ประกาศ ‘ฟ้องแน่’ ไม่รอให้ลุ้นนาน
สำหรับ อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ที่ยืนยันแล้วในวันนี้ ว่าจะดำเนินคดีทางกฎหมาย ต่อ ยิ่งชีพ อัชฌานนท์ ผู้อำนวยการโครงการอินเทอร์เน็ตเพื่อกฎหมายประชาชน (iLaw) หลังวานนี้เดินทางไปยื่นหลักฐานเกี่ยวกับคดีฮั้วเลือก ส.ว. ให้วิปฝ่ายค้าน โดย มีข้อมูลของรัฐมนตรีและ ส.ส.รวม 9 คน โดยระบุว่าเป็นการเก็บรวบรวมข้อมูลหลักฐานมาตั้งแต่ช่วงต้นๆ ตั้งแต่ปี 2568
“เขาเป็นใครเที่ยวมาพิพากษาแล้วมาเอ่ยชื่อแบบนั้น ทำให้คนได้รับความเสียหาย เมื่อดูจากรายงานก็อ้างถึงพยานคนโน้นพูดอย่างนี้ และพยานที่อ้างคือใคร เราก็เคารพกันทุกคนมีสิทธิที่จะพูด แต่พูดอะไรต้องรับผิดชอบ” อนุทินเผยเหตุผลที่ตัดสินใจฟ้อง
ด้าน ยิ่งชีพ ยืนยัน ไม่ได้ตั้งใจ ‘พลีชีพ’ หลังมีผู้ซูฮก ยกย่องวีรกรรมในครั้งนี้
“มันไม่ได้ผ่านสมองว่า ฉันจะโดนอะไรบ้างนะ และฉันต้องฮึบ ฉันต้องกล้า ฉันต้องยืนหยัด … ไม่ได้เป็นจังหวะแบบนี้เลยครับ ความกลัวมีแต่ว่า กกต. จะสั่งยกฟ้องพวกนี้ไปหมด โดยสาธารณะไม่ได้รู้ความจริงเลยหรือเปล่า….” ผอ. ไอลอว์ โพสต์ข้อความตอนหนึ่งในเฟซบุ๊กส่วนตัว
ไม่ใช่แค่ อนุทิน หากแต่ล่าสุด สุขสมรวย วันทนียกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ก็เป็นอีกคนที่ออกมาเผยว่า ฟ้องแน่ แต่ไม่ใช่วันนี้ ขอไปลงบันทึกประจำวัน และรอดูผลจากกกต.ก่อน
ชื่อของ ยิ่งชีพ อัชฌานนท์ ซึ่งเป็นที่รู้จักอย่างกว้างขวางอยู่แล้ว สำหรับผู้ติดตามการเมืองไทย ก็ยิ่งถูกสปอตไลต์ส่องฉายเจิดจ้าในนาทีนี้

เกิดในครอบครัว ‘นักกฎหมาย’ ศิษย์เก่าสวนกุหลาบ
จบนิติฯ ธรรมศาสตร์ เล็ง ‘เป็นทนายออฟฟิศพ่อ’
ยิ่งชีพ หรือ ‘เป๋า ไอลอว์’ เกิดในครอบครัวนักกฎหมาย บิดาเป็นชาวไทยเชื้อสายจีนแต้จิ๋ว เปิดสำนักงานกฎหมายในย่านบางลำภู กรุงเทพฯ เรียนมัธยมที่สวนกุหลาบวิทยาลัย นั่งเก้าอี้ตัวเล็กๆ เป็นประธานชุมนุมอนุรักษ์ธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมตั้งแต่ ม.4
“ตอนเด็กพูดน้อย ไม่พูดเลย แต่พอ ม.ปลาย พูด ชอบทำกิจกรรม เรียนดี แต่ไม่ตั้งใจ เวลาทำการบ้านก็ส่งพร้อมพวกหลังห้อง อาจารย์ถาม ไม่ตอบ (ยกมือไหว้) บอก ผมไม่ได้ฟัง ขอโทษครับอาจารย์ ตกเย็นจะเห็นไปอยู่ห้องชุมนุม ตอนเช้าอยู่หน้าเสาธงเรียกเข้าแถว อะไรประมาณนี้” ยิ่งชีพ เปิดเผยกับ ‘มติชน’ เมื่อครั้งเปิดใจให้สัมภาษณ์พิเศษในช่วงม็อบเยาวชนปี 63 ซึ่งขณะนั้น ‘ไอลอว์’ ลุยแคมเปญ ‘เข้าชื่อ 5 หมื่นชื่อ ร่วมรื้อ ร่วมสร้าง ร่วมร่างรัฐธรรมนูญ’ โดยมียิ่งชีพ ในฐานะ ‘ผู้จัดการ ไอลอว์’ เป็นแกนนำ
