หน้าแรก การเมือง ปลัดมท.ประชุม...

ปลัดมท.ประชุมบก.ปภ.ช. รับมือภัยแล้ง-อุทกภัย กำชับ ทุกคนต้องปลอดภัย-ไม่มีคนเสียชีวิต

24.07.26 | 16:56 น.

ปลัดมท.ประชุมบก.ปภ.ช. รับมือสถานการณ์ภัยแล้ง-อุทกภัย ย้ำทุกพื้นที่ต้องเตรียมความพร้อมรับมือสถานการณ์ แจ้งเตือนประชาชน เร่งสำรวจเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบให้เร็วที่สุด กำชับทุกคนต้องปลอดภัย และต้องไม่มีคนเสียชีวิต

เมื่อวันที่ 24 กรกฎาคม ที่กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย นายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ ปลัดกระทรวงมหาดไทย ในฐานะรองผู้บัญชาการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยแห่งชาติ เป็นประธานการประชุมกองบัญชาการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยแห่งชาติ (บก.ปภ.ช.) เพื่อเตรียมความพร้อมรับสถานการณ์ภัยแล้งและอุทกภัย พ.ศ. 2569 โดยมีนายธีรพัฒน์ คัชมาตย์ อธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย พร้อมด้วยคณะกรรมการ บก.ปภ.ช. ผู้ว่าราชการจังหวัด ผู้บริหารกรม หน่วยงานรัฐวิสาหกิจในสังกัดกระทรวงมหาดไทย ผู้ทรงคุณวุฒิ และภาคีเครือข่าย เข้าร่วมประชุม

นายอรรษิษฐ์ กล่าวว่า จากสถานการณ์ภัยพิบัติในห้วงที่ผ่านมา ทำให้พวกเราได้มีบทเรียนในการบริหารจัดการสถานการณ์อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งสิ่งสำคัญที่สุดก็คือ การเตรียมความพร้อม โดยในวันนี้ท่านอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ในฐานะผู้บัญชาการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยแห่งชาติ ได้สั่งการให้ตนพร้อมด้วยอธิบดี ปภ.ได้เชิญทุกหน่วยงานประชุมบูรณาการทำงานเพื่อดำเนินการตามมาตรฐานการป้องกันเพื่อลดผลกระทบจากสภาวะการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

เพราะถึงแม้เราจะไม่สามารถเอาชนะธรรมชาติได้ แต่ถ้าหน่วยงานได้เตรียมความพร้อมแล้ว ก็เชื่อมั่นว่าก็จะลดผลกระทบได้เป็นอย่างดี สอดคล้องกับมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 3 กุมภาพันธ์ ที่ได้เห็นชอบมาตรการรองรับฤดูแล้งปี 68–69 รวม 8 มาตรการสำคัญ และมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 10 มิถุนายน เห็นชอบ 9 มาตรการรับฤดูฝน ปี 69

ทั้งการคาดการณ์ ชี้เป้าพื้นที่เสี่ยง บริหารจัดการน้ำ เตรียมเครื่องจักรกลสาธารณภัย เพิ่มประสิทธิภาพการระบายน้ำ เสริมความเข้มแข็งพนังกั้นน้ำและสำรองน้ำ และสร้างความตระหนักรู้กับประชาชน เพื่อให้การแก้ปัญหามีประสิทธิภาพทุกมิติ ทั้งนี้ ด้วยความหลากหลายของพื้นที่ บางพื้นที่เสี่ยงทั้งฝนตกหนักและประสบภัยแล้งอยู่ด้วยกัน หรือในบางจังหวัดน้ำมาก บางจังหวัดฝนทิ้งช่วง จนเกิดภาวะน้ำท่วมซ้ำซากหรือน้ำแล้งซ้ำซาก สิ่งสำคัญคือ ทุกหน่วยทุกจังหวัดต้องเตรียมความพร้อมรับมือ และหากเกิดเหตุการณ์ต้องดำเนินการจัดการให้เร็วที่สุด ทำให้ทุกคนปลอดภัย ไม่มีคนเสียชีวิต

Advertisement

นายอรรษิษฐ์ กล่าวว่า สำหรับมาตรการป้องกัน หากประเมินแล้วว่าจะเกิดภัย ต้องแจ้งเตือนประชาชนก่อนเกิดภัย และหากเกิดภัย ก็ต้องมีการบริหารจัดการที่ดี เฉกเช่นอุทกภัยที่ อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา ในปีที่ผ่านมามี ม.สงขลานครินทร์ เป็นศูนย์พักพิงต้นแบบ แต่ถึงกระนั้น พื้นที่อำเภออื่น ๆ ก็ต้องเตรียมพร้อมศูนย์พักพิงให้มีมาตรฐาน โดยร่วมกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นดำเนินการในเบื้องต้น และจังหวัดร่วมกับภาคเอกชนสนับสนุน เพื่อให้ประชาชนใช้ชีวิตใกล้เคียงปกติสุขในศูนย์พักพิงให้มากที่สุด และเมื่อหลังเกิดภัย ก็มีการประสานหน่วยงานบริการพาชาวบ้านกลับบ้าน และเร่งสำรวจความเสียหายและเยียวยาให้รวดเร็วที่สุด ถูกต้อง และครบถ้วน

