‘ไอซ์’ โยนถาม ‘ภาวุธ’ เองดีกว่า ทำไมท่าทีเปลี่ยนจากหน้ามือเป็นหลังมือ ปม AI Pass บอกอยากฟังเหมือนกัน จะตอบอย่างไร ฉะ พวกมีอำนาจใช้กำลังภายในบิดเบือนเจตจำนง พูดเรื่อง ‘ความคุ้มค่า’ เพราะตอบเรื่อง ‘ทุจริต’ ไม่ได้! ย้ำธงพรรคประชาชนไม่เปลี่ยน ล้มโครงการ ให้พับงบ 1,600 ล้านให้ได้
เมื่อเวลา 10.45 น. วันที่ 24 กรกฎาคม ที่รัฐสภา น.ส.รักชนก ศรีนอก ส.ส.บัญชีรายชื่อพรรคประชาชน ให้สัมภาษณ์กรณีเสียงวิพากษ์วิจารณ์ นายภาวุธ พงษ์วิทยภานุ ส.ส.บัญชีรายชื่อพรรคประชาชน ที่เหมือนพลิกจากหน้ามือเป็นหลังมือ ปมการตรวจสอบ TH-AI Passport ได้มีการพูดคุยกันหรือไม่ ว่า ถามตนไปก็ไม่ได้คำตอบอะไร ขอให้ไปถามตัวนายภาวุธเองดีกว่า
ผู้สื่อข่าวถามว่า รู้สึกอย่างไรที่นายภาวุธถอยขนาดนี้ ซึ่งบางคนมองว่าเป็นการไปดีลเอาไว้ น.ส.รักชนก กล่าวว่า คงไม่มีใครตอบคำถามนี้ได้ดีเท่านายภาวุธ ขอให้รอถามเจ้าตัว
เมื่อถามว่า การเป็นแบบนี้ ทำให้คนที่ยังทำงานอยู่ กลายเป็นถูกลดทอนความน่าเชื่อถือและจะกระทบกับการทำงานหรือไม่ น.ส.รักชนกกล่าวว่า ตนขอแยกออกเป็น 2 เรื่อง โดยประชาชนที่ได้ทดลองใช้โครงการนี้แล้วรู้สึกว่าสามารถปรับปรุงได้ ทำให้คุ้มค่าได้ หากมองเป็นโครงการที่ดี ก็สามารถวิพากษ์วิจารณ์หรือสนับสนุนได้ แต่ตนมองว่าในฐานะฝ่ายการเมืองอย่างพรรคประชาชน ซึ่งมีการพูดคุยกันตั้งแต่แรกว่าธงของพรรค คือล้มโครงการ ที่มีข้อสังเกต ข้อพิรุธส่อไปในทางทุจริตล็อกสเปกให้ได้
น.ส.รักชนก กล่าวต่อว่า ดังนั้น ธงของพรรคไม่เคยเปลี่ยน แม้สุดท้ายอาจไปไม่ถึงเป้าหมายของพรรค แต่ก็ต้องพยายามถึงที่สุดเพื่อให้เรื่องไปถึงตรงนั้น ดังนั้น ตนมองว่าเราพูดคุยกันชัดเจนแล้วว่าธงของพรรคคืออะไร หากมีการเปลี่ยนท่าทีของฝ่ายการเมือง ประชาชนก็สามารถรับรู้ได้ว่าแปลกหรือไม่แปลก
น.ส.รักชนก กล่าวว่า สิ่งที่ผู้มีอิทธิพล ผู้มีอำนาจ ในการถืองบประมาณแผ่นดิน ถือกฎระเบียบในการบริหารราชการแผ่นดินทำได้ คือการใช้อำนาจที่มี ในการบิดเบือนเจตจำนงเดิม เบี่ยงเบนประเด็นสังคม จากเรื่องทุจริตคอร์รัปชั่น การล็อกสเปกไปคุยกันในเรื่องความคุ้มค่า คนเหล่านี้สามารถทำแบบนั้นได้ เพราะหากคุยกันในเรื่องการทุจริตคอร์รัปชั่น คนเหล่านี้ตอบไม่ได้ ดังนั้น สิ่งที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ปลัดกระทรวงดีอี หรือคนที่เกี่ยวข้องกับโครงโครงการนี้ต้องการมากที่สุด คือการไปคุยกันเรื่องความคุ้มค่า เพราะถึงที่สุดแล้วเขาสามารถเปลี่ยนแปลงโครงการนี้ให้คุ้มค่ากับเงิน 1.6 พันล้านบาท ได้ ซึ่งเป็นสิ่งที่ควรจะต้องทำอยู่แล้ว ไม่ต้องรอให้ใครออกมาวิพากษ์วิจารณ์
น.ส.รักชนกกล่าวต่อว่า แต่เรื่องนี้ความคุ้มค่าไม่ได้เกิดขึ้นตั้งแต่แรก ที่สำคัญคือที่มาของโครงการนี้ อยู่ที่ทีโออาร์ข้อ 5 ความสัมพันธ์ระหว่างบริษัท Human Intelligence กับบริษัท Plan B ชื่อโครงการ TH-AI Passport กับ Plan B AI Passport การที่ได้ล่วงรู้ว่ามีความพยายามที่จะทำโครงการนี้ตั้งแต่ก่อนทีโออาร์จะเสร็จ เราจะมองข้ามเรื่องเหล่านี้และมาพูดคุยกันเรื่องความคุ้มค่า ตนมองว่าเป็นการสะท้อนว่า ทำไมถึงยังแก้ปัญหาการทุจริตคอร์รัปชันของประเทศนี้ไม่ได้สักที
เมื่อถามว่า การที่นายภาวุธพูดเน้นเรื่องความคุ้มค่า และน.ส.รักชนกพูดถึงประเด็นการทุจริต ล็อกสเปก การตรวจสอบจะไปด้วยกันได้หรือไม่ น.ส.รักชนก กล่าวว่า ให้ลองไปถามที่นายภาวุธ เพราะตนก็อยากรู้เช่นเดียวกัน ว่านายภาวุธจะตอบอย่างไร

