หน้าแรก การเมือง นักข่าวเวิร์ค...

นักข่าวเวิร์คพอยท์ ร้อง กมธ.พัฒนาการเมือง โดนฟ้องปิดปาก หลังทำข่าวขุดดินแลกน้ำ อ.นาดี 

23.07.26 | 11:39 น.

กมธ.พัฒนาการเมืองฯ ส.ส.-ส.ว. รับหนังสือ ‘เจี๊ยบ พรทิพย์’ กรณีสื่อมวลชนถูกฟ้อง SLAPP ด้าน ‘ภคมน’ เผย มีคณะทำงานรวบรวมเคสถูกฟ้องปิดปาก หลังได้รัฐบาลอนุทิน ขณะที่ ‘นรเศรษฐ์’ มอง เป็นการใช้กฎหมายปิดปากการพูดถึงประโยชน์สาธารณะ

เมื่อเวลา 09.00 น. วันที่ 23 กรกฎาคม ที่รัฐสภา น.ส.ภคมน หนุนอนันต์ ส.ส.บัญชีรายชื่อพรรคประชาชน ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการ (กมธ.) การพัฒนาการเมือง การสื่อสารมวลชนและการมีส่วนร่วมของประชาชน สภาผู้แทนราษฎร และ นายนรเศรษฐ์ ปรัชญากร ส.ว. ในฐานะประธานกมธ.พัฒนาการเมือง การมีส่วนร่วมของประชาชน สิทธิมนุษยชน สิทธิ เสรีภาพ และการคุ้มครองผู้บริโภค วุฒิสภา รับหนังสือกรณีผู้สื่อข่าวถูกคุกคาม ฟ้องปิดปาก จาก น.ส.พรทิพย์ โม่งใหญ่ บรรณาธิการโต๊ะรายงานข่าวพิเศษ

น.ส.พรทิพย์ กล่าวว่า วันนี้เข้ายื่นหนังสือต่อ กมธ.ในประเด็นการถูกฟ้องปิดปาก (SLAPP) สืบเนื่องจากทีมข่าวเวิร์คพอยท์ โดยตนและทีมงานได้ลงพื้นที่ติดตามโครงการขุดดินแลกน้ำ อ.นาดี จ.ปราจีนบุรี ซึ่งโครงการนี้เป็นโครงการที่ดำเนินการตามระเบียบกระทรวงมหาดไทย ผู้ดำเนินการคู่สัญญาคืออำเภอนาดี ซึ่งมีการประกาศให้คู่สัญญาดำเนินการขุดลอกคูคลอง โดยสามารถนำวัสดุและทรัพยากรธรรมชาตินำไปเป็นรายได้ แต่จากข้อเท็จจริงที่ตนได้ลงพื้นที่ในช่วงเดือนเมษายนที่ผ่านมา พบว่าโครงการดังกล่าว มีความผิดปกติในการดำเนินการ โดยลักษณะการดำเนินการไม่มีการขุดลอกคูคลองตามที่ได้กำหนดไว้ในรายละเอียด แต่เป็นลักษณะของการดูดทรายออกจำนวนมาก

น.ส.พรทิพย์ กล่าวต่อว่า ทีมข่าวได้ลงพื้นที่ตรวจสอบพบความผิดปกติหลายอย่าง และได้มีการนำเสนอข่าวออกไป ต่อมาตนและทีมงานถูกข่มขู่หลายครั้งขณะลงพื้นที่ มีรถยนต์ขับติดตามทีมงานตนยอมรับว่าพื้นที่ดังกล่าวใน จ.ปราจีนบุรี เป็นพื้นที่ที่มีผู้มีอิทธิพลสูง ตนและทีมงานทำงานในสภาวะถูกกดดัน ตนจึงมีการโพสต์ลงเฟสบุ๊กส่วนตัว พูดถึงวัตถุประสงค์ที่ทำข่าวเรื่องนี้ เพื่อขอสัมภาษณ์ข้อเท็จจริงและเรียกร้องว่าตนไม่ได้มาด้วยวัตถุประสงค์ร้าย แต่ต้องการคำชี้แจงจากคู่สัญญาเท่านั้น หลังจากนั้นก็มีการถูกฟ้อง SLAPP ตามมา

น.ส.พรทิพย์ กล่าวอีกว่า ตนอยากให้ทางกมธ.เชิญผู้สังเกตการณ์ ไปติดตามสื่อมวลชนและประชาชนในพื้นที่ ที่ถูกผู้มีอิทธิพลใช้อำนาจบางส่วน มีการกดดันเจ้าหน้าที่รัฐเข้าไปดำเนินการทางกฎหมายกับชาวบ้าน 2 คนในพื้นที่ รวมถึงตนที่ถูกฟ้องหมิ่นประมาทด้วยการโฆษณาจากการโพสต์ข้อความลงบนเฟสบุ๊ก ตนจึงนำหลักฐานบางส่วนมามอบให้ทางกมธ. ซึ่งเป็นรายละเอียดเกี่ยวกับความเชื่อมโยงของผู้มีอิทธิพลสู่ เรื่องการฟ้อง SLAPP

