หน้าแรก การเมือง พริษฐ์ ชี้พฤต...

พริษฐ์ ชี้พฤติกรรมชัด โกงเลือกส.ว. สงสัยนายกฯไม่แจง อยู่โรงแรมจริงไหม แต่มาไล่ฟ้องคนตรวจสอบ

22.07.26 | 15:12 น.

‘พริษฐ์’ บี้ ‘กกต.-ดีเอสไอ’ ใช้มาตรฐานเดียว สอบหมด ‘ส.ว.สีน้ำเงิน-สีส้ม’ มองพฤติกรรม ‘โกงเลือกส.ว.’ ถ้าเรียกรับผลประโยชน์-สัญญาจะให้ผิดหมด จี้ รมต.ตอบคำถาม แทนที่ฟ้อง ‘ไอลอว์’ คนเปิดโปง

เมื่อเวลา 13.50 น. วันที่ 22 กรกฎาคม ที่รัฐสภา นายพริษฐ์ วัชรสินธุ ส.ส.บัญชีรายชื่อ และรองหัวหน้าพรรคประชาชน ในฐานะประธานคณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร (วิปฝ่ายค้าน) ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีพรรคภูมิใจไทยจ่อฟ้อง นายยิ่งชีพ อัชฌานนท์ ผู้อำนวยการโครงการอินเทอร์เน็ตเพื่อกฎหมายประชาชน (iLaw) ภายหลังยื่นหลักฐานเกี่ยวกับคดีฮั้วเลือก ส.ว. โดยมีการเปิด 9 รายชื่อนักการเมืองพรรคภูมิใจไทยเมื่อวันที่ 21 กรกฎาคม ว่า ล่าสุดได้รับการยืนยันจาก นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีว่าจะมีการฟ้องนายยิ่งชีพซึ่งตนมองว่า การที่นายกรัฐมนตรีเป็นบุคคลสาธารณะ เป็นผู้มีอำนาจรัฐ เมื่อถูกตั้งคำถามแทนที่จะทำการฟ้องบุคคลนั้น ท่านควรที่จะชี้แจงข้อกล่าวหาหรือคำถามที่ทางผู้ตั้งคำถามได้ตั้งมากกว่า

นายพริษฐ์ กล่าวต่อว่า ทั้งนี้ หากเราไปฟังข้อมูลที่นายยิ่งชีพก็จะเห็นว่ามีการพูดถึงข้อกล่าวหาที่ค่อนข้างเจาะจง โดยนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้องสามารถชี้แจงสั้นได้ง่ายๆ เช่น ข้อมูลที่เกี่ยวกับนายอนุทินที่มีการกล่าวหาว่านายอนุทินไปประชุมร่วมกับส.ว. และมีส่วนเกี่ยวข้องกับการเลือกตำแหน่งประธานและรองประธานวุฒิสภา แทนที่จะมาฟ้องคนที่ตรวจสอบท่าน ทำไมไม่ตอบให้ชัดว่าวันนั้นนายอนุทินอยู่ที่ไหน ไปที่โรงแรมดังกล่าวจริงหรือไม่ มีการประชุมร่วมกับ ส.ว.หรือไม่ หากมีการประชุมกันจริงประชุมเรื่องอะไร

นายพริษฐ์ กล่าวด้วยว่า อีกกรณีคือกรณีของนายทรงศักดิ์ ทองศรี รองนายกรัฐมนตรี ซึ่งก้อนสอดรับกับข้อมูลที่มีการเปิดเผยไปเมื่อวันที่ 12 กรกฎาคมที่ผ่านมาว่า ทีมงานได้มีการโทรหานายทรงศักดิ์ว่ามีการรวบรวมบัญชีรายชื่อของผู้สมัครส.ว.ที่อยู่ในกระบวนการเรียบร้อยแล้ว สิ่งที่นายทรงศักดิ์สามารถทำได้แทนที่จะเป็นการฟ้อง แต่ควรที่จะมีการมาชี้แจงว่ามีการพูดคุยกับผู้สมัคร ส.ว. จริงหรือไม่ หากมีการติดต่อกันจริงเป็นการพูดคุยกันเรื่องอะไร

