หน้าแรก การเมือง คลังยันบัตรคน...

คลังยันบัตรคนจน คัดกรองจนตัวจริง แต่ยื่นทบทวนสิทธิได้ ด้านปชช.ขอตรวจสอบข้อมูลอื้อ ชี้ ไม่ตรงข้อเท็จจริง

19.07.26 | 06:00 น.

คลังยันบัตรคนจน คัดกรองจนตัวจริง ยอมรับอาจมีคลาดเคลื่อน สามารถยื่นทบทวนสิทธิได้ ด้านปชช.ขอตรวจสอบข้อมูลอื้อ ชี้ ไม่ตรงข้อเท็จจริง

วันที่ 18 กรกฎาคม นายลวรณ แสงสนิท ปลัดกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า จากการเปิดลงทะเบียนโครงการสวัสดิการแห่งรัฐ รอบปี 2569 มีจำนวนผู้ลงทะเบียนเข้าร่วมโครงการทั้งหมด 18.82 ล้านราย มีผู้ที่ผ่านเกณฑ์จำนวน 9.51 ล้านราย และไม่ผ่านเกณฑ์จำนวน 9.31 ล้านราย โดยในตัวเลขผู้ผ่านเกณฑ์จำนวน 9.5 ล้านราย นั้น แบ่งเป็นผู้ได้รับสิทธิ์เดิมจากโครงการครั้งก่อนจำนวน 7.2 ล้านราย และมีกลุ่มผู้ได้รับสิทธิ์รายใหม่เข้ามาเพิ่มอีก 2.3 ล้านราย ซึ่งกระทรวงการคลังมุ่งเน้นให้ระบบคัดกรองทำงานอย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อค้นหากลุ่มประชากรที่ประสบความเดือดร้อนและยากจนที่สุดอย่างแท้จริง โดยพบว่ากลุ่มผู้ได้รับสิทธิ์รายใหม่นี้ มีระดับความยากจนและเงื่อนไขการดำรงชีวิตที่ยากลำบากกว่ากลุ่มเดิมที่ไม่ผ่านการคัดกรองอย่างแน่นอน
“ขอให้ประชาชนมั่นใจว่ากระบวนการคัดกรองในรอบนี้มีความโปร่งใส ตรวจสอบได้ และสามารถลดข้อครหาและเสียงวิพากษ์วิจารณ์ในอดีต เกี่ยวกับประเด็นการกระจายสิทธิ์ที่ไม่ทั่วถึง หรือกรณีที่ครอบครัวซึ่งไม่ได้ยากจนจริงกลับได้รับสิทธิ์กันทั้งบ้าน” นายลวรณ กล่าว
นายลวรณ กล่าวว่า สำหรับกลุ่มผู้มีรายได้น้อยที่ไม่ผ่านเกณฑ์ได้รับบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ หรือกลุ่มที่ไม่จนที่สุดนั้น ในปัจจุบันรัฐบาลมีฐานข้อมูลของประชากรกลุ่มนี้ทั้งหมดแล้ว และจะมีการจัดสรรสวัสดิการดูแลอย่างเหมาะสมตามลำดับขั้นต่อไป เช่น การประสานงานผ่านกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) และข้อมูลความจำเป็นพื้นฐาน (จปฐ.) โดยขอให้บัตรสวัสดิการแห่งรัฐเป็นเครื่องมือในการดูแลกลุ่มประชากรที่ยากจนที่สุดเป็นลำดับแรกก่อน

“วันนี้รัฐบาลเจอตัวท่านหมดแล้ว และจะจัดสวัสดิการดูแลที่เหมาะสม ลดหลั่นกันไป เช่น พม จปฐ ส่วนบัตรสวัสดิการแห่งรัฐขอให้เป็นเครื่องมือที่รัฐบาลจะดูแลกลุ่มคนที่จนที่สุดก่อน” นายลวรณ กล่าว

