หน้าแรก การเมือง กกต.ตั้ง 7 ข้...

กกต.ตั้ง 7 ข้อหา ฮั้วส.ว. ยันพิจารณาปมพาดพิงนักการเมือง กลางเดือนส.ค. ติงยิ่งชีพเปิดข้อมูล ทำคดีเสียหาย

22.07.26 | 18:08 น.

กกต.ปักธงตั้งสอบ 7 ข้อหาคดีฮั้ว ส.ว. ส่วนปมพาดพิงถึงนักการเมือง เริ่มพิจารณากลางเดือนหน้า ยันไม่เลื่อนบทสรุปจบเดือน ส.ค. รับข้อหายังไม่แน่นบางประเด็นแม้อยากสอบเพิ่ม แต่สังคมกดดัน หวั่นถูกมองยื้อคดี

เมื่อวันที่ 22 กรกฎาคม นายสิทธิโชติ อินทรวิเศษ กรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ให้สัมภาษณ์ถึงกระแสสังคมและฝ่ายค้านยังไม่มั่นใจในการทำหน้าที่ของ กกต.ในการทำคดีฮั้ว จึงมีการนำข้อมูลในสำนวนออกมาเปิดเผยว่ามีกระบวนการฮั้ว ส.ว.เกิดขึ้นจริง โดยเฉพาะที่มีนักการเมืองระดับสูง โดยเฉพาะนายกรัฐมนตรีเข้าไปมีส่วนเกี่ยวข้องว่า สำนวนการสอบสวนคณะอนุกรรมการที่ 26 เป็นสำนวนตัวตั้งที่รวบรวมหลักฐานทั้งหมดไว้ หากมีการพูดถึงพยานหลักฐานใหม่ หรือพยานอื่นที่ออกมาพูดในตอนนี้ให้เห็นว่ามีการกระทำเช่นนั้นจริง ถ้าพยานเหล่านี้ไม่ได้นำเข้าสู่สำนวนในชั้นคณะที่ 26 ด้วยเหตุผลที่ไม่มาแจ้ง หรือคณะที่ 26 ไม่ทราบ ก็เป็นเรื่องที่น่าเสียดาย เพราะพอไม่ได้อยู่ในสำนวน อย่างที่เรียนว่าพยานหลักฐานเราต้องพิจารณาจากในสำนวน เนื่องจากพยานหลักฐานได้รับการพิสูจน์ และโต้แย้งกันจากฝั่งผู้กล่าวหาและผู้ถูกกล่าวหาแล้ว แต่ถ้าอยู่นอกสำนวน มันก็จะเหมือนเหตุการณ์ทุกวันนี้ ถ้ามีคนมาพูดเพิ่มเติมนอกเหนือจากพยานที่ปรากฏอยู่ในสำนวนแล้ว แม้จะเป็นสิ่งที่น่าสนใจ แต่ว่าอีกฝ่ายไม่ได้แก้ข้อกล่าวหาด้วย จึงไม่สามารถนำมาพิจารณาได้

เมื่อถามถึงกรณีที่นายยิ่งชีพ อัชฌานนท์ ผู้อำนวยการ โครงการอินเทอร์เน็ตเพื่อกฎหมายประชาชน (iLaw) นำข้อมูลเก่าที่อยู่ในสำนวนออกมาตีแผ่ เพื่อให้สังคมเห็นความโปร่งใสของ กกต. หรือกลัวว่า กกต.จะเป่าคดีทิ้งกลางทาง เรื่องนี้เป็นการล้ำเส้นการทำงานของ กกต.หรือไม่ นายสิทธิโชติกล่าวว่า ไม่แน่ใจว่านายยิ่งชีพเอาข้อมูลนี้มาจากไหน อย่างไรก็ตาม มีข้อกังวลอยู่ว่าหากข้อมูลนี้มีอยู่จริงในสำนวนแล้วเอามาพูดต่อ สมมุติหากนำข้อมูลส่งต่อศาล เกรงว่าข้อมูลดังกล่าวจะทำให้ผู้ถูกกล่าวหาสามารถเตรียมตัวในการแก้ลำ ซึ่งเรื่องนี้ก็ดี 2 ทางคือ เหมือนกับพูดให้ประชาชนรู้ แต่อีกทางหนึ่งก็เป็นความเสียหายในเชิงของการดำเนินคดี ทำให้ผู้ถูกหา หรือพยานหลักฐานไปถูกทำลาย หรือรู้วิธีการ

เมื่อผู้สื่อข่าวระบุถึงความไม่มั่นใจในการทำหน้าที่ในคดีนี้ของ กกต. เนื่องจากมี กกต. 4 คนที่ถูกเลือกโดย ส.ว.ชุดนี้ว่าอาจถูกครอบงำหรือชี้นำได้ นายสิทธิโชติกล่าวว่า กกต.ท่านเป็นคนดี ท่านเป็นคนเก่ง เพราะฉะนั้นท่านจะรู้ว่าพยานหลักฐานที่ปรากฏมันมีเพียงใดที่จะพอรับฟังได้ ทุกคนมีดุลพินิจ อย่าไปกังวล เชื่อว่าทุกคนเนี่ยจะเห็นแก่บ้านเมือง

