สีหศักดิ์ ยัน กัมพูชาปิดประตูเจรจาเอง หลังดึงไทยเข้าอันครอส ขณะที่ฝ่ายไทย ย้ำ ต้องการเดินหน้าคุยทวิภาคี เขตแดนทะเล-บก พร้อมแจง ตั้ง กรรมการ เจบีซีชุดแล้ว เป็นเรื่องภายใน ไม่ได้ส่งสัญญาณ เปิดโต๊ะเจรจา รอไร้เหตุยั่วยุชายแดนก่อน
เมื่อวันที่ 22 กรกฎาคม ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เวลา 21.30 น. วันที่ 21 กรกฎาคม ตามเวลาท้องถิ่น ณ กรุงมะนิลา สาธารณรัฐฟิลิปปินส์ ซึ่งเร็วกว่าประเทศไทย 1 ชั่วโมง นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ เปิดเผยถึง การเข้าร่วมประชุมสุดยอดอาเซียน ระดับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ที่ประชุมยังได้ติดตามสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา ยืนยันว่า ไทยยังยึดผลการหารือของผู้นำทั้งสองประเทศ ในระหว่างการประชุม ที่เมืองเซบู ประเทศฟิลิปปินส์ ว่าทั้งสองประเทศจะพูดคุยทวิภาคี และจะต้องสร้างความไว้เนื้อเชื่อใจต่อกัน แล้วค่อยหาทางฟื้นฟูความสัมพันธ์ ดังนั้นจะกลับเข้าสู่เขตแดนทางทะเล ที่ไทยเคยเสนอว่า ทั้งสองฝ่ายควรพูดคุยกัน ก่อนจะเข้าสู่กลไกต่างๆ เพราะหากเริ่มคุยเรื่องเขตแดนทางทะเล ก็อาจพูดคุยเรื่องที่เกี่ยวข้องกับเขตแดนทางบกด้วยในระดับหนึ่ง เช่นการเตรียมการในระดับเทคนิค แต่ในเมื่อกัมพูชาปิดประตูการพูดคุย แล้วไปสู่การประนอมภาคบังคับ ซึ่งไทยไม่ได้มีปัญหา แต่ตั้งข้อสังเกตว่าทำไมกัมพูชาไม่ยอมคุยกับไทยก่อน
“ขอยืนยันว่าไทยไม่ได้ปิดประตูการเจรจา แต่ฝ่ายกัมพูชานั่นแหละ เป็นคนปิดประตู” นายสีหศักดิ์กล่าว
สำหรับเรื่องเขตแดนทางทะเล ไทยย้ำมาตลอดว่าต้องการมีการเจรจา ภายใต้ MOU 2544 แต่ที่ผ่านมายังไม่มีความคืบหน้า ดังนั้น เจตนาของฝ่ายไทยคือต้องการให้มีการเจรจา ภายใต้กติกาที่ทั้งสองฝ่ายเคารพร่วมกัน เพราะตอนที่ทำ MOU 2544 กัมพูชา ยังไม่เป็นเข้าเป็นภาคี ในอนุสัญญา อันครอส และในเมื่อตอนนี้ กัมพูชา เข้ามาเป็นภาคีแล้ว เราต่างเคารพในกฎหมายระหว่างประเทศ แล้วทำไมไม่ลองเจรจากัน
นายสีหศักดิ์ย้ำว่า ถ้ามีการเจรจาเขตแดนทางทะเล ก็อาจมีการเจรจาทางบกและชายแดน ในระดับหนึ่งได้ แต่เมื่อไทยเสนอไปแล้ว กัมพูชาไม่ตอบสนอง ต้องการไปสู่กระบวนการประนอมภาคบังคับ ทั้งที่ยังมีประนอมแบบสมัครใจอยู่ด้วย จึงถือว่า ฝ่ายกัมพูชาเป็นผู้ตัดสินใจไม่เลือกเส้นทางนี้ ซึ่งก็คือ “การปิดประตูการเจรจา เรื่องเขตแดนทางบก”
เมื่อถามถึงกรณีที่กระทรวงการต่างประเทศกัมพูชาออกแถลงการณ์ วันที่ 20 กรกฎาคมที่ผ่านมา ยืนยันว่า ทั้งสองประเทศ ควรมีการเจรจาเรื่องเขตแดนทางบก ไม่ควรนำกระบวนการตามอนุสัญญาอันครอส มาเกี่ยวข้องนั้น นายสีหศักดิ์ระบุว่า กระบวนการภายใต้อนุสัญญาอันครอส ยังมีช่องทางให้พูดคุยกันได้ ก่อนจะนำไปสู่กลไกอื่นๆ กัมพูชา ขอให้ไทยเปิดให้มีการประชุมคณะกรรมาธิการเขตแดนร่วม (เจบีซี) ไทย-กัมพูชา แต่กัมพูชากลับไม่ยอมให้มีการพูดคุย ในช่องทางภายใต้กระบวนการอันครอส ถือเป็นท่าทีที่ขัดแย้งกันเองของกัมพูชา พร้อมย้ำว่า ท่าทีของฝ่ายไทย ต้องการให้มีการพูดคุยทวิภาคี ทั้ง เขตแดนทางบก และทางทะเล โดยในขณะนี้ คณะรัฐมนตรีเห็นชอบ ประธานและกรรมการเจบีซีชุดใหม่แล้ว ซึ่งเป็นเรื่องทางเทคนิคภายในของไทย ไม่ได้หมายความว่าไทยจะเริ่มการเจรจากับกัมพูชา ย้ำว่าประเด็นนี้เป็นคนละส่วนกัน