ด้านนายธีรพัฒน์ กล่าวว่า กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยในฐานะกองอำนวยการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยกลาง ได้มีหนังสือสั่งการไปจังหวัดผู้ว่าราชการจังหวัดทั่วประเทศเมื่อ 18 กุมภาพันธ์ให้ดำเนินการภายใต้ 7 มาตรการสำคัญเพื่อติดตามสถานการณ์น้ำและเตรียมแผนเผชิญเหตุ โดยเฉพาะการประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนทราบอย่างต่อเนื่องและเตรียมกำลังคน เครื่องจักรกลในระดับพื้นที่ ตรวจสอบซ่อมแซมภาชนะเก็บกักน้ำกลาง ดูแลน้ำชุมชนให้ใช้การได้ โดยพื้นที่ที่คาดว่าจะเกิดภัยหรือแล้งแล้วต้องตั้งศูนย์บัญชาการและดูแล

หากมีสถานการณ์รุนแรงและเข้าหลักเกณฑ์ให้พิจารณาประกาศพื้นที่ประสบภัย หรือเขตให้ความช่วยเหลือประสบภัยฉุกเฉินและรายงานกรม ปภ.ทราบ และได้มีการประชุมเตรียมความพร้อมและสั่งการการรับมือฤดูฝน เพื่อติดตามแก้ไขปัญหาจากเหตุการณ์เอลนีโญ เพื่อติดตามสถานการณ์ พร้อมสั่งการ ปภ. ศูนย์ 18 เขต ได้เตรียมความพร้อมทั้งด้านกำลังเจ้าหน้าที่ เครื่องจักรกลสาธารณภัย พร้อมสนับสนุนทุกจังหวัดตลอด 24 ชั่วโมง

นายธีรพัฒน์ กล่าวต่อว่า ด้านอุทกภัย ปีนี้มีทั้งภัยแล้งสลับอุทกภัย ซึ่งที่ผ่านมาหลายจังหวัดได้รับผลกระทบไปแล้ว และได้มีการแจ้งเตือนผ่าน Cell Broadcast แล้วหลายพื้นที่ โดยได้มีการบูรณาการข้อมูลหน่วยงานทั้งจากดาวเทียม และด้านต่าง ๆ ครอบคลุมทั้งเรื่องน้ำและสภาพอากาศ และต่อไปจะมีการตั้งวอร์รูม 18 ศูนย์เขตเพื่อประเมินสถานการณ์อย่างใกล้ชิดกับผู้ว่าราชการจังหวัดสำหรับการนำข้อมูลประกอบการพิจารณาตัดสินใจบริหารจัดการสถานการณ์ภัยในพื้นที่

นอกจากนี้ ได้เน้นย้ำทุกจังหวัดให้ความสำคัญกับการเตือนภัยทุกช่องทาง ทั้งหอกระจายข่าวและเสียงตามสาย วิทยุชุมชน และทุกรูปแบบในพื้นที่ เพื่อให้การแจ้งเตือนครอบคลุมไปถึงประชาชนที่ไม่มีโทรศัพท์สมาร์ทโฟน และต้องประสานสมาคมวิทยุสมัครเล่นในพื้นที่อย่างใกล้ชิดเพื่อสถาปนาระบบการสื่อสารผ่านเครือข่ายนักวิทยุสมัครเล่นในพื้นที่ รองรับกรณีที่การสื่อสารอื่นไม่สามารถสื่อสารได้ และนำแผนเผชิญเหตุของพื้นที่ ใช้ในการสำรวจความพร้อมทั้ง อส. อปพร. มูลนิธิ ภาคเอกชน และทรัพยากรในพื้นที่เพื่อให้การดำเนินการเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ

นายเสรี ศุภราทิตย์ ผู้เชี่ยวชาญด้านการบริหารจัดการน้ำและภัยพิบัติ ศูนย์เตือนภัยพิบัติแห่งชาติ กล่าวถึงการคาดการณ์แนวโน้มสภาวะอากาศ ซึ่งในปัจจุบันมีสถานการณ์ที่น่าจับตามอง 2 เรื่องหลัก คือ 1.อุณหภูมิโลกเป็นประวัติศาสตร์ โดยเฉพาะน้ำทะเลที่ร้อนขึ้นสูงสุดในประวัติศาสตร์เท่าที่มีการบันทึกไว้ และ 2.คาดการณ์จะมีซูเปอร์เอลนีโญ (Super El Niño) ในทุกพื้นที่ ซึ่ง 2 สิ่งนี้เป็นสิ่งที่จะประมาทไม่ได้ เพราะเราไม่เคยเจอสถานการณ์แบบนี้ การที่อุณหภูมิเพิ่มขึ้นทำให้เราคาดการณ์ลำบากมาก และไม่ได้หมายความว่าน้ำจะไม่ท่วม

ทั้งนี้ สำหรับระยะสั้น คาดว่าอีก 10 วันข้างหน้า ห้วง 24 กรกฎาคม–2 สิงหาคม ต้องเฝ้าระวังน้ำป่าไหลหลาก โดยเฉพาะภาคตะวันออกและภาคใต้ฝั่งตะวันตก และห้วง 27 กรกฎาคม–31 สิงหาคม จะมีอุณหภูมิสูงขึ้น และสำหรับการคาดการณ์สภาพภัยแล้ง และน้ำท่วม จนถึงสิ้นปี 69 พบว่า ตั้งแต่เดือน กันยายน-ธันวาคม จะเกิดภาวะแล้งในภาคต่างๆ ยกเว้นภาคใต้ (อ.หาดใหญ่ และจ.ต่าง ๆ) ที่ต้องเฝ้าระวังปริมาณฝนตกหนักในช่วงเดือน พฤศจิกายน-ธันวาคม อันอาจส่งผลให้เกิดน้ำท่วมเฉกเช่นปีที่ผ่านมา แต่ทั้งนี้ 3 สิ่งที่ต้องเฝ้าระวังที่จะเกิดในประเทศไทย คือ 1.ความร้อนสุดขั้ว 2.ความมั่นคงด้านน้ำ และ 3.เรื่องอุณหภูมิน้ำทะเลสูงขึ้น