หน้าแรก การเมือง มนพร ซัดกลับ ...

มนพร ซัดกลับ ธรรมนัส อย่าใช้วิธีทำงานตัวเองตัดสินคนอื่น ยันโยกย้ายบิ๊กเกษตร ไม่รับผลประโยชน์

23.07.26 | 10:24 น.

‘มนพร’ สวนกล้าธรรมใช้วิธีทำงานตัวเองตัดสินคนอื่น ยัน ‘สุริยะ’ ยึดเหมาะสมไม่มีเรียกผลประโยชน์ วอนอย่าใช้ข่าวลือทำสับสนกระทบกำลังใจคนทำงาน

เมื่อวันที่ 23 กรกฎาคม นางมนพร เจริญศรี ส.ส.นครพนม และรองหัวหน้าพรรคเพื่อไทย ให้สัมภาษณ์กรณี ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า หัวหน้าพรรคกล้าธรรม โพสต์เฟซบุ๊กถึงการโยกย้ายผู้บริหารกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ในหลายตำแหน่งว่าเป็นเพราะไม่สนองนโยบายการเงินมากกว่าการงาน ว่า ฝ่ายค้านมีสิทธิในการวิจารณ์การทำงานของรัฐบาล แต่ที่ผ่านมาพรรคกล้าธรรมมักโจมตีกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ รวมถึงการทำงานของ นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รมว.เกษตรและสหกรณ์เป็นระยะ ทั้งที่การทำงานที่ผ่านมาของนายสุริยะ มุ่งเน้นไปที่การช่วยเหลือเกษตรกร หาวิธีการทำให้ชีวิตพวกเขาเหล่านั้นดีขึ้น ขอตั้งคำถามว่าการมุ่งดิสเครดิตเช่นนี้ เป็นเพราะพรรคกล้าธรรมเคยบริหารกระทรวงเกษตรฯ มาก่อน แต่ทำงานไม่สำเร็จและคิดไปเองว่าเป็นเจ้าของที่หรือไม่ จึงมุ่งดิสเครดิตทำลายความน่าเชื่อถือเช่นนี้

“ขอตั้งคำถามว่าการออกมาแสดงข้อสงสัยเช่นนี้ เป็นเพราะใช้แนวทางปฏิบัติในสมัยที่พรรคกล้าธรรมดำรงตำแหน่ง รมว.เกษตรและสหกรณ์ มาใช้เป็นมาตรฐานตัดสินรัฐบาลชุดปัจจุบันหรือไม่ และเหตุใดจึงไม่พูดถึงข้อเท็จจริงที่ว่าปัญหาหลายๆ อย่าง ไม่ว่าจะเป็น กุ้ง ปลากะพง ปลาหมอคางดำ โควต้านมโรงเรียน เกิดมาตั้งแต่สมัยรัฐมนตรีของพรรคกล้าธรรม” นางมนพรกล่าว

นางมนพรกล่าวต่อว่า การแต่งตั้งโยกย้ายผู้บริหารในยุคของนายสุริยะ ยึดหลักความรู้ความสามารถ ความเหมาะสมกับตำแหน่ง และเป็นไปตามระบบราชการ ไม่มีการซื้อขายตำแหน่งหรือต่อรองผลประโยชน์อย่างแน่นอน นายสุริยะเน้นเรื่องการทำงานเพื่อพี่น้องประชาชน ไม่เน้นเรื่องการเงิน หากมีข้อมูลที่ไม่ถูกต้องจริงก็สามารถยื่นให้หน่วยงานตรวจสอบดำเนินการได้ เพราะนายสุริยะยืนยันด้วยตัวเองแล้วว่าพร้อมให้ตรวจสอบ ขออย่านำข่าวลือหรือข้อสันนิษฐานมาสร้างความสับสนกระทบต่อขวัญกำลังใจของข้าราชการที่ตั้งใจปฏิบัติหน้าที่เพื่อเกษตรกร ยืนยันว่าตนรู้จักนายสุริยะเป็นเวลานาน และเชื่อมั่นว่าจะไม่ดำเนินการใดที่กระทบต่อผลประโยชน์ของเกษตรกรไทย พร้อมเรียกร้องให้ทุกฝ่ายตรวจสอบการทำงานของรัฐบาลบนพื้นฐานของข้อเท็จจริง ไม่ใช่ออกมาให้ข่าวอย่างเลื่อนลอย ทำให้สังคมเกิดความสับสน