เมื่อถามว่า ฝ่ายกัมพูชาเรียกร้องให้มีการเจรจาทางบก แต่ยังมีความวุ่นวายเกิดขึ้นตามแนวชายแดนอย่างต่อเนื่อง จนทำให้คนไทยกังวลนั้น นายสีหศักดิ์กล่าวว่า การประชุมเจบีซี เป็นเรื่องการปักปันเขตแดน แต่สถานการณ์ชายแดน เป็นมากกว่าการปักปันเขตแดน เพราะเป็นเรื่องของเหตุการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้น ดังนั้น ก่อนมีการประชุมเพื่อปักปันเขตแดน จะต้องมีมาตรการที่ทำให้ฝ่ายไทยมีความมั่นใจ หรือมีความร่วมมือกันทั้งสองฝ่าย เช่น การเก็บกู้ทุ่นระเบิด ร่วมกันแก้ปัญหาสแกมเมอร์ ซึ่งสิ่งเหล่านี้อยู่ในแถลงการณ์ร่วมไทย-กัมพูชา ที่มาเลเซีย
“เรื่องของคณะเจบีซี เป็นเรื่องทางเทคนิค ปักปันเขตแดน แต่สถานการณ์ที่เราเผชิญอยู่ ไม่ใช่เรื่องทางเทคนิค แต่เป็นเรื่องความมั่นคงชายแดน จะทำอย่างไรให้ชายแดนของเรามีความมั่นคง มีความไว้เนื้อเชื่อใจระหว่างกัน ซึ่งถ้ามีอย่างนั้นได้แล้ว การทำงานเรื่องปักปันเขตแดนก็จะมีความคืบหน้าได้ แต่ถ้ายังไม่สามารถแก้ไขปัญหาต่างๆ ได้ เช่น เรื่องทุ่นระเบิด หรือขบวนการสแกมเมอร์หรือไม่สามารถสร้างความไว้เนื้อเชื่อใจได้ ยังมีการยั่วยุกันอยู่ การเจรจา เจบีซี ที่เป็นเรื่องเทคนิค ก็จะคืบหน้าได้ยาก” นายสีหศักดิ์กล่าว พร้อมย้ำว่า การประชุมเจบีซี ไม่ได้แก้ปัญหาความมั่นคงชายแดน
นอกจากนี้ ยังมีการหารือถึงสถานการณ์นอกภูมิภาค และการแข่งขันทางด้านภูมิรัฐศาสตร์ ซึ่งอาเซียนต้องยึดมั่น ระเบียบภูมิภาค ที่เน้นกติกา ซึ่งกติกาของอาเซียนมีอยู่แล้ว นั่นคือ สนธิสัญญามิตรภาพและความร่วมมือในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ นอกจากมีประเทศในอาเซียนเป็นภาคีอยู่แล้ว ยังมีประเทศนอกภูมิภาค เป็นคู่เจรจา ถือเป็นกติกาที่อาเซียนยึดถือร่วมกัน เพื่อส่งเสริมความมั่นคง และสันติภาพในภูมิภาค รวมทั้ง เรื่องของอินโดแปซิฟิก ซึ่งอาเซียนก็มีแนวทางที่เปิดกว้าง และมีเสรีภาพ
ขณะเดียวกัน สถานการณ์โลกโดยรวมมีความปั่นป่วน ดังนั้น อาเซียนจะมองแค่ภูมิภาคของเราอย่างเดียวไม่ได้ ต้องมองไปไกลกว่านั้น แม้อาเซียนจะไม่ใช่ผู้เล่นหลัก แต่ต้องแสดงความห่วงใย และแสดงท่าทีให้ทุกฝ่าย มุ่งหน้าสู่การเจรจา โดยขณะนี้ มีความกังวลว่า แม้จะมีข้อตกลงหยุดยิง แต่ดูเหมือนจะกลับมาสู้รบกันอีกครั้ง ซึ่งส่งผลกับทุกประเทศ ดังนั้นอาเซียนจะอยู่เฉยกับเรื่องนี้ไม่ได้อีกแล้ว ก็ต้องแสดงท่าทีด้านความมั่นคง ที่ไม่ได้จำกัดแค่ภูมิภาคของเรา โดยเฉพาะสถานการณ์ในตะวันออกกลางที่ทุกประเทศเป็นห่วง