สำหรับความคืบหน้าในการพิจารณาคดีฮั้ว ส.ว. นายสิทธิโชตกล่าวว่า คืบหน้าไปพอสมควรแล้ว เราพิจารณาไปหลายข้อหา ซึ่งเราตั้งทั้งหมด 7 ข้อหา และไล่ไปเรื่อยๆ ตอนนี้เหลือเพียงปลีกย่อยและส่วนสำคัญที่ยังไม่ได้พิจารณา โดยเฉพาะในประเด็นที่เกี่ยวข้องกับการพาดพิงถึงนักการเมือง ซึ่งคาดว่าจะมีการพิจารณาในช่วงกลางเดือนหน้า

เมื่อถามอีกว่า คาดว่าในปีนี้จะเห็นความชัดเจนผลสรุปของคดีหรือไม่ นายสิทธิโชติกล่าวว่า แน่นอน เพราะประธาน กกต.ได้วางไทม์ไลน์ไว้แล้วอยากจะให้จบภายในเดือน ส.ค. ซึ่งไม่น่าจะขยายเวลาแล้ว แม้ว่าข้อมูลจะไม่พอ แต่ถ้า กกต.ไปสั่งให้สอบเพิ่มก็เกรงว่าจะเกิดความล่าช้า ทั้งนี้ อยู่ที่มติของ กกต.ว่ามีความคิดเห็นอย่างไร เพราะบางเรื่องคณะชุดที่ 26 ทำไม่ทัน กว่าจะตั้งคณะชุดนี้ได้ก็ล่วงเลยเวลามานานมากเป็นปี แต่ที่เขาทำได้เร็วเพราะ กกต.ใช้อำนาจเรียกเอกสารจากกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) อย่าลืมว่า กกต.ไม่ได้รับโอนสำนวนจากดีเอสไอแต่ กกต.ตั้งเป็นความปรากฏ และได้ตั้งคณะกรรมการไต่สวนร่วมกันระหว่าง กกต.กับดีเอสไอ ซึ่งกฎหมายให้อำนาจเราเรียกเอกสารหลักฐานในสำนวนของดีเอสไอได้ ซึ่งเราก็เรียกมาหมด ทำให้คณะทำงานได้เร็วขึ้น

Advertisement

อย่างไรก็ตาม สิ่งที่คณะชุดที่ 26 ได้เห็นในสำนวนแล้วอยากจะสืบสวนสอบสวนต่อ แต่ไม่มีเวลาดำเนินการ เพราะสังคมมองว่าคดีล่าช้าเกินไปแล้ว จึงต้องเร่งสรุป ทั้งนี้ บางสิ่ง กกต.พิจารณา ยังเห็นว่ามันไปไม่สุด ถ้าเราไปสั่งสอบเพิ่มก็จะช้า เดี๋ยวมีคนจะมาหาว่า กกต.ดึงเกม เราถูกกดดันและอยู่ในข้อกังขาของประชาชน

เมื่อถามถึงมีการข้อสังเกตว่าการสอบสวนที่ไม่สมบูรณ์อาจทำให้บางคนหลุดจากคดีได้ นายสิทธิโชติกล่าวว่า สมมุติว่าเรามีพยานอยู่จำนวนหนึ่ง แต่ถ้าเรามีเพิ่มเติมมาด้วยก็จะเต็มที่ แต่พอพยานที่มีเกิดข้อสงสัยอยู่ ก็เป็นไปได้ที่ว่าเมื่อเป็นข้อสงสัยก็ไปไม่ได้ แต่หากไปสอบเพิ่มก็จะถูกมองว่าดึงเวลาให้ล่าช้า

ส่วนข้อเสนอแนะให้ส่งสำนวนฟ้องทั้งหมดให้ศาลพิจารณา และไปหาหลักฐานเพิ่มเติมในชั้นศาลนั้น นายสิทธิโชติกล่าวว่า พูดอย่างนั้นมันง่าย แต่ว่า กกต.มีไว้กลั่นกรองว่าสิ่งไหนที่ในเบื้องต้นสมควรจะไปถึงศาล หรือสมควรจะยุติแค่นี้ เพราะการส่งไปหมด บางครั้งคนที่ถูกกล่าวหา เขาไม่ควรจะต้องถูกดำเนินคดีต่อไปก็มี เพราะฉะนั้น กกต.ต้องใช้ดุลพินิจ มิฉะนั้นแล้ว กกต.ก็ไม่สามารถสกัดกรองอะไรได้