หลังจบ ม.ปลายที่สวนกุหลาบวิทยาลัย สอบเอ็นทรานซ์เข้าเป็นเฟรชชี่คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ มีเหตุผลเพียงเพราะหาคำตอบต่อคำถามของตัวเองไม่ได้ ไม่เคยคิดเรื่องอุดมการณ์ การต่อสู้ใดๆ
“เด็ก ม.ปลายมันจะต้องมีคำถามว่า ฉันอยากเป็นอะไร เรียนอะไร อยากทำอะไรในอนาคต ตอนนั้นไม่มีคำตอบเลย พอไม่มีคำตอบก็เป็นความทุกข์ทรมานของเด็ก ม.ปลาย ซึ่งผมก็ตอบไม่ได้หรอก แต่เพื่อให้ตัวเองไม่ต้องทุกข์ทรมานกับการหาคำตอบ เลยบอกว่า งั้นเป็นทนายออฟฟิศพ่อนี่แหละ คิดอะไรเยอะแยะ ก็เรียนนิติศาสตร์”

ไม่อยากเป็นข้าราชการ ไม่อยากสอบผู้พิพากษา
จุดเริ่มต้นสู่ ‘ไอลอว์’
ถามว่า เมื่อแรกเริ่มไม่มีเหตุผลเชิงวิชาการ หรืออุดมการณ์ตอนเลือกเรียนกฎหมาย แล้วทำไมสุดท้ายมาอยู่ ‘ไอลอว์’ ได้คำตอบว่า
“ก็ไม่ได้อยากเป็นข้าราชการ ไม่ได้อยากสอบผู้พิพากษา ไม่ได้อยากทำงานที่คนอื่นเขาทำๆ กัน สมัครงานไปบ้างหลายที่ ตอนนั้นโครงการอาสาสมัครนักกฎหมายสิทธิมนุษยชนของมูลนิธิอาสาสมัครเพื่อสังคมเปิดรับ แต่ผมไม่ได้ยินคำว่านักกฎหมายสิทธิมนุษยชนเลย ได้ยินคำว่าอาสาสมัครอย่างเดียว ฟังดูเท่ดี น่าสนุก เลยสมัคร เขามีให้เลือก 20 กว่าองค์กรว่าชอบแบบไหน มีคนทำเรื่องสัญชาติที่แม่ฮ่องสอน เรื่องเหมืองแร่ที่พิจิตร 3 เรื่องจังหวัดชายแดนภาคใต้ แต่ตอนนั้นมีภารกิจส่วนตัวอยู่บ้างที่กรุงเทพฯ เลยเลือกองค์กรที่อยู่ใกล้ๆ มีอันนี้ ก็เลือกทำ (หัวเราะ)”
สำหรับบทบาทนับแต่ม็อบ 63 สืบเนื่องมาอีกหลายม็อบ ยิ่งชีพ ยังรับบทขึ้น ‘ปราศรัย’ ทั้งที่ไม่เคยคิดมาก่อน
“ไม่ชอบการปราศรัยแบบ พี่น้องเอ้ยยย ต้องพูดใส่น้ำหนักให้คนตบมือ แต่ช่วง 57-58 เป็นช่วงที่ คสช.เข้ามา แล้วเราติดตามบันทึกข้อมูล ไม่ว่าจะเป็นประกาศคำสั่ง การจับกุม ดำเนินคดี เอาคนขึ้นศาลทหาร เอาคนเข้าคุก บางคนไม่ให้ประกันตัวอะไรก็แล้วแต่ มันก็รู้สึกเจ็บแค้นไปด้วย เราไม่รู้สึกเท่ากับคนที่เขาโดนเองหรอกแต่ไปเห็นมาเอง เราก็รู้สึกพอสมควร
ไม่ได้เป็นคนชอบปราศรัย แต่ในฐานะที่เห็นข้อมูลทุกอย่าง ถ้าต้องพูด ก็จะพูด ประเด็นการแก้รัฐธรรมนูญ เราเป็นคนเสนอให้คนมาเข้าชื่อครบ 5 หมื่น ก็ต้องอธิบายเอง ถ้าถึงตรงนั้นไม่อธิบาย มันก็คือเราไม่ทำงาน ก่อนหน้านั้นเคยมีน้องที่จัดงานมาชวนว่า ปราศรัยไหม ผมบอกว่าไม่อยาก แต่ถ้าจำเป็น ก็ได้”

ร่วมม็อบเหลือง-แดงตั้งแต่เป็นนักศึกษา
แต่ไม่ไป ไม่ชอบ ไม่เห็นด้วย ‘กปปส.’
