โรม งงอัยการสั่งไม่ฟ้อง 1 ในผู้ต้องหายิงกมลศักดิ์ เตรียมบุกสัตหีบ คุ้ยปมทำลายปืนจริงไหม
เมื่อเวลา 10.50 น. วันที่ 18 กรกฎาคม ที่ จ.นราธิวาส นายรังสิมันต์ โรม ส.ส.บัญชีรายชื่อและรองหัวหน้าพรรคประชาชน ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการ (กมธ.) การกฎหมาย การยุติธรรมและสิทธิมนุษยชน ให้สัมภาษณ์ถึงความคืบหน้าในการติดตามคดีคนร้ายลอบยิงนายกมลศักดิ์ ลีวาเมาะ ส.ส.นราธิวาส พรรคประชาชาติ ว่า ผู้ต้องหาบางคนอัยการสั่งไม่ฟ้องเป็นเรื่องที่น่าผิดหวัง ทั้งสำนวนคดีและการเร่งรีบในการวินิจฉัย ซึ่งในวันที่ 24 กรกฎาคมนี้ ตนจะลงพื้นที่อำเภอสัตหีบ จังหวัดชลบุรี เพื่อดูการทำลายปืน 39 กระบอก เพื่อดูว่ามีการทำลายจริงหรือไม่
นายรังสิมันต์กล่าวต่อว่า นอกจากนี้ ยังต้องมีการเชิญผู้ว่าราชการจังหวัดนราธิวาสไปให้ข้อมูลในการประชุมคณะกรรมการการกฎหมายฯด้วย หลังจากที่เชิญมาหลายครั้งแล้วแต่ไม่มา และในวันที่ 11-12 สิงหาคมนี้ ตนจะลงพื้นที่จังหวัดนราธิวาสอีกครั้ง เพื่อพูดคุยรายละเอียดเรื่องนี้ เพราะการลอบยิงนายกมลศักดิ์เป็นเรื่องสำคัญ ไม่ใช่แค่การลอบยิงบุคคล และ กอ.รมน.อ้างว่าไม่ใช่คดีความมั่นคง
“เรายืนยันว่าคดีนี้เป็นคดีความมั่นคง และเป็นความมั่นคงที่สำคัญเพราะไม่ใช่แค่เรื่องของนายกมลศักดิ์ หรือประชาชนที่เลือกนายกมลศักดิ์เข้ามา แต่ส่งผลต่อการคลี่คลายความขัดแย้งที่มีในพื้นที่ ซึ่งอาจทำให้ความเชื่อมั่นในรัฐหายไป คนยิงคือคนของรัฐ รถของรัฐ ปืนของรัฐ และอาจนำไปสู่การทำลายหลักฐานเพราะมีคนของรัฐไปมีส่วนรู้เห็นในเรื่องต่างๆ สิ่งเหล่านี้รับไม่ได้จะตัดตอนจบแค่ 4 คน และไม่รวมไปถึงผู้ที่สั่งการ ฉะนั้น เรื่องนี้ไม่สามารถยอมรับได้จริงๆ ไม่เช่นนั้นสังคมจะมั่นใจเชื่อถือกระบวนการยุติธรรมได้อย่างไร” นายรังสิมันต์กล่าว
นายรังสิมันต์กล่าวด้วยว่า อีกเรื่องที่ต้องตามต่อคือการเก็บข้อมูล 2 ล้านหมายเลขต่อวัน ในบริเวณพื้นที่ที่ประกาศสถานการณ์ฉุกเฉิน ซึ่งมี 15-16 อำเภอไม่ได้ประกาศใช้แต่กลับมีการขอข้อมูลทุกเที่ยงคืน หากข้อมูลเหล่านี้หลุด ผู้ปฏิบัติตำรวจทหารเคลื่อนไหวอย่างไร เขารู้ความเคลื่อนไหวทั้งหมด การปฏิบัติการลักษณะแบบนี้ไม่ต้องอยู่บนกฎหมายที่ให้อำนาจหรือ เพราะสิ่งเหล่านี้เป็นการใช้อำนาจที่เกินกว่าจะรับได้ จึงจำเป็นที่ต้องได้รับคำอธิบายและคำตอบที่เหมาะสม และต้องหาให้เจอว่าการกระทำความผิดนี้ ใครจะเป็นผู้รับผิดชอบ
นายรังสิมันต์กล่าวต่อว่า ส่วนบุคคลที่อัยการสั่งไม่ฟ้อง 1 คนจาก 7 คน ซึ่งจากพยานหลักฐานที่มีเป็นการซัดทอดจากผู้ต้องหารายอื่น แต่เรามองว่าบุคคลนี้มีความสำคัญในการเชื่อมโยงไปถึงผู้อยู่เบื้องหลังของเรื่องนี้ ถ้าจะจบแบบนี้เป็นสิ่งที่ยอมรับไม่ได้