Advertisement

น.ส. พรทิพย์ กล่าวต่อว่า สาเหตุที่ตนมายื่นหนังสือต่อกมธ.ในวันนี้ เนื่องจากครั้งนี้ เป็นแรงต่อสู้ครั้งสุดท้ายในฐานะบรรณาธิการโต๊ะรายรายงานข่าวพิเศษ เวิร์คพอยท์ทีวี เพราะอีกไม่กี่วัน ตนจะถูกพ้นสภาพการเป็นพนักงาน จึงอยากทำหน้าที่สื่อครั้งสุดท้าย

โดยน.ส.ภคมน กล่าวว่า ตนขอเป็นกำลังใจให้กับสื่อมวลชนทุกคน ที่กำลังทำหน้าที่บนหลักการอย่างตรงไปตรงมา แต่กำลังเผชิญกับความท้าทายรอบด้าน โดยทางกมธ.เห็นความสำคัญของเรื่องนี้เป็นอันดับแรก มีคณะทำงานที่มีน.ส.ชลณัฏฐ์ โกยกุล สส.กทม. พรรคประชาชน เป็นหัวหน้าคณะทำงานซึ่งได้รวบรวมเคสต่างๆ ของสื่อมวลชนและประชาชนตลอด 3 เดือนที่ผ่านมา หลังมีรัฐบาลของนายอนุทิน ชาญวีรกูล ที่มีการฟ้องประชาชนและฟ้องปิดปากสื่อมวลชน

น.ส.ภคมน กล่าวต่อว่า ทางกมธ.จะรวบรวมและตั้งเป็นวาระพิจารณา เชิญหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เจ้าหน้าที่รัฐที่ฟ้องปิดปากประชาชนเข้ามาชี้แจง ตนยืนยันว่าการทำหน้าที่ของสื่อมวลชน ในการเปิดเผยความจริงเป็นจรรยาบรรณพื้นฐานที่สื่อมวลชนควรจะทำได้ และการปิดปากสื่อมวลชนไม่ใช่เพียงแค่การปิดปากน.ส.พรทิพย์ แต่เป็นการปิดบังความจริงในประเทศนี้ และทางกมธ.จะลงพื้นที่ในจ.ปราจีนบุรีในกรณีนี้ด้วย

ขณะที่นายนรเศรษฐ์ กล่าวว่า สิ่งที่เกิดขึ้นในประเทศตอนนี้ คือการใช้กฎหมายปิดปากการออกมาพูดถึงประโยชน์สาธารณะ หลายเคสที่ทางกมธ.ฝั่งสว. ดำเนินเรื่องในการประเด็นการฟ้อง SLAPP มา ตั้งแต่ช่วงหลังเลือกตั้ง เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ก็มีเรื่องที่คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ออกมาฟ้องภาคประชาชนที่ตรวจสอบการทำงาน โดยเรื่องนี้ เป็นอีกเรื่องที่การตรวจสอบโดยสื่อมวลชนในเรื่องประโยชน์สาธารณะถูกขู่ฟ้อง ทางกมธ.จะรับเรื่องนี้เข้ามาพิจารณาสืบหาข้อเท็จจริง อีกทั้งในช่วง 2 วันที่ผ่านมา มีประเด็นที่นายยิ่งชีพ อัชฌานนท์ ผู้อำนวยการ iLaw ออกมาเปิดเผยว่ามีการยื่นตรวจสอบประเด็นฮั้วสว. และถูกขู่ฟ้องจากพรรคภูมิใจไทย ซึ่งอาจมีการดำเนินคดีเกิดขึ้น

ด้านนายเทวฤทธิ์ สว. ในฐานะกมธ. กล่าวว่า ท่าทีของกระบวนการยุติธรรมโดยเฉพาะศาล กรณีการฟ้องปิดปาก มีท่าทีออกมาชัดเจนตั้งแต่วันที่ 29 พฤษภาคมที่ผ่านมา ซึ่งมีคำแนะนำของประธานศาลฎีการะบุชัดว่าเรื่องการเปิดเผยข้อมูลที่เป็นเรื่องการทุจริตมิชอบ ศาลมีอำนาจในการไต่สวน ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 161 ซึ่งตนมองว่ากรณีของน.ส.พรทิพย์ เป็นการทำงานในฐานะสื่อมวลชนในการสืบสวนสอบสวน ซึ่งการทำงานแบบนี้เป็นการสร้างเสริมสังคมประชาธิปไตย และเป็นไปเพื่อประโยชน์สาธารณะ