ถามถึงความสนใจทางการเมือง ยิ่งชีพ เคยร่วมชุมนุมตั้งแต่สมัยเรียนธรรมศาสตร์
“ผมไปชุมนุมทางการเมือง ทั้งเสื้อเหลือง เสื้อแดง เสื้อเหลืองตอนมาใหม่ๆ เห็นด้วยก็ไป ตอนนั้นเรียนธรรมศาสตร์ เขาชุมนุมสนามหลวง เดินออกจากประตูรั้วมหา’ลัยก็ไปนั่งชุมนุม ตอนเสื้อแดงบางช่วง เห็นด้วยก็ไป ใส่เสื้อแดงก็เคย ไปแบบไม่ใส่เสื้อแดงก็เคย”
ส่วนม็อบ กปปส. ยิ่งชีพ ยืนยัน ‘ไม่ไป ไม่ชอบ ไม่เห็นด้วย’
“ไม่ไปเลย ไม่ชอบ ไม่เห็นด้วย แต่ติดตามทางทีวี สิ่งที่ม็อบ กปปส.ขาดคือ ไม่มีข้อมูล เขารู้ว่าจะด่ารัฐบาลเดิมอย่างไร แต่ปราศรัยไม่มีเนื้อ มีแต่หลักลอยๆ ว่าไม่เอาคนโกง ต้องทำเพื่อชาติ การชุมนุมที่ดี มีคุณภาพต้องมีข้อมูล คุณจะบอกว่าใครไม่ดี ต้องอธิบายในรายละเอียดได้ ม็อบ กปปส. มีไม่กี่คนที่พูดรายละเอียดได้ แล้วจะเอาอะไร คุณต้องบอกได้เป็นรูปธรรม ถึงจะพาการเคลื่อนไหวไปได้”

สู้เป็นนิสัย ไม่ชนะก็ได้
ยันทุกเสียงประชาชน มีความหมาย
เมื่อตัดภาพมาสู่ ยุค คสช. ที่ม็อบเยาวชนเบ่งบาน ไอลอว์ ลุยล่า 5 หมื่นชื่อ เปิดทางร่างรัฐธรรมนูญใหม่ สร้างปรากฏการณ์ที่ผู้คนที่ต่อแถวพร้อมบัตรประชาชนในมือ จนกลายเป็นส่วนหนึ่งของภาพจำในประวัติศาสตร์การเมืองร่วมสมัย ในยุค ‘รัฐบาลประยุทธ์ 2’ โดยมีการจัดกิจกรรม และตั้งโต๊ะตามสถานศึกษาต่างๆ ยังไม่นับการขึ้นปราศรัยในหลายเวทีทั้งกรุงเทพฯ และต่างจังหวัด
แม้แต่แม่ค้าผัดไทย ยังเข็นรถอย่างไว หวังมาร่วมลงชื่อในกิจกรรมของคณะประชาชนปลดแอก ที่อนุสาวรีย์ประชาธิปไตยเป็นรายชื่อสุดท้ายของวันที่ 16 สิงหาคม 2563 ซึ่งเป็นวันที่มีการลงชื่อมากที่สุด
ยิ่งชีพ เอ่ยประโยคซ้ำๆ ผ่านโทรโข่งด้วยถ้อยคำและสุ้มเสียงที่คุ้นหูจากซุ้มล่า 5 หมื่นชื่อเพื่อ “ร่วมรื้อ ร่วมสร้าง ร่วมร่างรัฐธรรมนูญ” ในแฟลชม็อบมากมายที่มักลงท้ายด้วยคำว่า “ไม่ทน” ย้ำแล้วย้ำอีก ว่า ทุกเสียงมีความหมาย


คุยครอบครัวจนเข้าใจ อิน ‘ปลูกต้นไม้’
จริงจังทุกเรื่อง ทำทุกอย่าง ‘มีทฤษฎี’
ไม่ถามไม่ได้ว่า กับบทบาทตรงนี้ ครอบครัวมีความเห็นอย่างไรบ้าง เป็นห่วงไหม ? ได้คำตอบว่า
