หน้าแรก การเมือง อนุทิน ถก 4 บ...

อนุทิน ถก 4 บิ๊กคอร์ปจีน ลงทุนไทย 7 หมื่นล. เอกนิติชี้จีนคลื่นลงทุนลูกใหม่ เทียบชั้นยุคโชติช่วงชัชวาล

20.07.26 | 05:53 น.

อนุทิน ถก 4 บิ๊กคอร์ปจีน ลงทุนไทย 7 หมื่นล. เอกนิติชี้จีนคลื่นลงทุนลูกใหม่ เทียบชั้นยุคโชติช่วงชัชวาล

เมื่อวันที่ 19 กรกฎาคม (ตามเวลาท้องถิ่น สาธารณะรัฐประชาชนจีน เร็วกว่าประเทศไทย 1 ชั่วโมง ) นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและ รมว.มหาดไทย ให้สัมภาษณ์ระหว่างเดินทางจากนครเฉิงตู มายังกรุงปักกิ่ง ถึงความสำเร็จในการนำคณะทีมไทยแลนด์ หารือกับผู้บริหารบริษัทเทคโนโลยี รายใหญ่ในประเทศจีน 4 บริษัทเมื่อวันที่ 18 ก.ค.ที่ผ่านมาว่า กลุ่มนักลงทุนจีน โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูงมีความมั่นใจอย่างยิ่งในการเลือกประเทศไทยเป็นฐานการผลิตสินค้าเป้าหมายและพัฒนานวัตกรรมใหม่ๆ ในการพบหารือกับผู้บริหารระดับสูงของบริษัทชั้นนำ4 แห่ง ได้รับการยืนยันว่ามีแผนการลงทุนในประเทศไทย มูลค่ารวมกว่า 70,000 ล้านบาทภายในปีนี้ มุ่งเน้นอุตสาหกรรมต้องใช้ความแม่นยำและเทคโนโลยีขั้นสูง (Precision Technology) เช่น อุปกรณ์รับส่งสัญญาณทางแสง (optical transceiver) เพื่อรองรับธุรกิจ Data Center, เซมิคอนดักเตอร์ (Semiconductor) และไมโครชิปสำหรับการสื่อสารความเร็วสูง รวมถึงการขยายกำลังการผลิตในกลุ่มยานยนต์ไฟฟ้า (EV) อย่างต่อเนื่อง

นายอนุทินกล่าวว่า การลงทุนมหาศาลครั้งนี้ คาดว่าจะทำให้เกิดการจ้างงานคนไทยเพิ่มขึ้นอีกหลายหมื่นคน รัฐบาลให้ความสำคัญกับการยกระดับทักษะ แรงงานไทยจะได้รับการถ่ายทอดองค์ความรู้และเทคโนโลยีสมัยใหม่จากบริษัทชั้นนำเหล่านี้โดยตรง เพื่อเพิ่มมูลค่าให้กับภาคอุตสาหกรรมไทยในระยะยาว สาเหตุสำคัญที่นักลงทุนจีน เลือกไทยเป็นลำดับต้นเนื่องจากเชื่อมั่นในโครงสร้างพื้นฐาน ระบบขนส่งและสาธารณูปโภค เอื้อต่อการเป็นฐานการผลิตชิ้นส่วนต่างๆ นอกประเทศจีน เพื่อรับมือกับความท้าทายทางภูมิรัฐศาสตร์

ผู้สื่อข่าวถามว่า รัฐบาลจะให้การสนับสนุนสานต่ออย่างไร นายกฯกล่าวว่า รัฐบาลได้ให้ความมั่นใจ ปัจจุบันมีนโยบาย Thailand FastPassของบีโอไอ จะเป็นจุดบริการเบ็ดเสร็จ (One-stop Service) เพื่อเร่งรัดกระบวนการอนุมัติและอนุญาตให้รวดเร็วขึ้น นักลงทุนชื่นชมในความสะดวกและโปร่งใส โดยเฉพาะการไม่มีปัญหาเรื่องการเรียกรับผลประโยชน์ หรือค่าน้ำร้อนน้ำชาเหมือนในอดีต รวมถึงไม่ต้องติดต่อหลายหน่วยงานให้ยุ่งยาก เพราะบีโอไอจะเป็นผู้ประสานงานและขจัดอุปสรรคทั้งหมดให้เพียงจุดเดียว

เมื่อถามว่านักธุรกิจไทยมาลงทุนในจีน มีข้อเสนอฝากนายกฯไปหารือกับนายกฯจีนวันที่ 20 ก.ค.นี้ หรือไม่ นายอนุทินกล่าวว่า ธุรกิจไทยส่วนใหญ่มาประกอบกิจการในจีน อยู่ในกลุ่มอุตสาหกรรมเกษตร อาหาร โรงไฟฟ้า และธุรกิจบริการ เช่น เครือโรงแรม จากการพบปะกับผู้บริหารและเจ้าของกิจการหลายสิบรายเป็นเจ้าของกิจการในจีน ต่างยืนยันว่าได้รับความสะดวกในการดำเนินธุรกิจจากรัฐบาลจีนเป็นอย่างดีเช่นกัน รัฐบาลพร้อมสนับสนุนและปรับปรุงเงื่อนไขต่างๆ ให้สอดคล้องกับความต้องการของนักลงทุน เพื่อผลักดันให้ไทยเป็นศูนย์กลางการผลิตเทคโนโลยีแห่งอนาคตของภูมิภาคอย่างเต็มรูปแบบ

นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.คลัง เปิดเผยถึงความสำเร็จจากการที่นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและ รมว.มหาดไทย นำทีมประเทศไทยเดินสายโรดโชว์ดึงดูดการลงทุน ณ เมืองเฉิงตู สาธารณรัฐประชาชนจีนว่า การเปิดโต๊ะเจรจาเชิงลึกแบบตัวต่อตัวกับ 4 บริษัทยักษ์ใหญ่ระดับท็อปของจีนในกลุ่มยานยนต์ไฟฟ้า (EV) และเทคโนโลยีขั้นสูง ประสบความสำเร็จ คาดว่าจะกวาดเม็ดเงินลงทุนเข้าไทยได้สูงถึง 70,000 ล้านบาท แบ่งเป็น การต่อยอดฐานลงทุนเดิม 50,000 ล้านบาท และเตรียมอัดฉีดเม็ดเงินลงทุนใหม่อีกกว่า 20,000 ล้านบาท ปัจจัยสำคัญมาจากปัญหาความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์เปรียบเสมือนลมใต้ปีก เร่งให้กลุ่มทุนต้องย้ายฐานการผลิตออกจากจีนมายังอาเซียน โดยมีไทยเป็นเป้าหมายอันดับต้นๆ นอกจากนี้วันนี้ (19 ก.ค.) บีโอไอยังจัดกิจกรรมจับคู่ธุรกิจ (Business Matching) ให้กับนักธุรกิจไทยเดินทางมาร่วมเปิดสำนักงานบีโอไอที่เฉิงตู เพื่อให้นักธุรกิจไทยและจีนได้หารือความร่วมมือทางธุรกิจ จะทำให้เกิดการลงทุนเพิ่มขึ้นอีกจำนวนมาก

Advertisement

“ปรากฏการณ์ดังกล่าวถือเป็นคลื่นการลงทุนลูกใหม่ สามารถเทียบชั้นได้กับยุคทศวรรษ 1980 กลุ่มทุนญี่ปุ่นแห่เข้ามาตั้งฐานการผลิตในพื้นที่อีสเทิร์นซีบอร์ดจนเกิดเป็นยุคโชติช่วงชัชวาล แต่ในรอบนี้คือการเปลี่ยนผ่านเข้าสู่อุตสาหกรรมแห่งอนาคต ทั้งเทคโนโลยี เอไอ ยานยนต์ไฟฟ้า และหุ่นยนต์อัจฉริยะ สอดคล้องกับรายงานของกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ประเมินว่าประเทศไทยกำลังผงาดเป็นดาวรุ่งด้านเทคโนโลยีระดับโลก” นายเอกนิติกล่าว

นายเอกนิติกล่าวว่า สำหรับความคืบหน้าการเจรจากับ 4 บิ๊กคอร์ปของจีน นำโดย บริษัท ฉางอาน ออโตโมบิล ค่ายรถอีวีระดับท็อปเทียร์ของจีน ฟันธงเลือกไทยเป็นฐานการผลิตรถยนต์พวงมาลัยขวาแห่งแรกนอกประเทศ ตั้งโรงงานที่จังหวัดระยอง เป็นฮับ (ศูนย์กลาง) ส่งออกไปยังกลุ่มประเทศไทยมีความตกลงการค้าเสรี (FTA) เตรียมขยายกำลังการผลิตเพิ่มขึ้นเท่าตัวเป็น 200,000 คันต่อปี ดึงผู้ประกอบการเอสเอ็มอีไทยเข้าสู่ซัพพลายเชนได้แล้ว 40 ราย ขณะที่กลุ่มนวัตกรรมประมวลผลข้อมูลเอไออย่าง บริษัท อินโนไลท์ เทคโนโลยี (InnoLight Technology) เบอร์ 1 ของโลกด้านอุปกรณ์ส่งข้อมูลทางแสง เตรียมขยายฐานการผลิตในไทย สร้างการจ้างงานกว่า 20,000 อัตรา พร้อมผนึกกำลังกับมหาวิทยาลัยชั้นนำของไทย ร่วมวิจัยและพัฒนากับวิศวกรไทยกว่า 1,500 คน นอกจากนี้ บริษัทยักษ์ใหญ่อันดับ 2 ของโลกในอุตสาหกรรมเดียวกันอย่าง บริษัท อีออปตอลิงก์ เทคโนโลยี (Eoptolink Technology) ก็เดินหน้าเปิดโรงงานแห่งแรกที่จังหวัดระยอง และกำลังขยายโรงงานแห่งที่ 2 อย่างต่อเนื่อง รวมถึง บริษัท เสียวหมี่ คอร์ปอเรชัน บริษัทเทคโนโลยียักษ์ใหญ่ ครองส่วนแบ่งตลาดสมาร์ทโฟนอันดับ 3 ในไทย รัฐบาลได้เจรจาดึงดูดให้เข้ามาใช้ไทยเป็นฐานการผลิตเครื่องใช้ไฟฟ้าอัจฉริยะ (IoT) ชูจุดแข็งด้านความพร้อมของซัพพลายเชนกลุ่มสมาร์ทอิเล็กทรอนิกส์ของไทย