หน้าแรก การเมือง ลิซ่า ตะลึง ข...

ลิซ่า ตะลึง ขรก. มท. แค่ 5 คนถูกสอบโกงท้องถิ่น จี้ ‘อนุทิน’ สอบเส้นเงิน สงสัยทำไมนั่งควบกลายเป็นอุปสรรค

20.07.26 | 13:10 น.

ปชน. เปิดวงเสวนาถกทางออก “เกิด แก่ เจ็บ โกง” ชูแก้ทุจริต ‘ลิซ่า’ จี้ อนุทิน 1 โทรหา อนุทิน 2 สั่งตรวจเส้นเงินทุจริตสอบท้องถิ่น กังขาอุ้มลาสบอสพ้นผิด ด้าน ‘วิสุทธิ์’ เผยจ่อดันพ.ร.บ.จัดซื้อจัดจ้าง 3.0″ ขณะ ‘เพียงพนอ’ ชง 3 ข้อสร้างรัฐบาลโปร่งใส จี้ กิโยตินกฎหมาย ไร้ผลประโยชน์ทับซ้อน

เมื่อวันที่ 20 กรกฎาคม ที่โรงแรมโนโวเทล กรุงเทพฯ สุขุมวิท 20 โครงการผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร พบประชาชน ประจำปีงบประมาณ 2569 จัดฟอรัมผู้นำฝ่ายค้าน “เกิด  แก่ เจ็บ โกง คนไทยจะออกจากวงจรนี้อย่างไร”

จากนั้นเวลา 11.00 น. ช่วงที่ 2 วงเสวนา “เราจะออกจากวงจรนี้อย่างไร” น.ส.ภคมน หนุนอนันต์ ส.ส.บัญชีรายชื่อ และโฆษกพรรคประชาชน กล่าวถึงการรื้อระบบจัดสอบ โดยได้สะท้อนปัญหาและนำเสนอ ว่า การทุจริตสอบข้าราชการ ล่าสุดถ้าเปรียบเหมือนหนังน่าติดตามมาก เพราะไม่รู้ตอนจบสุดท้ายจะได้เห็นผู้ร้ายตัวจริงหรือไม่ แต่ระหว่างทางผู้กำกับพยายามตีวงให้แคบกลัวไปถึงลาสบอสตัวสำคัญ ซึ่งจะเป็นประเด็นที่ล้มรัฐบาลได้

น.ส.ภคมน กล่าวต่อว่า การทุจริตสอบข้าราชการท้องถิ่น มีเสียงสะท้อนจากคนในพื้นที่ว่าเรื่องนี้มีทุกปี พร้อมบอกว่ามีคนสอบหลายครั้งมากๆ แล้วไม่เคยได้มาก่อน อยู่มาวันหนึ่งมีคนบอกว่าถ้าอยากได้ให้จ่ายมาเท่านี้แล้วปีนั้นสอบได้ และที่ยอมจ่ายคือเป็นการซื้อเก้าอี้ตัวเองเพื่อไม่ให้แก้ไขคำตอบหรือขยับคนที่จ่ายมากกว่า ซื้อไว้เพื่อความมั่นใจ ซึ่งคนที่เขาไปจ่ายเป็นนักการเมืองในท้องถิ่น มีอิทธิพล มีความน่าเชื่อถือเรื่องนี้ตาสีตาสาธรรมดาทำไม่ได้

