‘กมธ.งบฯ 70’ บี้ ‘กรมที่ดิน’ แจงความคืบหน้าปมเขากระโดง-ต่างชาติถือครองที่ดิน ด้าน ‘อธิบดีฯ’ ยันทำครบทุกขั้นตอนตามคำสั่งศาลแล้ว รับมีช่องโหว่สกัด ‘นอมินีต่างชาติ’ ถือครองที่ดิน เหตุหลังจดทะเบียนแล้วไปเปลี่ยนผู้ถือหุ้นออนไลน์ ขณะที่ ‘ณัฐยา’ ถามแนวทางแก้ปัญหาสวมสิทธิ์จ่ายเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ ‘รองอธิบดี สถ.‘ แจงจ่ายตามเลขบัตร ปชช. ยัน ไม่มีสวมสิทธิ์แน่
เมื่อวันที่ 23 กรกฎาคม ที่รัฐสภา การประชุมคณะกรรมาธิการ (กมธ.) วิสามัญพิจารณาร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณพ.ศ.2570 สภาผู้แทนราษฎร ที่มีนายอนุรักษ์ จุรีมาศ ส.ส.ร้อยเอ็ด พรรคภูมิใจไทย ในฐานะรองประธาน กมธ.ฯ ทำหน้าที่ประธานที่ประชุม วาระพิจารณามาตรา 20 กระทรวงมหาดไทยและหน่วยงานในกำกับ
ช่วงหนึ่ง นายสุรเชษฐ์ ประวีณวงศ์วุฒิ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ในฐานะกมธ.ฯ สอบถามกรมที่ดินถึงความคืบหน้าที่ดินเขากระโดง
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ช่วงหนึ่งมีสัญญาณแจ้งเตือนไฟไหม้ดังขึ้นเป็นระยะ ทำให้กมธ.ฯ ทักท้วงขึ้นโดยขอให้ประธานเช็กสัญญาณแจ้งเตือนก่อน เพราะหากไฟไหม้ 10 นาทีตอนนี้ไม่เหลืออะไรแล้ว นายอนุรักษ์ จึงชี้แจงว่า ไม่มีอะไร วันที่ 24 กรกฎาคม สภาจะมีซ้อมหนีไฟ และกรมป้องกันภัยอยู่กับเรา

ขณะที่ น.ส.เพียงพนอ บุญกล่ำ กมธ.ฯ สอบถามถึงกรณีนอมินีถือครองที่ดินโดยคนต่างชาติ ท่านจะจัดการเพื่อลดปัญหาอย่างไร
น.ส.ณัฐยา บุญภักดี ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ในฐานะ กมธ. สอบถามกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น (สถ.) ถึงแนวทางการแก้ปัญหากรณีการจ่ายเงินเบี้ยผู้สูงอายุไม่ถึงมือผู้สูงอายุ หรือการทุจริตสวมสิทธิ์การรับเบี้ยยังชีพแทน

