ส่องไทม์ไลน์กรรมการสรรหา 37 วัน ปิดเรื่องประธาน กสทช. เมินข้อเสนอธปท. แนะหารือกฤษฎีกาปมองค์ประชุม แต่กรรมการสรรหายืนยันอำนาจวินิจฉัยเอง จนมีมติให้ ‘นพ.สรณ’ มีลักษณะต้องห้าม
เมื่อวันที่ 24 กรกฎาคม ผู้สื่อข่าวรายงานว่า กระบวนการพิจารณาของคณะกรรมการสรรหากรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ที่ใช้เวลารวม 37 วัน นับจากวันที่มีหนังสือเรียกให้ นพ. สรณ บุญใบชัยพฤกษ์ ประธาน กสทช. ชี้แจง จนถึงวันที่มีมติวินิจฉัยว่า นพ.สรณ มีลักษณะต้องห้ามและพ้นจากตำแหน่ง กำลังถูกจับตาอย่างใกล้ชิด ท่ามกลางข้อถกเถียงทั้งเรื่องอำนาจของคณะกรรมการสรรหา ความชอบด้วยกฎหมายขององค์ประชุม และความเป็นธรรมของกระบวนการพิจารณา ล่าสุดพบว่า ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เคยเสนอให้คณะกรรมการสรรหา หารือสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา
เพื่อวินิจฉัยกรณี นายวิทัย รัตนากร ผู้ว่าธปท. มีอำนาจเข้าร่วมเป็นกรรมการสรรหาชุดเดิมได้หรือไม่ ขณะที่ นางยุพิน ชลานนท์นิวัฒน์ กรรมการสรรหาจากคณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดิน ไม่ได้เข้าร่วมประชุมภายหลังแสดงความเห็นคัดค้านเรื่องอำนาจของคณะกรรมการสรรหา ส่วน นพ.เปรมศักดิ์ เพียยุระ สว.และรองประธานคณะกรรมาธิการเทคโนโลยีสารสนเทศ การสื่อสาร และการโทรคมนาคม วุฒิสภา เห็นว่า มติดังกล่าวอาจไม่ชอบด้วยกฎหมาย และเรียกร้องให้รัฐบาลใช้ความรอบคอบในการดำเนินการต่อไป
โดย นพ.เปรมศักดิ์ เปิดเผยว่า มติดังกล่าวอาจไม่ชอบด้วยกฎหมาย เนื่องจากเห็นว่าองค์ประชุมอาจไม่ครบ หากการเข้าร่วมประชุมของนายวิทัย ไม่มีอำนาจตามกฎหมาย อีกทั้งเห็นว่าการเรียกคณะกรรมการสรรหาชุดเดิมกลับมาลงมติอีกครั้ง อาจก่อให้เกิดบรรทัดฐานที่ส่งผลกระทบต่อองค์กรอิสระและระบบกฎหมายในอนาคต ขอเรียกร้องให้รัฐบาลใช้ความรอบคอบ หากจะดำเนินการตามมติดังกล่าวในขั้นตอนต่อไป กรณีดังกล่าวจึงทำให้การพิจารณาสถานะของประธาน กสทช. ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงผลของมติ 4 ต่อ 0 เท่านั้น แต่ยังขยายไปสู่คำถามสำคัญเกี่ยวกับความชอบด้วยกฎหมายขององค์ประกอบคณะกรรมการสรรหา การปฏิเสธข้อเสนอของ ธปท. ที่ให้หารือคณะกรรมการกฤษฎีกา รวมถึงมาตรฐานด้านความเป็นธรรมของกระบวนการพิจารณา ซึ่งอาจเป็นประเด็นสำคัญที่ต้องได้รับการตรวจสอบและตีความตามกระบวนการกฎหมายต่อไป
ทั้งนี้ไทม์ไลน์ 37 วันปิดเรื่องประธาน กสทช.
