รัฐบาล พร้อมส่งรายงานสถานการณ์สิทธิมนุษยชน UPR ยก ผลงานปฏิรูปกฎหมาย-ขยายโอกาสปชช.ตามหลักมาตรฐานสากล
เมื่อวันที่ 21 กรกฎาคม ที่ทำเนียบรัฐบาล นางสาวรัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า คณะรัฐมนตรี เห็นชอบ (ร่าง) รายงานทบทวนสถานการณ์สิทธิมนุษยชนของประเทศไทย รอบที่ 4 ภายใต้กลไก Universal Periodic Review (UPR) ของคณะมนตรีสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ ที่จัดทำขึ้นจากกระบวนการรับฟังความคิดเห็นทั้งในกรุงเทพฯ และภูมิภาคต่าง ๆ รวม 8 ครั้ง สะท้อนการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ ภาคประชาสังคม และภาควิชาการ โดยรายงานดังกล่าวจะส่งให้กับสำนักงานข้าหลวงใหญ่เพื่อสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ภายในวันที่ 3 สิงหาคมนี้ และนำเสนอต่อคณะทำงาน UPR ของสหประชาชาติในเดือนพฤศจิกายนนี้ต่อไป
นางสาวรัชดา กล่าวว่า ในด้านกฎหมายและนโยบาย เช่น รัฐธรรมนูญรับรองสิทธิมนุษยชนและจัดให้มีกลไกกำกับดูแลและเยียวยาประชาชนผ่านสถาบันอิสระและกระบวนการยุติธรรม ไทยได้มีพัฒนาการสำคัญด้านกฎหมาย โดยปรับแก้และตรากฎหมายสำคัญ เช่น พ.ร.บ.คุ้มครองและส่งเสริมวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์ พ.ศ.2568 กฎหมายสมรสเท่าเทียม พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการทรมานและการบังคับบุคคลให้สูญหาย และพ.ร.บ. คุ้มครองแรงงาน ฉบับที่ 9 พ.ศ. 2568 ให้ลาคลอดเพิ่มเป็น 120 วัน คู่สมรสลาช่วยคลอดได้เป็นครั้งแรก และเพิ่มสิทธิลาดูแลบุตรป่วย รวมถึงการเร่งผลักดันร่างกฎหมายด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและการขจัดการเลือกปฏิบัติ , ด้านสุขภาพและการศึกษา เช่น การยกระดับระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า “30 บาทรักษาทุกที่” ขยายสิทธิ HINT ให้แรงงานข้ามชาติ นโยบายเรียนได้ทุกที่ทุกเวลา (Anywhere Anytime) และนโยบาย OBEC Zero Dropout พาเด็กกลับสู่ระบบการศึกษากว่า 18,000 คน ส่วนด้านกลุ่มเปราะบาง เช่น เร่งแก้ไขปัญหาคนไร้รัฐไร้สัญชาติ โดยให้สัญชาติ สถานะแล้วกว่า 121,471 คน พร้อมขยายเวลาโครงการต่อถึงปี 2570 และดูแลผู้หนีภัยจากเมียนมาให้เข้าถึงการทำงานและบัตรประจำตัว ,ด้านการค้ามนุษย์และอาชญากรรมออนไลน์ เช่น จัดตั้งศูนย์ ACSC และระบบ SHIELD ช่วยเหลือผู้เสียหายจากขบวนการ Scam Center ไปแล้วกว่า 13,500 คน ,ด้านสิทธิพลเมืองและกระบวนการยุติธรรม เช่น พัฒนากลไกคุ้มครองสิทธิ อาทิ กฎหมายป้องกัน SLAPP และการเยียวยาผู้เสียหายในคดีอาญา
นางสาวรัชดา กล่าวว่า รัฐบาลยึดหลักไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง ในการขับเคลื่อนนโยบายด้านสิทธิมนุษยชนควบคู่กับเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDGs) พร้อมยอมรับว่ายังมีความท้าทายที่ต้องเดินหน้าแก้ไขต่อเนื่อง โดยเฉพาะการคุ้มครองแรงงานนอกระบบ ความรุนแรงต่อสตรีและเด็ก และการสร้างสมดุลระหว่างเสรีภาพการแสดงออกกับการบังคับใช้กฎหมาย