นายพริษฐ์ กล่าวอีกว่า หรือแม้กระทั่งกรณีของนายศุภชัย โพธิ์สุ อดีต ส.ส.นครพนม พรรคภูมิใจไทย ก็สอดรับกับพยานที่มีการพูดคุยกันบนเวทีเสวนาของฝ่ายค้านเมื่อวันที่ 12 กรกฎาคมที่ผ่านมา สิ่งที่นายศุภชัยสามารถทำได้ไม่ใช่การฟ้อง แต่ต้องมาชี้แจงว่าตกลงแล้ววันนั้นได้ไปที่โรงแรมดังกล่าวจริงหรือไม่

นายพริษฐ์ กล่าวต่อว่า โดยภาพรวมตนมองว่าไม่ว่าจะเป็นนายกรัฐมนตรีหรือรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้องกับการที่ถูกพาดพิงนั้น แทนที่จะมาดำเนินคดีกับผู้ที่ตั้งคำถาม ความจริงหากท่านตอบให้ตรงคำถาม ก็จะทำให้สังคมมีข้อมูลที่รอบด้านมากขึ้น นอกจากนี้ ยังขอเรียกร้องไปยังหน่วยงานที่ตรวจสอบด้วยไม่ว่าจะเป็นคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) หรือกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ท่านได้มีการตรวจสอบเรื่องดังกล่าวหรือไม่ สิ่งที่หน่วยงานตรวจสอบสามารถทำได้มากกว่าตนหรือนายยิ่งชีพแน่นอนคือการไปตรวจสอบกับทางโรงแรมหรือดูกล้องวงจรปิดว่าในโรงแรม ซอยรางน้ำ วันนั้น นายอนุทินได้มีการปรากฏตัวหรือไม่ หรือมีนักการเมืองพรรคภูมิใจไทยได้ปรากฏตัวร่วมกับส.ว.หรือไม่ หรือย้อนไปดูกล้องวงจรปิดของโรงแรมที่เกี่ยวข้อง ว่านายศุภชัยได้มีการปรากฏตัวหรือไม่

Advertisement

นายพริษฐ์ กล่าวว่า แม้กระทั่งข้อกล่าวหาที่บอกว่ามีการติดต่อกันทางโทรศัพท์ระหว่างผู้สมัครส.ว.กับนายทรงศักดิ์ ตนเชื่อว่าอยู่ในวิสัยของหน่วยงานตรวจสอบอย่าง กกต.หรือดีเอสไอ ที่จะเข้าไปขอดูหลักฐานได้ว่ามีการโทรติดต่อกันหรือไม่ อยากได้รับคำยืนยันว่าหน่วยงานตรวจสอบได้ทำเต็มที่แล้วหรือไม่

เมื่อถามถึง กรณีที่ นายศุภชัย ใจสมุทธ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทย ระบุว่าพฤติกรรมการทำเช่นนี้เป็นพฤติกรรมเด็กๆ นายพริษฐ์กล่าวว่า ตนคิดว่าไม่ว่าจะอายุเท่าไหร่ก็ต้องรับได้กับข้อกล่าวหาที่มีอยู่ ยืนยันว่าเราทำหน้าที่ตรวจสอบอย่างตรงไปตรงมา