กระบวนการพิจารณาของคณะกรรมการสรรหาที่มีมติว่าประธาน กสทช.ขาดคุณสมบัติ ใช้เวลาเพียง 37 วันในการพิจารณา นับจากหนังสือเรียกให้ ประธาน กสทช.ส่งคำชี้แจงอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 10 มิถุนายน 2569 จนถึงวันมีมติวันที่ 17 กรกฎาคม 2569 ข้อเท็จจริงพบว่ากรรมการสรรหาได้มีหนังสือฉบับแรกเมื่อวันที่ 10 มิถุนายน 2569 กำหนดให้ประธาน กสทช. ต้องส่งเอกสารภายในวันที่ 23 มิถุนายน หรือเพียง 13 วันนับจากวันออกหนังสือ และเชิญเข้าชี้แจงวันที่ 26 มิถุนายน โดยเรียกข้อมูลหลายชุด ทั้งสถานะการทำงาน เอกสารภาษี และข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการเป็นกรรมการอิสระของธนาคารกรุงเทพย้อนหลังไปถึงปี 2565
อย่างไรก็ตา มประธาน กสทช. ไม่ได้เข้าชี้แจงวันที่ 26 มิถุนายน เหตุติดภารกิจที่นัดหมายไว้ล่วงหน้า คณะกรรมการสรรหาจึงมีหนังสือลงวันที่ 29 มิถุนายนพร้อมระบุว่าเป็น การเชิญ “ครั้งสุดท้าย” ให้ส่งเอกสารทั้งหมดและเข้าประชุมวันที่ 10 กรกฎาคม หากไม่ดำเนินการ คณะกรรมการสรรหา อาจวินิจฉัยต่อไปโดยไม่รอข้อมูลเพิ่มเติม หลังวันนัดชี้แจงครั้งสุดท้าย คณะกรรมการสรรหาใช้เวลาเพียง 7 วัน ก่อนมีมติในวันที่ 17 กรกฎาคม 2569

ทั้งนี้ ธปท. ขอหารือกฤษฎีกาปมองค์ประชุม แต่คณะกรรมการสรรหาชี้ว่า คำวินิจฉัยเป็นที่สุด โดยแหล่งข่าวจาก ธปท.ระบุว่า ก่อนที่คณะกรรมการสรรหากรรมการ กสทช. จะเดินหน้าพิจารณาสถานะของ นพ. สรณ ทางธปท. ได้มีหนังสือด่วนที่สุด ที่ ธปท. 3182/2569 และ 3183/2569 ลงวันที่ 27 พฤษภาคม 2569 ขอให้สำนักงานเลขาธิการวุฒิสภาหารือสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา เพื่อให้เกิดความชัดเจนทางกฎหมายใน 2 ประเด็นสำคัญ ได้แก่ คณะกรรมการสรรหาชุดเดิมยังมีอำนาจดำเนินการในกรณีดังกล่าวหรือไม่ และนายวิทัย สามารถเข้าร่วมเป็นองค์ประกอบของคณะกรรมการสรรหาชุดเดิมแทนผู้ดำรงตำแหน่งเดิมได้หรือไม่ จากข้อหารือดังกล่าวมีขึ้นเนื่องจากประเด็นองค์ประกอบของคณะกรรมการสรรหามีผลโดยตรงต่อความครบถ้วนขององค์ประชุม ตลอดจนความชอบด้วยกฎหมายของการพิจารณาและมติที่จะเกิดขึ้น แต่ภายหลังกลับไม่ปรากฏว่ามีการส่งเรื่องไปยังสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาตามข้อเสนอของ ธปท.