“ไม่มีพ่อแม่คนไหนอยากให้ลูกทำงานแบบนี้ แบบคาดหมายว่ามีลูกโตมาจะเป็นเอ็นจีโอต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย ไม่แน่ใจว่าจะมีพ่อแม่แบบนี้ไหม แต่ไม่ใช่พ่อแม่ผมก็แล้วกัน แน่นอนเขาไม่อยากให้ทำ แต่ผ่านกระบวนการคุยมา ตอนคุย หนักคือช่วงปีที่ 2 ปีที่ 3 ที่เขาพยายามจะให้ไปทำอย่างอื่น
พอผ่านมามันก็ค่อยๆ ใช้เวลาในการสร้างความเข้าใจ พอเขาเห็นว่าเราทำตรงนี้ก็ไม่ได้เดือดร้อน ไม่เบียดเบียนใคร มีเงินกินข้าว มีโอกาสพัฒนาตัวเอง ได้ทำอะไรใหม่ๆ ที่ได้ขยับชีวิตไปข้างหน้าได้เรื่อยๆ
ลึกๆ พ่อแม่คงไมได้คิดว่าต้องเป็นผู้พิพากษาเท่านั้นถึงจะถูกต้อง แต่เขาอยากให้เรามีเกียรติในสังคม อยากให้มีเครือข่ายเพื่อนฝูงที่โอเค ซึ่งที่นี่ก็มีได้ เขาก็เลิกบ่นไปเอง แรกๆ บ่นเยอะมาก ตอนทำงานใหม่ๆ เงินเดือนก็สตาร์ตต่ำหน่อย ต้องพยายามใช้ให้พอ เขาถามเงินเดือนเท่าไหร่ ก็อ่ะๆ เอาไป 2 พัน อะไรอย่างนี้ (หัวเราะ) ไม่ได้ยืมนะ เขาให้”
ชีวิตส่วนตัว สมรสแล้ว และอินกับการ ‘ปลูกต้นไม้’ ถึงขนาดไปเรียนจริงจัง เมื่อต้นปี 63
“ผมอินเรื่องอยากให้บ้านเมืองมีต้นไม้ใหญ่ อยากให้ในเมืองมีร่มเงา มีเพื่อนชวนไปเรียน จริงจังมาก 10 วัน เป็นหลักสูตรปลูกป่า ที่โรงเรียนปลูกป่าขอนแก่น”
จริงจังขนาดนี้ ถามจริงๆ ว่า เนิร์ดไหม ?
“เนิร์ด ทำอะไรมีทฤษฎี ไม่ว่าจะปลูกต้นไม้ เข้าชื่อแก้รัฐธรรมนูญ ล้มรัฐบาล มีทฤษฎีหมด (หัวเราะ) ไม่ชอบนอนอยู่เฉยๆ จริงจังตลอด เครียดก็สนุกได้ ไม่ค่อยมีเวลาเล่น ตอนเด็กๆ เพื่อนน้อย” ยิ่งชีพ เล่า
ในภาพจำของความ ‘เอาจริง’ ยิ่งชีพ คนเจนเอ็กซ์ปลายๆ วายต้นๆ รับว่า เป็นคนประเภท ‘สู้เป็นนิสัย’ และจะทำให้ดีที่สุด
“คือผมเป็นคนแบบนี้ มันเป็นนิสัย สู้เป็นนิสัย ต้องได้ทำอะไรบางอย่างอยู่ตลอดเวลาถึงจะรู้สึกว่าแฮปปี้กับตัวเอง ทำอะไรได้ก็ทำ ได้ทำก็สนุกแล้ว ไม่ชนะก็ได้”
ทั้งหมดนี้ คือส่วนหนึ่งของเส้นทางชีวิตและวิธีคิดของ ยิ่งชีพ อัชฌานนท์ บนเส้นทางประชาธิปไตยไทย ที่ยังคงมีคำถามและความท้าทายมากมายรออยู่เบื้องหน้า

.