เมื่อถามว่า มองว่าลักษณะการฟ้องเช่นนี้เป็นการฟ้องปิดปากและข่มขู่หรือไม่ นายพริษฐ์กล่าวว่า ตนคิดว่าทุกคนดูเจตนาออกว่าทำไมจึงทำพฤติกรรมเช่นนี้ แต่ตนก็มองว่าอย่างการที่นายกฯ ให้สัมภาษณ์ว่าท่านไม่ได้เกี่ยวข้อง หากท่านไม่เกี่ยวข้องจริงก็แค่ออกมายืนยันว่า วันที่ท่านถูกกล่าวหานั้นท่านไม่ได้อยู่ที่โรงแรม ท่านไม่เคยไปประชุมร่วมกับ ส.ว. ตามข้อกล่าวหา และต้องเรียกร้องไปยังหน่วยงานตรวจสอบให้พิสูจน์ด้วยว่าหากข้อมูลที่แต่ละฝ่ายให้มันขัดแย้งกันนั้น ก็ต้องถามหน่วยงานตรวจสอบว่าได้ทำเต็มที่แล้วหรือไม่ ท่านต้องไปที่โรงแรมที่เกี่ยวข้องแล้วขอกล้องวงจรปิดเพื่อนำมาตรวจสอบข้อเท็จจริง

เมื่อถามว่า หน่วยงานตรวจสอบ มีอำนาจทุกอย่าง รวมถึงการคอนโทรลอยู่ในมือของรัฐบาล ฝ่ายค้านคาดหวังที่จะตรวจสอบได้หรือไม่ นายพริษฐ์กล่าวว่า เราต้องใช้ทุกกลไกที่เรามีในการตรวจสอบเรื่องนี้ ตนเชื่อว่าสิ่งหนึ่งที่รัฐบาลไม่สามารถควบคุมได้คือความคิดเห็นของพี่น้องประชาชน ดังนั้น หากประชาชนที่รับฟังและรับรู้ถึงข้อมูลหลักฐานเกี่ยวกับคดีนี้ แล้วเห็นตรงกับเราว่าควรที่จะส่งเรื่องนี้ไปที่ศาล ตนคิดว่าหน่วยงานตรวจสอบไม่ว่าจะถูกกำกับหรือครอบคลุมโดยกลุ่มการเมืองกลุ่มใด ก็หวังว่าเสียงของประชาชนจะยังมีความหมายอยู่

นายพริษฐ์ กล่าวต่อว่า ทั้งนี้ ตนเข้าใจดีเข้าใจเหมือนกับทุกคนว่าสังคมตั้งคำถามถึงความไว้วางใจที่เรามีต่อการปฏิบัติหน้าที่ของหน่วยงานตรวจสอบ ยิ่ง กกต.ทั้ง 7 คนโดยเฉพาะอย่างยิ่งมี 4 คนที่ถูกรับรองโดยส.ว. ที่ส่วนใหญ่อยู่ในสำนวน ตนก็ต้องขอเรียกร้องไปยัง กกต.ว่าหากมีหลักฐานชัด แล้วท่านตัดสินใจไม่ส่งเรื่องไปที่ศาลหรือตัดสินใจขวางคดีเพื่อปกป้องเครือข่ายนักการเมืองที่อยู่อยู่เบื้องหลัง ตนคิดว่า กกต.ก็ต้องคิดหนักว่าจะเสี่ยงที่จะติดคุกเพื่อปกป้องคนเหล่านี้หรือไม่

เมื่อถามถึง กรณีที่ นายศุภชัย ใจสมุทร ระบุว่าฝ่ายค้านกล่าวหาว่า ส.ว.สีน้ำเงิน แต่ขณะเดียวกัน ส.ว.สีส้ม ก็เป็นของพรรคประชาชนเหมือนกัน เพราะตอนเปิดรับสมัคร ล้วนแต่อยู่ในกลุ่มของคณะก้าวหน้า และพรรค ปชน. และ ส.ว.กลุ่มนั้นก็เป็น ส.ว.ในสภาเหมือนกัน นายพริษฐ์ กล่าวว่า จริงๆ ตั้งแต่ตนตรวจสอบเรื่องนี้เข้มข้น และสื่อสารออกไป ตอบทุกครั้งว่า ไม่ว่าจะมีข้อเท็จจริง หรือข้อกล่าวหาไปเกี่ยวกับบุคคลใด ตนเรียกร้องให้หน่วยงานตรวจสอบปฏิบัติหน้าที่ตรงไปตรงมาทุกฝ่าย

