสูงขึ้น อันมาจากราคาพลังงานที่เพิ่มขึ้นจากเหตุสงครามในตะวันออกลาง
อีกวาระร้อนเขย่าเสถียรภาพ และความเชื่อมั่นของรัฐบาล คือ การแก้ปัญหาการทุจริตคอร์รัปชั่นที่แพร่กระจาย ขยายวงไปเกือบทุกวงการ สะท้อนผ่าน ดัชนีการรับรู้การทุจริต (Corruption Perceptions Index : CPI)
ขององค์กรเพื่อความโปร่งใสนานาชาติ (Transparency International) หรือ TI ประกาศผลการจัดอันดับ ดัชนีการรับรู้การทุจริต ในปี 2568
พบว่า ประเทศไทย อยู่อันดับ 116 จากทั้งหมด 182 ประเทศ ได้ 33 คะแนน จากเต็ม 100 คะแนน อันดับลดลงจากปี 2567 ไป 1 ลำดับ โดยดัชนี CPI นี้ทำการจัดอันดับ 182 ประเทศสมาชิก ตามระดับการรับรู้การทุจริตในภาคภาครัฐ โดยใช้มาตราส่วนตั้งแต่ 0 (ทุจริตสูงมาก) ถึง 100 (ไม่พบการทุจริต)
การแก้ปัญหาทุจริตในประเทศไทย มีหลายเรื่องที่ท้าทายฝีมือการจัดการของรัฐบาลอนุทิน ที่ประกาศเดินหน้าการแก้ปัญหาคอร์รัปชั่น เป็น “วาระแห่งชาติ” ผนึกพลังกับหน่วยงานด้านการตรวจสอบทุกภาคส่วน
อาทิ สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ (ป.ป.ท.) สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.) เพื่อไปสู่เป้าหมายที่ประเทศไทยจะเข้าร่วมเป็นสมาชิกองค์การเพื่อความร่วมมือและการพัฒนาทางเศรษฐกิจ หรือ (OECD) ช่วยสร้างความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่างชาติ และขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ
ขณะที่ปัญหาทุจริตที่เกิดขึ้นขณะนี้ อย่างขบวนการร่วมกันโกงข้อสอบบรรจุข้าราชการท้องถิ่นกว่า 6,669 อัตรา ของกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น (สถ.) มีผู้เสียหายยอมจ่ายเงินเพื่อแลกกับการบรรจุในแต่ละตำแหน่ง ตั้งแต่ 3.5-9 แสนบาท มีมูลค่าความเสียหายรวมกว่า 4.5 พันล้านบาท มีพยานหลักฐาน ข้อมูล ข้อเท็จจริงคลิปเสียง พยานบุคคล เชื่อมโยงถึงพฤติการณ์ร่วมกันทุจริตดังกล่าว กระทำกันเป็นขบวนการ เกี่ยวข้องทั้ง เจ้าหน้าที่รัฐ นักการเมืองท้องถิ่น เอกชน รวมถึงกลุ่มผู้เข้าสอบ
ซึ่งมีการวิเคราะห์กันว่าการทุจริตสอบคัดเลือกข้าราชการท้องถิ่น เชื่อมโยงกับการตรวจสอบแชตไลน์หลุด “ช่วยน้ำเงินด้วย” ที่พัวพันกับการแก้ปัญหาผู้มีอิทธิพลและนอมินีในจังหวัดภูเก็ต ถึงขั้นมีคำสั่งย้ายผู้ว่าฯและรองผู้ว่าฯจังหวัดภูเก็ต จนถูกมองว่าเป็นรอยร้าวและเกิดปัญหาการเมืองภายในกระทรวงมหาดไทย (มท.) กันเองหรือไม่นั้น
ไม่เพียงเท่านี้ยังมีกรณีที่ตำรวจสอบสวนกลาง (CIB) ร่วมกับกรมการปกครองเปิดปฏิบัติการกวาดล้างกลุ่มจีนเทา ผ่านขบวนการจัดหาคนไทย (พ่อทิพย์) มาสมอ้างเป็นบิดาของเด็กที่เกิดจากพ่อแม่ชาวต่างชาติ เพื่อให้เด็กได้รับสัญชาติไทยอย่างผิดกฎหมาย สามารถขยายผลจนพบผู้ร่วมขบวนการกว่า 40 ราย ทั้งชายไทย แม่ชาวจีน และเจ้าหน้าที่รัฐที่เข้าไปเอื้อผลประโยชน์
ความร้ายแรงที่เกิดขึ้นไม่ใช่เพียงการปลอมแปลงเอกสาร แต่เป็นขบวนการสร้างนอมินีเพื่อให้ได้สิทธิความเป็นคนไทย ส่งผลกระทบอย่างร้ายแรงต่อประเทศชาติ ทั้งด้านเศรษฐกิจและอาชญากรรมที่อาจใช้เอกสารไทยเป็นเกราะกำบังทำผิดกฎหมาย เช่น ทำธุรกิจสีเทา ซื้อที่ดิน เปิดบัญชีม้า ฟอกเงิน หรือเอื้อแก๊งคอลเซ็นเตอร์ข้ามชาติ