ทั้งนี้ ในคำวินิจฉัยของคณะกรรมการสรรหาระบุว่า คณะกรรมการได้วินิจฉัยไว้แล้วตั้งแต่วันที่ 8 พฤษภาคม 2569 ว่า ผู้ว่าธปท. คนปัจจุบันเป็นกรรมการสรรหาโดยตำแหน่งตามมาตรา 14 และเห็นว่าคำวินิจฉัยดังกล่าวเป็นที่สุดตามมาตรา 15/1 โดยเหตุผลในลักษณะเดียวกันยังปรากฏในหนังสือที่ส่งถึงประธาน กสทช. ลงวันที่ 10 มิถุนายน 2569 ประเด็นดังกล่าวทำให้เกิดข้อถกเถียงว่าการที่คณะกรรมการสรรหาวินิจฉัย เกี่ยวกับองค์ประกอบและอำนาจของตนเองสอดคล้องกับหลักกฎหมายปกครองหรือไม่ แทนที่จะส่งเรื่องให้สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาพิจารณาเพื่อสร้างความชัดเจนตามข้อเสนอของ ธปท. โดยเฉพาะเมื่อข้อวินิจฉัยดังกล่าวมีผลโดยตรงต่อการรับรองสถานะของนายวิทัย ในฐานะกรรมการสรรหาคนที่ 4 และทำให้องค์ประชุมเพียงพอสำหรับการพิจารณาและลงมติกรณีประธาน กสทช.
ในทางกฎหมาย จึงมีข้อถกเถียงว่า มาตรา 15/1 ให้อำนาจคณะกรรมการสรรหาวินิจฉัยเฉพาะปัญหาเกี่ยวกับคุณสมบัติหรือลักษณะต้องห้ามของ “ผู้สมัครเข้ารับการสรรหาหรือผู้ได้รับการคัดเลือก” เป็นกรรมการ กสทช. เท่านั้น แต่ไม่ได้บัญญัติอย่างชัดเจนให้อำนาจคณะกรรมการสรรหาชี้ขาดว่า ผู้ดำรงตำแหน่งตามกฎหมายคนใหม่สามารถเข้ามาเป็นองค์ประกอบของคณะกรรมการสรรหาชุดเดิมและร่วมลงมติได้หรือไม่
นักกฎหมายบางส่วนจึงตั้งข้อสังเกตว่า การที่คณะกรรมการผู้ใช้อำนาจทางปกครองวินิจฉัยถึงองค์ประกอบและขอบเขตอำนาจของตนเอง อาจก่อให้เกิดปัญหาเรื่องความเป็นกลางและผลประโยชน์ขัดกัน หากคำวินิจฉัยนั้นเป็นเงื่อนไขสำคัญที่ทำให้องค์ประชุมครบและนำไปสู่การลงมติในเรื่องที่มีผลกระทบต่อสถานะของประธานองค์กรอิสระ
นอกจากนี้ นางยุพิน ชลานนท์นิวัฒน์ กรรมการตรวจเงินแผ่นดินในฐานะกรรมการสรรหาเสียงข้างน้อย ยังได้ทักท้วงว่า อำนาจของคณะกรรมการสรรหาชุดเดิมได้สิ้นสุดลงแล้ว ภายหลังเสร็จสิ้นภารกิจสรรหากรรมการ กสทช. ครบถ้วน เนื่องจากคณะกรรมการสรรหามีลักษณะเป็นคณะกรรมการชั่วคราว และยังไม่มีบทบัญญัติใดกำหนดไว้อย่างชัดเจนว่า คณะกรรมการสรรหาชุดเดิมมีหน้าที่และอำนาจกลับมาวินิจฉัยการพ้นจากตำแหน่งของกรรมการ กสทช. ที่ดำรงตำแหน่งอยู่
และตนไม่สามารถเข้าร่วมประชุมในฐานะกรรมการสรรหาชุดเดิมต่อไปได้ เนื่องจากไม่เห็นด้วยกับองค์ประกอบของคณะกรรมการชุดดังกล่าว และยังไม่มีคำวินิจฉัยอย่างเป็นทางการจากหน่วยงานที่มีอำนาจว่า คณะกรรมการสรรหาชุดเดิมสามารถกลับมาปฏิบัติหน้าที่และวินิจฉัยเรื่องการพ้นจากตำแหน่งของกรรมการ กสทช. ได้หรือไม่