“หากนายศุภชัยเชื่อว่ามีการกระทำผิดโดยกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งจริง เป็นสิทธิอันชอบธรรมที่จะทำเรื่องนี้ เรียกร้องให้หน่วยงานตรวจสอบรับฟัง และตรวจสอบตรงไปตรงมากับทุกกลุ่มที่ถูกกล่าวหา สิ่งที่อยากเห็นคือ หน่วยงานตรวจสอบทำงานตรงไปตรงมามาตรฐานเดียวกันกับทุกกลุ่ม ไม่ใช่หน่วยงานตรวจสอบตัดสินใจปกป้องกลุ่มการเมืองสีน้ำเงิน ทำให้เขาอยู่ในตำแหน่งหรือไม่” นายพริษฐ์ กล่าว

นายพริษฐ์ กล่าวต่อว่า หากย้อนไปดูคดีต่างๆ ที่เกี่ยวกับการฮั้ว ส.ว.ความจริงมีหลายคดี กกต.มีมติส่งเรื่องไปศาลแล้ว มีคดีหนึ่งถ้าจำไม่ผิดที่ จ.ชลบุรี เป็นเพียงแค่ผู้สมัคร ส.ว. 2 คนไลน์คุยกันขอแลกคะแนนกัน ไม่ได้ปรากฏเส้นเงิน หรือจ้างคนมาโหวต แต่หลักฐานแค่นั้น กกต.เคยมีมติเพียงพอส่งเรื่องไปศาลแล้ว สิ่งที่กังวลใจคือว่า คดีนี้เกี่ยวข้องกับหลายคนใน ครม. หรือสภา หลักฐานชัดเจนหนักแน่นกว่า มีเส้นเงิน เสนอผลประโยชน์เกี่ยวข้อง หวังว่า กกต.จะส่งเรื่องไปที่ศาลเหมือนกัน

คงเป็นเรื่องประหลาดมาก หากคดีที่มีหลักฐานแค่แชตไลน์ กกต.ส่งศาล แต่พอคดีที่เกี่ยวกับคนจำนวนมาก เส้นเงิน การจ้างคนสมัคร คนโหวต กกต.กลับไม่ส่งเรื่องไปที่ศาล ดังนั้นสิ่งที่เราเรียกร้องคือ กกต.ต้องปฏิบัติหน้าที่อย่างตรงไปตรงมากับทุกกลุ่ม ด้วยมาตรฐานเดียวกัน” นายพริษฐ์กล่าว

เมื่อถามว่า เพราะพรรคประชาชนหรือฝ่ายค้านไม่กล้าเปิด ทำให้นายยิ่งชีพต้องมาพลีชีพเปิด 9 รายชื่อนั้น นายพริษฐ์ กล่าวว่า ไม่คิดว่าเป็นเช่นนั้น เพราะตอนนี้การตรวจสอบคดีดังกล่าว มีหลายฝ่ายดำเนินการอยู่ แต่ละฝ่ายอาจดำเนินการทับซ้อนกันบ้าง แต่ละฝ่ายอาจดำเนินการไม่ทับซ้อนกัน ในฝั่งฝ่ายค้านเราเดินหน้าเรื่องนี้เต็มที่ทั้งกลไกในและนอกสภา อย่างวันอาทิตย์ที่แล้ว ฝ่ายค้านจัดงานเสวนาที่พยายามนำเอาพยานบุคคลเกี่ยวข้องมานำเสนอหลักฐานอย่างเป็นระบบว่า ขบวนการที่เราพูดถึงมีองค์ประกอบอย่างไรบ้าง และวันที่ 26 กรกฎาคมนี้จะจัดเสวนาอีกรอบ นำพยานบุคคลชุดใหม่ นำเสนอหลักฐานใหม่ มีวิทยากรคือนายยิ่งชีพมาร่วมอภิปรายด้วย คิดว่าเป็นการทำงานหลายฝ่ายร่วมกัน ในการตรวจสอบคดีที่ตนคิดว่าสำคัญ เกี่ยวข้องกับคนจำนวนไม่น้อยใน ครม. และ สส.ในสภาฯ