ด้าน นายพรพจน์ เพ็ญพาส อธิบดีกรมที่ดิน ชี้แจงว่า สำหรับเรื่องที่ดินเขากระโดงที่มีนายสุรเชษฐ์สอบถามว่าขณะนี้อยู่ในขั้นตอนใดนั้น กรมที่ดินได้มีการชี้แจงเป็นเพรสไปหลายครั้งแล้ว ในเรื่องของการปฏิบัติตามคำสั่งศาลไม่ว่าจะเป็นศาลฎีกา ศาลอุทธรณ์ภาคสาม ในการที่มีคำสั่งให้ปฏิบัติอะไรเช่น การยกเลิกการออกโฉนด 35 ราย การเพิกถอนโฉนดที่ดิน นส.3 กรมที่ดินได้มีการทำครบถ้วนตามคำสั่งศาลเรียบร้อยแล้ว
นายพรพจน์ กล่าวต่อว่า ส่วนกรณีที่ศาลปกครองกลางมีคำสั่งให้ตั้งคณะกรรมการตามมาตรา 61 ในการตั้งคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริง รวมถึงเพิกถอนพื้นที่ในบริเวณเขากระโดงนั้น กรมที่ดินก็ได้มีการดำเนินการเรียบร้อยหมดแล้วตั้งแต่การตั้งคณะกรรมการที่จะมีการวินิจฉัยรวมถึงการที่จะยุติเรื่องในการดำเนินการโดยได้มีการแจ้งผู้ที่เกี่ยวข้องคือการรถไฟแห่งประเทศไทยเรียบร้อย และการรถไฟฯ ได้มีการฟ้องศาลปกครองต่อในการยื่นอุทธรณ์คำสั่งที่ทางกรมที่ดินได้เสนอให้ยุติเรื่อง
นายพรพจน์ กล่าวด้วยว่า หากพูดจริงๆ ขณะนี้เรื่องที่ดินเขากระโดงอยู่ในขั้นตอนของศาล การรถไฟฯ ได้มีการฟ้องประชาชนที่อยู่ในเขตพื้นที่บริเวณนั้นอยู่ประมาณ 108 แปลง 24 คดี ขณะนี้อยู่ที่ศาลแพ่ง อยู่ที่ศาลจังหวัดบุรีรัมย์ในการดำเนินการตนมีส่วนร่วมในการทำแผนที่พิพาทเพื่อให้ศาลพิจารณาดำเนินการต่อไป
นายพรพจน์ ชี้แจงว่า สำหรับเรื่องนอมินีที่น.ส.เพียงพนอ สอบถามนั้น ในกฎหมายที่ดินเรามีมาตรา 97 ที่พูดถึงหลักเกณฑ์การเป็นคนไทยหรือชาวต่างชาติ โดยเรามีการพิจารณาจากหลักเกณฑ์คือ ในกรณีที่ต่างชาติถือหุ้น 49% ขณะที่คนไทยต้องถือหุ้น 51% แต่หากต่างชาติถือหุ้นมากกว่าคนไทยก็ถือเป็นบริษัทของต่างชาติ ไม่สามารถถือครองที่ดินในประเทศไทยได้ ส่วนการดำเนินการของกรมที่ดินทั้ง 400 กว่าแห่งดำเนินการอยู่เราแยกเป็น 2 ส่วนคือ 1.กรณีเป็นบุคคลธรรมดา เราจะมีการสอบสวนแหล่งที่มาของเงินรายได้ อาชีพ หากมีคู่สมรสต่างชาติก็ต้องให้ถ้อยคำเป็นทรัพย์สินส่วนตัวไม่ใช่เป็นสินสมรส หากเป็นบุตรของต่างชาติก็ต้องมีการสอบสวนอย่างรอบคอบ เพื่อหลีกเลี่ยงว่ากรมที่ดินจดทะเบียนให้กับบุคคลที่เป็นนอมินีคนต่างชาติ 2.กรณีที่มีมูลค่าการซื้อขาย หากเป็นเงินสดชำระเกิน 2 ล้านบาท และหากเป็นที่ดินราคารวมเกิน 5 ล้านบาทต้องมีการรายงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) ทุกกรณี
นายพรพจน์ กล่าวต่อว่า ในส่วนของนิติบุคคลก็เช่นเดียวกัน เรามีการตรวจรายงานการประชุม งบทุน การประกอบธุรกิจ ซึ่งเราจะเช็กกับกรมธุรกิจการค้าทุกครั้ง เฉพาะเรื่องหุ้นเราให้เป็นวงรอบการตรวจสอบทุก 3 เดือน แต่กระแสขณะนี้แรงมากเราจึงมีการเชื่อมต่อลิงก์กับกรมธุรกิจการค้าแทบทุกวันในข้อมูลที่สงสัยว่าอาจจะไม่เป็นไปตามมาตรฐานกฎหมายของไทย เรามีการดำเนินการอยู่

นายพรพจน์ กล่าวอีกว่า เรื่องนี้จะมีข้อสังเกตอยู่คือกรณีที่มาทำธุรกรรมกับเรา เป็นไปตามกฎหมายทุกอย่าง แต่หลังออกจากเราแล้วกลับมีการไปเปลี่ยนสัดส่วนผู้ถือหุ้น มีเรื่องของ E-Register ที่สามารถเปลี่ยนออนไลน์ได้ โดยในส่วนนี้สำนักงานกรมที่ดินอาจจะไปไม่ถึง เราจึงจะมีการเช็กแค่กรณีที่ผู้ร้องเรียนมา เราพยายามจะทำอยู่ แต่ก็มีปัญหาในเรื่องของการดำเนินการ เรื่องพวกนี้เป็นเรื่องปลีกย่อย พูดง่ายๆ กรมที่ดินอยู่แถวสอง แถวหนึ่งต้องเป็นตำรวจปกครองท้องถิ่นที่จะดูในเรื่องของพื้นที่ที่ตัวเองรับผิดชอบ
นายศิริพันธ์ ศรีกงพลี รองอธิบดี สถ. ชี้แจงว่า สำหรับแนวทางการแก้ไขปัญหากรณีจ่ายเงินไม่ถึงมือผู้สูงอายุ หรือการทุจริตสวมสิทธิ์ในการรับเบี้ยยังชีพแทนที่น.ส.ณัฐยาสอบถามมานั้น เรื่องนี้ สถ.ได้มีหนังสือแจ้งซักซ้อมการดำเนินการเกี่ยวกับการจ่ายเบี้ยยังชีพ โดยผู้สูงอายุที่มีสิทธิ์ได้รับเบี้ยยังชีพ สามารถเลือกรับเงินเป็นเงินสดหรือโอนผ่านบัญชีได้ ซึ่งองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นจะดำเนินการจ่ายเบี้ยยังชีพตามความประสงค์ของผู้ได้รับสิทธิ์ที่ได้แจ้งไว้ ในกรณีที่มีการมอบอำนาจให้ผู้อื่นรับแทนต้องทำหนังสือมอบอำนาจ และระบุตัวบุคคลให้ชัดเจน มีพยานหลักฐานรับรองข้อมูลด้วย
นายศิริพันธ์ กล่าวต่อว่า ส่วนกรณีการป้องกันการสวมสิทธิ์นั้น การรับรองและการรับเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุแทนกันนั้น องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นได้ดำเนินการจ่ายเบี้ยยังชีพตามเลขบัตรประจำตัวประชาชนเท่านั้น และจ่ายเงินที่มีการตรวจสอบตามฐานข้อมูลทะเบียนราษฎร จึงไม่มีการสวมสิทธิ์แต่อย่างใด