นายลวรณ กล่าวว่า สำหรับความแม่นยำในการคัดกรองสิทธิ์นั้น ขึ้นอยู่กับความเป็นปัจจุบันของฐานข้อมูลและการตรวจสอบความถูกต้อง (Cleansing Data) ของหน่วยงานต่างๆ ทั้งนี้ ยอมรับว่าฐานข้อมูลขนาดใหญ่ที่มีจำนวนสูงถึง 18.8 ล้านคน อาจมีความเป็นไปได้ที่จะเกิดข้อผิดพลาดคลาดเคลื่อนได้บ้าง แต่อีกมุมหนึ่งถือเป็นโอกาสดีที่ประชาชนจะได้ตรวจสอบข้อมูลของตนเอง ว่ามีการถูกนำชื่อไปแอบอ้างใช้ในทางมิชอบโดยไม่รู้ตัวหรือไม่ เช่น การนำชื่อไปจดทะเบียนบริษัท (นอมินี) การถือครองทรัพย์สินประเภทที่ดิน รถยนต์ หรือการเปิดบัญชีธนาคารซึ่งอาจถูกนำไปใช้เป็นบัญชีม้า

“หากผลการคัดกรองออกมาไม่ตรงกับความเป็นจริง ประชาชนสามารถเข้าสู่กระบวนการทบทวนสิทธิ์ได้ โดยขอให้ดำเนินการตรวจสอบและปรับปรุงข้อมูลให้เป็นปัจจุบันกับหน่วยงานที่เป็นเจ้าของข้อมูลโดยตรง ซึ่งหลังจากผ่านการตรวจสอบความถูกต้องแล้ว ทุกคนจะได้รับสิทธิ์บัตรสวัสดิการแห่งรัฐคืน และจะสามารถเริ่มใช้งานได้ตั้งแต่เดือนตุลาคมนี้เป็นต้นไป”นายลวรณ กล่าว

Advertisement

ผู้สื่อข่าวรายงาน บรรยากาศที่ธนาคารกรุงไทย สาขาเดอะมอลล์ นครราชสีมา เป็นไปอย่างคึกคัก ประชาชนจำนวนมากเดินทางมาตรวจสอบผลการพิจารณาสิทธิบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ยืนยันตัวตน และยื่นอุทธรณ์ หลังจากหลายรายไม่ผ่านเกณฑ์คุณสมบัติ โดยผู้ที่ถูกตัดสิทธิ ต่างสะท้อนเสียงเดียวกันว่า อยากให้ภาครัฐพิจารณาจากสภาพความเป็นอยู่ที่แท้จริง มากกว่าการอ้างอิงข้อมูลในระบบเพียงอย่างเดียว

นางสุนีย์ หลาบกลาง อายุ 58 ปี ชาวอำเภอเมืองนครราชสีมา เปิดเผยว่า ตนไม่ผ่านเกณฑ์ เนื่องจากระบบระบุว่า มีรถจักรยานยนต์เก่า 1 คัน และมีเงินฝากในบัญชีกว่า 100,000 บาท ทั้งที่เงินจำนวนดังกล่าวเป็นเงินเก็บสะสมจากการทำงานทั้งชีวิต ตั้งใจเก็บไว้ใช้ยามเจ็บป่วยและเป็นค่าใช้จ่ายในช่วงบั้นปลาย รวมถึง เตรียมไว้สำหรับงานศพของตนเอง เพื่อไม่ให้เป็นภาระของลูกหลาน ปัจจุบันไม่มีงานประจำ ไม่มีรายได้ และยังต้องเช่าบ้านพักอาศัย ไม่มีที่ดินเป็นของตนเอง จึงตั้งข้อสังเกตว่า หลักเกณฑ์ในปัจจุบันอาจไม่สะท้อนความเดือดร้อนของผู้มีรายได้น้อยอย่างแท้จริง เพราะมีเงินเก็บเพียงเล็กน้อยหรือมีรถจักรยานยนต์เก่า ก็ทำให้อาจหมดสิทธิได้รับความช่วยเหลือจากรัฐ

นางวลัยรัตน์ คดเกี้ยว อายุ 48 ปี ชาวอำเภอปักธงชัย จังหวัดนครราชสีมา กล่าวว่า เดินทางมายื่นอุทธรณ์ฯ หลังถูกตัดสิทธิ เนื่องจากระบบตรวจพบว่า มีฉลากออมสินและฉลาก ธ.ก.ส. ซึ่งซื้อเก็บไว้นานกว่า 20 ปี จนแทบลืมว่ามีอยู่ โดยเห็นว่า การนำข้อมูลทรัพย์สินในอดีตมาใช้พิจารณา ทำให้ประชาชนเสียสิทธิ