ถามย้ำถึง กรณี ส.ว.สีส้มที่นายศุภชัยกล่าวหานั้น หากไอลอว์ พรรคประชาชน รวมถึงนายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ประธานคณะก้าวหน้า ทำงานรณรงค์ร่วมกัน ก็ไม่ต่างจาก ส.ว.สีน้ำเงินที่จัดตั้งเหมือนกัน นายพริษฐ์ กล่าวว่า อย่างที่ย้ำว่าพฤติกรรมที่คิดว่าถูกกล่าวหาในเวลานี้ตนใช้คำว่าโกง ส.ว. ไม่ใช่ฮั้ว ส.ว. เพราะพฤติกรรมเวลานี้ ไม่ใช่แค่จัดตั้งเครือข่ายผู้สมัคร ที่อาจทำโพยหรือแลกคะแนนระหว่างกัน แต่เรากำลังพูดถึงกระบวนการที่จ้างคนมาสมัคร มาโหวต เสนอเงินทอง ตำแหน่ง มาเกี่ยวข้อง จ่ายค่าที่พักรวมตัวก่อนวันเลือก สำหรับตนใครก็ตามที่ทำพฤติกรรมเช่นนี้ ควรส่งเรื่องไปที่ศาลทั้งหมด ดังนั้น หากยืมคำพูดนายกฯ คือปิดชื่อ ถือพฤติกรรม ยืนยันว่า เราเรียกร้องให้หน่วยงานตรวจสอบ ตรวจสอบทุกฝ่ายตรงไปตรงมา ใครมีพฤติกรรมโกง สว.เช่นนี้ ต้องส่งเรื่องไปที่ศาล

เมื่อถามว่า นายศุภชัยระบุที่มาไม่ต่างกันเลยระหว่าง ส.ว.สีส้ม กับ ส.ว.สีน้ำเงิน นายพริษฐ์กล่าวว่า ไม่รู้ว่าพฤติกรรมที่กล่าวหาคืออะไร แต่สำหรับตนพฤติกรรมที่เป็นปัญหาก็อย่างที่เรียนไปแล้วข้างต้น ใครก็ตามไม่ว่าชื่ออะไรหรือมีความคิดทางการเมืองแบบใด กกต.ควรส่งเรื่องไปที่ศาล

ต่อข้อถามว่า มี ส.ว.บางคนย้อนว่าการที่มี ส.ว.สารพัดสีในสภาฯ ไม่ได้ผิด เพราะสภาฯ ในสมัยก่อนหน้านี้ ก็มีสภาฯ ผัวเมียเหมือนกัน นายพริษฐ์กล่าวว่า ต้องตั้งหลักก่อนคือ ข้อกล่าวหาที่เรากำลังพูดถึงคือการกระทำผิดกฎหมาย พ.ร.ป.การเลือก ส.ว. ภายใต้รัฐธรรมนูญปัจจุบัน คิดว่าถามใครก็ตามที่อ่านข้อกฎหมายเหล่านี้ ย่อมเห็นตรงกันว่า การจ้างคนมาสมัคร หรือลงคะแนนให้ ไม่ว่าด้วยเงินทอง หรือสปอนเซอร์ค่าที่พัก ค่าเดินทาง หรือสัญญาว่าถึงแม้ไม่ได้ แต่ให้ตำแหน่งผู้ช่วยอย่างไร พฤติกรรมนี้มันผิด ใครก็ตามที่ทำพฤติกรรมนี้ กกต.มีหน้าที่ส่งเรื่องไปศาล แค่นั้นเลย ไม่ต้องเปรียบเทียบกับ ส.ว.ยุคก่อน ที่มีกระบวนการได้มาแตกต่างกันไป