น.ส.ภคมน กล่าวอีกว่า เรื่องนี้สะท้อนทั้งระบบอุปถัมภ์ในพื้นที่ต่างจังหวัด สะท้อนการถูกกดทับของคนที่ไม่มีสิทธิ์มีเสียง สะท้อนอิทธิพลในต่างจังหวัดว่าใหญ่จริงๆ และทำกันมานาน เชื่อว่าเงินจะจัดการได้ทุกอย่าง ส่วนจะออกจากวงจรนี้อย่างไรนั้น สิ่งที่เราปฏิเสธไม่ได้เลยคือเป็นเรื่องการเมือง จะเป็นไปได้อย่างไรที่ข้าราชการในกระทรวงมหาดไทยแค่ 5 คนเท่านั้นที่ถูกสอบวินัยร้ายแรง วันนี้มีผู้ถูกสร้างข้อกล่าวหาดำเนินคดีแค่ 3 คนเท่านั้น ไม่มีการแจ้งใครเพิ่มเติม และยิ่งไปกว่านั้นคือ ยังไม่มีหน่วยงานไหนทำหนังสือขอให้ตรวจเส้นเงิน ซึ่งก็ต้องถามว่ามีเหตุผลอะไรถึงไม่ตรวจเส้นเงิน

“เรียนท่านมท.1 ที่ชื่อท่านอนุทิน ชาญวีรกูล ช่วยทำหนังสือไปหานายกรัฐมนตรีชื่อท่านอนุทิน ชาญวีรกูล แจ้งไปยัง ปปง. ให้สอบเส้นเงินหน่อย อันนี้ไม่น่ามีอุปสรรค อนุทิน 1 โทรหาอนุทิน 2 ให้หน่อย วันนี้กลายเป็นว่ามท. 1 กับนายกรัฐมนตรีเป็นคนๆ เดียวกันแต่อุปสรรคดูมากกว่าสิ่งอื่นๆ ด้วยซ้ำ ดิฉันคิดว่าวันนี้พี่น้องประชาชนเห็นเจตนาพอที่จะทายออกแล้วว่าตอนสุดท้ายของหนังเรื่องนี้จะจบแบบไหน” น.ส.ภคมน กล่าว

Advertisement

น.ส.ภคมน กล่าวต่อว่า อยากให้ประชาชนลองลิสต์ไว้ว่าเรื่องไหนสำเร็จเราบ้าง ผ่านไป 3 เดือนของรัฐบาลนายอนุทินมีอะไรที่สำเร็จแล้วหรือไม่ ความเลวร้ายที่สุดคือประชาชนเชื่อไปแล้วว่า ตอนจบจะไม่สามารถตามหาตัวละครสำคัญของเรื่องนี้ได้ มันสะท้อนถึงความไม่เชื่อมั่นของรัฐบาล สะท้อนถึงการฝังรากลึกระบบใช้เงินเมื่อไหร่ก็รอด

ลิซ่า

ขณะที่ นายวิสุทธิ์ ตันตินันทน์ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน กล่าวถึงการแก้ทุจริตโดยถูกระเบียบด้วยพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) จัดซื้อจัดจ้าง 3.0 โดยระบุถึงปัญหาในโครงการผู้รับเหมาชั้นพิเศษ ซึ่งเป็นการสร้างกฎระเบียบที่เอื้อให้เกิดการฮั้ว และส่วนใหญ่เป็นลักษณะรัฐจ้างรัฐโดยไม่ต้องแข่งขัน บางส่วนใช้วิธีการจัดซื้อจัดจ้างแบบเฉพาะเจาะจงในโครงการที่ต่ำกว่า 5 แสนบาท ทั้งยังมีกรณีบัญชีนวัตกรรม ที่กำหนดให้หน่วยงานรัฐจัดซื้อจัดจ้างพัสดุโดยใช้เงินงบประมาณไม่น้อยกว่าร้อยละ 30 ผ่านผู้รับเหมาไม่กี่เจ้า

นายวิสุทธิ์ กล่าวต่อว่า ดังนั้น พรรคประชาชนจะเสนอ พ.ร.บ.จัดซื้อจัดจ้าง 3.0 ซึ่งไม่ใช่การรื้อปะผุ แต่เป็นการรื้อระบบจัดซื้อจัดจ้างให้เป็นไปตามมาตรฐานสากล เสริมการแข่งขัน และสร้างความโปร่งใสทั้งระบบ ไม่ให้เกิดการล็อกสเปก

