กมธ.ปกครอง ถกจัดระเบียบสถานบันเทิง หลังเกิดเหตุ โรงเบียร์ ณ ลาดพร้าว จี้กทม. ทบทวนโซนนิ่ง เข้มความปลอดภัย
เมื่อวันที่ 22 กรกฎาคม นายธนยศ ทิมสุวรรณ ส.ส.เลย พรรคภูมิใจไทย ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการ(กมธ.)การปกครอง สภาผู้แทนราษฎร กล่าวว่า ที่ประชุมได้เชิญหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทั้งตัวแทนจากกระทรวงมหาดไทย กรมการปกครอง กรมโยธาธิการและผังเมือง กรุงเทพมหานคร สำนักงานเขตจตุจักร สำนักงานตำรวจแห่งชาติ(สตช.) และกองบัญชาการตำรวจนครบาล เพื่อพิจารณามาตรการจัดระเบียบสถานบริการ และแนวทางการทบทวนเขตพื้นที่เพื่อการอนุญาต ให้ตั้งสถานบริการ (Zoning) ในท้องที่กรุงเทพฯ จากกรณี เหตุการณ์เพลิงไหม้ โรงเบียร์ ณ ลาดพร้าว
นายธนยศ กล่าวว่า การประชุมได้ข้อสรุปโดยพบว่าที่ผ่านมา กทม. อนุญาตให้สถานประกอบการคล้ายสถานบริการประมาณกว่า 900 แห่ง โดยสถานประกอบการคล้ายสถานบริการเหล่านี้ไม่มีกฎหมายกำกับควบคุมดูแลเรื่องความปลอดภัยใดๆ ทำให้ไม่มีกฎหมาย หรือ มาตรการมาควบคุม มีเพียงกฎหมายเกี่ยวกับมาตรฐานอาคารพื้นฐานทั่วไป ซึ่งเบื้องต้นกมธ.ฯ ได้ฝากกทม. ให้ช่วยตรวจสอบว่าจะสามารถดำเนินการอย่างไรได้บ้าง เพื่อให้สถานประกอบการคล้ายสถานบริการเหล่านี้ มีมาตรฐาน ทั้งเรื่อง การเลือกใช้วัสดุกันไฟ ทางหนีไฟ และความปลอดภัยต่อชีวิตและทรัพย์สิน
นายธนยศ กล่าวต่อว่า ส่วนเรื่อง การปรับโซนิ่ง เบื้องต้นกทม. ชี้แจงว่าเคยมีการทบทวนในสภากทม. เกี่ยวกับประเด็นนี้ แต่ยังไม่ได้ยื่นเรื่องเข้ามาที่กระทรวงมหาดไทยว่าจะขอทบทวนเปลี่ยนแปลง โดยการดำเนินการส่วนนี้ต้องเป็นหน้าที่ของ กรุงเทพฯ ที่จะต้องพิจารณาโซนนิ่งใหม่
นายธนยศ ยังได้ตั้งข้อสังเกตว่าหากกทม. สามารถปรับโซนนิ่งได้ในอนาคต ก็จะทำให้กทม.ได้ภาษีค่าธรรมเนียมเพิ่มขึ้น รัฐบาลส่วนกลางก็จะได้ภาษีที่มากขึ้น ส่วนประชาชนที่มาใช้บริการก็จะได้รับความปลอดภัยตามมาตรฐานของสถานบริการ แต่เบื้องต้นทราบว่า กทม. อยู่ระหว่างเตรียมแผนในการที่จะทำเช็กลิสต์สำหรับผู้ประกอบการที่จะขออนุญาตเปิดสถานบริการที่คล้ายสถานบริการ ซึ่งร้านลักษณะนี้จะต้องขออนุญาตแบบปีต่อปี หลังจากนี้เชื่อว่าการขออนุญาตจะมีการทำ เช็กลิสต์รายชื่อร้านโดยการตรวจที่เข้มงวดและมีมาตรฐานด้านความปลอดภัยเพิ่มขึ้น
นายธนยศยังกล่าวถึง การทบทวนหรือแก้กฎหมายการกำกับดูแลสถานประกอบการที่คล้ายสถานบริการ ว่า ต้องยอมรับว่าขณะนี้กฎหมายล้าหลัง ไม่ทันยุค ทันสมัยที่เปลี่ยนแปลงไป ทั้งนี้ ในฐานะกมธ.ฯยืนยันว่ามีความพร้อมที่จะพิจารณากฎหมายอย่างละเอียด โดยกระดุมเม็ดแรกที่สำคัญยิ่งกว่ากฎหมายคือ โซนนิ่ง ซึ่งตั้งต้นมาจากท้องถิ่น หากกรุงเทพฯไม่ได้ขอทบทวนพิจารณาโซนนิ่งใหม่ ก็ทำให้ไม่สามารถขับเคลื่อนกฎหมายได้ ส่วนจะมีการทบทวนกฎหมายเฉพาะของสถานบริการที่อยู่นอกโซนนิ่งหรือไม่นั้น ทางคณะกรรมาธิการฯยังไม่ได้มีการพิจารณาเรื่องนี้ เนื่องจากสถานบริการที่อยู่นอกโซนนิ่งอาจมีเสียงดังและใกล้สถานศึกษา ที่พักและชุมชนต่างๆซึ่งอาจสร้างความรำคาญให้กับชุมชนและสังคมได้