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สถานการณ์ดังกล่าวจึงนำไปสู่คำถามว่า การที่คณะกรรมการสรรหาเร่งวินิจฉัยรับรองสถานะของนายวิทัยด้วยตนเอง ท่ามกลางข้อทักท้วงจากทั้ง ธปท. และกรรมการสรรหาเสียงข้างน้อย เป็นการดำเนินการเพื่อให้องค์ประชุมครบถ้วนและสามารถเดินหน้าลงมติชี้ขาดกรณีประธาน กสทช. ได้โดยเร็วหรือไม่
รวมถึงมติที่เกิดขึ้นภายใต้องค์ประกอบซึ่งยังมีข้อโต้แย้งทางกฎหมายจะมีผลสมบูรณ์และชอบด้วยกฎหมายเพียงใด ทั้งนี้ประธาน กสทช. ยื่นขอเอกสารก่อนวันลงมติ แต่กลับไม่ได้รับข้อมูล และ
อีกประเด็นที่ถูกตั้งข้อสังเกตคือ การเข้าถึงข้อมูลและเอกสารที่ใช้ประกอบการวินิจฉัย โดยเมื่อวันที่ 15 กรกฎาคม 2569 ประธาน กสทช. ได้มีหนังสือขอระเบียบวาระการประชุม มติที่เกี่ยวข้อง รายงานการตรวจสอบข้อเท็จจริง และเอกสารทั้งหมดที่คณะกรรมการสรรหาใช้ประกอบการพิจารณา เพื่อใช้จัดทำคำชี้แจงและรักษาสิทธิของผู้ถูกพิจารณา
ต่อมาในวันที่ 16 กรกฎาคม สำนักงานเลขาธิการวุฒิสภาได้มีหนังสือตอบว่า เอกสารการประชุมและข้อมูลประกอบยังอยู่ในความครอบครองของคณะกรรมการสรรหา จึงยังไม่สามารถจัดส่งให้ได้ และจะนำคำขอดังกล่าวเสนอให้คณะกรรมการสรรหาพิจารณา ขณะที่รายงานการตรวจสอบข้อเท็จจริงของคณะกรรมาธิการวุฒิสภาไม่สามารถเปิดเผยได้ เนื่องจากเป็นรายงานลับและกระบวนการพิจารณายังไม่เสร็จสมบูรณ์
อย่างไรก็ตาม เพียงหนึ่งวันหลังจากสำนักงานเลขาธิการวุฒิสภาแจ้งว่ายังไม่สามารถส่งเอกสารให้ได้ คณะกรรมการสรรหากลับมีมติในวันที่ 17 กรกฎาคม
ส่งผลให้เกิดคำถามว่า ผู้ถูกพิจารณาได้รับโอกาสอย่างเพียงพอในการเข้าถึงข้อมูลที่ถูกนำมาใช้วินิจฉัยและสามารถชี้แจงข้อเท็จจริงได้อย่างครบถ้วนหรือไม่
ข้อสังเกตดังกล่าวยิ่งมีน้ำหนัก เมื่อเปรียบเทียบกับกรอบเวลาที่คณะกรรมการสรรหากำหนดให้ประธาน กสทช. ต้องส่งข้อมูลและเอกสารภายในเวลาเพียง 10-13 วัน ขณะที่คำขอเข้าถึงข้อมูลของฝ่ายผู้ถูกพิจารณายังไม่ได้รับการพิจารณาให้แล้วเสร็จก่อนมีมติ จึงทำให้เกิดข้อถกเถียงถึงความสมดุลของกระบวนการและการคุ้มครองสิทธิของคู่กรณี ประเด็นดังกล่าวจึงยังเป็นข้อถกเถียงทั้งในทางกฎหมายและกระบวนการ โดยเฉพาะองค์ประกอบของคณะกรรมการสรรหา การเข้าถึงข้อมูลของผู้ถูกพิจารณา และผลของมติที่เกิดขึ้น ซึ่งอาจต้องรอการวินิจฉัยหรือคำอธิบายจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต่อไป