ด้านนายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ ส.ส.บัญชีรายชื่อและหัวหน้าพรรคประชาชน ในฐานะผู้นำฝ่ายค้าน ให้สัมภาษณ์ถึงการมาเยี่ยมนายกมลศักดิ์ ลีวาเมาะ ส.ส.นราธิวาส พรรคประชาชาติ ที่บ้านเพื่อติดตามคดีและให้กำลังใจครั้งนี้ ว่า การแก้ไขปัญหาชายแดนใต้ทั้งเรื่องคุณภาพชีวิตของประชาชน ความมั่นคง เราไม่สามารถแก้ไขปัญหาชายแดนใต้ได้เลยถ้าหากเราไม่มีความเชื่อมั่นเชื่อใจของประชาชน ในส่วนของคดีนายกมลศักดิ์สังคมได้รับรู้แล้วถึงบุคคลที่เกี่ยวข้อง ในการลอบสังหารทั้งเจ้าหน้าที่รัฐ ใช้อาวุธใช้รถของรัฐ แต่ขณะเดียวกันก็ยังขาดความชัดเจน ว่าใครเป็นผู้สั่งการและมีแรงจูงใจอย่างไร
นายณัฐพงษ์กล่าวว่า คนที่เป็นผู้แทนของประชาชนในพื้นที่ยังโดนขนาดนี้ รัฐเองก็ยังไม่สามารถให้คำตอบได้แล้วประชาชนในพื้นที่จะให้ความเชื่อมั่นความเชื่อใจต่อกระบวนการของรัฐได้อย่างไร อย่างไรก็ตาม ความเคลื่อนไหวที่เกิดขึ้นในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้คือสงครามในการแย่งชิงมวลชน และเชื่อว่าคดีของนายกมลศักดิ์ยังไม่สามารถให้ความโปร่งใสกับสังคมได้ ตนมองไม่เห็นทางว่าจะทำอย่างไรให้มวลชนอยู่ข้างเรา ดังนั้นจุดเริ่มต้นของเรื่องนี้เป็นสิ่งสำคัญ
นายณัฐพงษ์กล่าวด้วยว่า ความคืบหน้าของคดีหลายอย่างพุ่งเป้าไปที่นายกรัฐมนตรีโดยตรง ไม่ว่าจะเป็นตำรวจที่ทำสำนวนคดีอ่อน ซึ่งผู้ที่กำกับสํานักงานตํารวจก็คือนายกรัฐมนตรี รวมถึงประเด็นรถก่อเหตุที่อาจจะเกี่ยวข้องกับผู้ว่าราชการจังหวัด นายกรัฐมนตรีเองก็คุมกระทรวงมหาดไทย ดังนั้นคนที่จะออกมาให้ความชัดเจนและและสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชนในพื้นที่ ก็หนีไม่พ้นคนที่ชื่อนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย นี่คือจุดเริ่มต้นส่วนเรื่องอื่นๆ กระบวนการค่อยๆ คลี่คลายมาได้
นายณัฐพงษ์กล่าวอีกว่า จากที่ได้ลงพื้นที่ครั้งนี้ คนในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้พร้อมที่จะออกมาสร้างสรรค์ดึงวัฒนธรรมต้นทุนในพื้นที่ที่มีอยู่มาทำให้เศรษฐกิจกลับมาคึกคักและเติบโต ปัตตานีและพื้นที่ภาคใต้จะไม่เติบโตไปมากกว่านี้ถ้าเราไม่เริ่มต้นแก้ไขปัญหาความขัดแย้งให้ตรงจุด รวมถึงการสนับสนุนหน่วยงานความมั่นคงในพื้นที่ให้แก้ปัญหาความสงบในพื้นที่ได้ในระยะสั้น ฝ่ายค้านที่อยู่ตรงนี้พร้อมที่จะสนับสนุนเต็มที่ แต่ก็อย่าลืมอีกด้านคือการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งให้ประชาชนเชื่อมั่นและเชื่อใจ นักลงทุนก็ต้องเห็นอนาคตในการลงทุนได้