ด้าน น.ส.เพียงพนอ บุญกล่ำ ที่ปรึกษาผู้นำฝ่ายค้านกล่าวถึงการกิโยตินกฎหมายและรัฐบาลโปร่งใส ว่า ข้อ 1.เจตจำนงทางการเมืองต้องแน่วแน่ นายกรัฐมนตรี ต้องเอาจริงและต้องเป็นประธานเอง มีการกำหนดเป็น KPI ของรัฐมนตรีและผู้บริหารหน่วยงาน และยกระดับนำองค์กรวิชาชีพ เข้ามามีบทบาทในการรับรอง 2.Open Government คือมีฐานข้อมูลของรัฐที่เชื่อถือได้เป็นฐานเดียวกัน มีคู่มือที่ประชาชนสามารถเข้าใจง่าย และประชาชนตรวจสอบได้จริง สามารถเปิดเผยคำชี้แจงได้ และ 3.บังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจังและเป็นธรรม ไม่มีผลประโยชน์ทับซ้อน ทั้งหมดนี้ก็จะทำให้ประเทศไทยโปร่งใส

นายกษิเดช แดงเดช ทีมนโยบาย พรรคประชาชน กล่าวเสริมว่า นอกจากการแก้กฎหมายแล้วอยากเสนอให้มีโปรแกรมแฉโกง ปลอดภัย ได้เงิน หากรัฐมีกลไกให้ผู้มีส่วนร่วมการกระทำความผิดเพื่อขอลดโทษหรือกันไว้เป็นพยาน หรือให้ผู้ที่ไม่ไม่มีส่วนเกี่ยวสามารถแจ้งความผิดนั้นได้ โดยปลอดภัย และให้เงินรางวัล ดังนั้น การใช้คนโกงมาแฉกันเองก็จะเป็นเครื่องมือของรัฐในการสืบหาต้นตอการโกง ดังนั้นสิ่งที่เราต้องทำคือการแก้กฎหมาย

นายวีระยุทธ กาญจน์ชูฉัตร ส.ส.บัญชีรายชื่อและรองหัวหน้าพรรคประชาชน กล่าวถึงการแก้ปัญหาคอร์รัปชันในไทยว่า ต้องกรองตั้งแต่ขั้นต้นเช่น การสอบข้าราชการ ถ้าไม่แก้เรื่องการใช้เงินก็แก้ปัญหาไม่ได้ รวมถึงการแก้กฎหมายและปัจจัยทางการเมืองอย่างมีระบบอุปถัมภ์ที่มีรากเป็นเครือข่ายการเมืองท้องถิ่น ปัจจุบันเครือข่ายอุปภัมภ์ไม่ใช่แบบดั้งเดิม แต่ข้ามเครือข่ายจังหวัดได้แล้ว ตอนนี้เครือข่ายการเมืองที่เข้มแข็ง เพราะดูแลกันระยะยาวตั้งแต่เกิดจนตาย

นายวีระยุทธ กล่าวอีกว่า ระบอบสีน้ำเงินเก่งในการใช้กระทรวงที่กระจายไปสู่การครองอำนาจของโหวตเตอร์ นำเครือข่ายชุมชนมาผูกพันกับเครือข่ายของรัฐ มีการจ่ายเงินเดือนประจำมีการเช็ครายชื่อหัว แต่โจทย์สำคัญที่จะสู้กับระบอบการเมืองอุปถัมภ์นี้คือการ ทำรัฐสมัยใหม่ให้คน สัมพันธ์กับรัฐแบบตรงไปตรงมา ไม่จำเป็นต้องผ่านหัวคะแนนหรือตัวกลาง เพราะสุดท้ายระบบนี้ไม่ยั่งยืน ยิ่งลดคุณค่าศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ และทำให้ทรัพยากรไปไม่ถึงเพราะหักกินหัวคิวอยู่ตลอด ดังนั้น จะทำอย่างไรให้ความสัมพันธ์ของคนขึ้นตรงกับรัฐ อย่างตรงไปตรงมามากที่สุด