นอกจากนี้ยังมีกรณีไฟไหม้ โรงเบียร์ ณ ลาดพร้าว ในพื้นที่เขตจตุจักร กรุงเทพฯ จนมีผู้เสียชีวิตถึง 33 ราย บาดเจ็บกว่า 70 คน เมื่อเจ้าหน้าที่ตำรวจตรวจสอบถึงสาเหตุของเพลิงไหม้ พบว่าเกี่ยวข้องกับความประมาทและการปล่อยปละละเลย ไม่ตรวจสอบการขอจดทะเบียนในฐานะร้านอาหาร แต่มีการไปดัดแปลงเป็นสถานบันเทิงในภายหลังหรือไม่
รวมทั้งการไปดัดแปลงใช้ไฟฟ้าเพิ่มในร้าน จนเกิดสภาวะการใช้ไฟที่โอเวอร์โหลด และอาจเป็นสาเหตุหนึ่งของไฟฟ้าลัดวงจร ซึ่งล้วนเกี่ยวข้องกับเจ้าหน้าที่่ว่ามีการละเว้นการปฏิบัติหน้าที่หรือไม่
แนวทางการแก้ปัญหาทุจริตคอร์รัปชั่นนอกจากรัฐบาล โดยนายกฯ ที่กำกับดูแลกลไกการตรวจสอบ จะต้องออกโรงเป็นเจ้าภาพหลักแล้ว ฝั่งของภาคเอกชน อย่าง คณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) และเครือข่าย “กกร. และเพื่อนไม่ทน” พร้อมสนับสนุนการแก้ปัญหาทุจริตคอร์รัปชั่น ผ่านกรอบการขับเคลื่อนการป้องกันและต่อต้านการทุจริตของภาคเอกชนใน 6 ยุทธศาสตร์หลัก ทั้งการสร้างจิตสำนึก การยกระดับนโยบายต่อต้านการทุจริต การบริหารความเสี่ยง การใช้เทคโนโลยี การเปิดเผยข้อมูลภาครัฐ และการคุ้มครองผู้เปิดเผยข้อมูล โดยจะเชื่อมโยงทุกประเด็นเข้าสู่การดำเนินงานร่วมกับภาครัฐ ภาคเอกชน และภาควิชาการ
ซึ่งคณะทำงานเครือข่าย กกร. และเพื่อนไม่ทน กำลังเข้าสู่ระยะของการผลักดันเชิงปฏิบัติ และจะประชุมคณะกรรมการประสานงานต่อต้านการทุจริตครั้งที่ 1 ในวันที่ 23 กรกฎาคม เพื่อกำหนดแผนการดำเนินงานในช่วงครึ่งปีหลังให้เป็นรูปธรรม
โดยจะทำงานคู่ขนานกับ คณะอนุกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชนเพื่อแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจ ที่มี “ปกรณ์ นิลประพันธ์” รองนายกรัฐมนตรี นั่งเป็นประธานคณะอนุกรรมการฯ ร่วมผลักดันการปรับปรุงกฎหมายลำดับรองที่เป็นอุปสรรคต่อการดำเนินธุรกิจเป้าหมายคือการเสนอแนวทางปรับปรุงกฎหมายและระเบียบที่เกี่ยวข้องให้แล้วเสร็จภายใน 2 เดือน เพื่อช่วยลดต้นทุนแฝง ลดการใช้ดุลพินิจ และเพิ่มความโปร่งใสในการให้บริการของภาครัฐ
ปัญหาทุจริตคอร์รัปชั่น ถือเป็นวิกฤตที่ท้าทายศรัทธา สั่นคลอนความเชื่อมั่นแทบจะทุกรัฐบาลในอดีต จะเห็นว่าปัญหาทุจริตคอร์รัปชั่น มักถูกยกเป็นเหตุผลสำคัญในการรัฐประหารรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง
ปัญหาทุจริตคอร์รัปชั่นจึงเปรียบเสมือนระเบิดเวลาของแทบทุกรัฐบาล ท้าทายฝีมือการแก้ปัญหาของนายกฯ ในฐานะผู้นำสูงสุดของฝ่ายบริหาร ที่มีอำนาจกำกับ สั่งการกลไกของหน่วยงานรัฐ รวมทั้งหน่วยงานที่รับผิดชอบการป้องกันและปราบปรามการทุจริต
หากรัฐบาลยังแก้ปัญหาทุจริตคอร์รัปชั่นของประเทศให้คลี่คลายไปในทิศทางที่ดี มีดัชนีการรับรู้การทุจริตของไทยให้มีอันดับโลกดีขึ้นได้ ก็ไม่ต่างกับการรอวันให้ระเบิดเวลาทำงาน ปัญหาทุจริตคอร์รัปชั่น จึงถือเป็น วิกฤตของรัฐบาล วิกฤตของประเทศ ที่รอให้นายกฯอนุทิน ชาญวีรกูล ถอดสลักระเบิดเวลาให้หมดไปจากประเทศ

