หน้าแรก การเมือง ปกรณ์ เผย จบผ...

ปกรณ์ เผย จบผลสอบโกงสอบท้องถิ่น เตรียมส่งรายงาน นายกฯ 4 ส.ค.แฉพิรุธอื้อ ขรก.-เอกชนเอี่ยวนับร้อย

25.07.26 | 06:40 น.

ปกรณ์ เผย จบผลสอบโกงสอบท้องถิ่น เตรียมส่งรายงาน นายกฯ  4 ส.ค. แฉพิรุธอื้อ ขรก.-เอกชนเอี่ยวนับร้อย ภราดร ชู ซูเปอร์ ไลเซนส์ ตัดวงจรจ่ายส่วยราชการ


เมื่อวันที่ 24 กรกฎาคม ที่ทำเนียบรัฐบาล นายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรี ประธานประชุมคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงและข้อกฎหมาย กรณีทุจริตการสอบแข่งขันเพื่อบรรจุบุคคลเป็นข้าราชการหรือพนักงานส่วนท้องถิ่น ปี 2568 ครั้งที่ 3/2569 เปิดเผยผลการประชุมว่า การประชุมครั้งนี้ ฝ่ายเลขานุการ และคณะทำงานได้นำรายละเอียดและข้อสังเกตต่างๆ มาให้ดูและพิจารณาเป็นโครงร่างรายงานเรียบร้อยโดยสรุปแบ่งเป็น 4 ส่วน

ดังนี้ 1.เรื่องการพิจารณากำหนดอัตราตำแหน่งว่า มีที่มาที่ไปอย่างไร จำนวนเป็นอย่างไร แต่สุดท้ายมีเหตุผลอะไรจำนวนถึงโป่งกว่าเดิม 2.สิ่งที่เราเจอคือ กระบวนการก่อนการสอบมีจุดบกพร่องอะไรบ้าง ซึ่งพบเห็นจุดบกพร่องอยู่หลายประการ และทีโออาร์ รวมถึงจะแยกว่าใครมีส่วนเกี่ยวข้องบ้าง กระบวนการทำสัญญาจัดจ้าง กระบวนการจัดสอบมีกระบวนการอย่างไร ซึ่งพบข้อบกพร่องค่อนข้างเยอะและไม่ได้สอดคล้องกับที่สำนักงานคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน (ก.พ.) ดำเนินการจัดสอบตามปกติ

3.กระบวนการจัดเก็บเอกสาร กระบวนการจัดสอบ เป็นไปตามมาตรฐานของกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม (อว.) หรือไม่ เพราะการจัดสอบของมหาวิทยาลัยควรจะเป็นไปตามมาตรฐานที่จัดสอบอยู่ เช่น การสอบเอนทรานต์และการสอบของมหาวิทยาลัย 4.การประกาศผลสอบและบรรจุแต่งตั้ง ที่พบว่าขอบรรจุ 8,000 ตำแหน่ง แต่ตอนบรรจุบวมมาเป็น 10,000 ตำแหน่งได้อย่างไร ถูกต้องตามกฎหมายหรือไม่ มีมติอะไรรองรับหรือไม่

Advertisement

นายปกรณ์ กล่าวว่า ส่วนข้อเสนอแนะ หลังจากเกิดเรื่องขึ้นแล้ว ผู้เกี่ยวข้องและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมีปฏิกิริยาอย่างไรบ้าง ได้แก้ไขอย่างไรบ้างเมื่อเกิดปัญหาเพื่อให้สถานการณ์ยุติโดยเร็ว และใครมีส่วนเกี่ยวข้องอะไร อย่างไร ส่วนเรื่องเส้นทางการเงิน ทาง ป.ป.ท. และปปง.รับไปดำเนินการต่อ ซึ่งหลังจากนี้คณะทำงานจะระดมทำงานในช่วงวันหยุด เพื่อจะปิดเล่มและทำรายงานเสนอนายกฯ ในวันที่ 4 ส.ค. เพื่อสั่งการต่อไป

ทั้งนี้ได้ให้ฝ่ายเลขานุการคณะกรรมการฯ ระบุตัวบุคคลที่เกี่ยวข้อง เริ่มตั้งแต่ครั้งแรกมีใครบ้าง คณะกรรมการอนุมัติชุดแรกมีใครบ้าง และจะเห็นว่า ใครบ้างที่ต้องไปตรวจสอบกันต่อ โดยรับผิดชอบ แต่คณะกรรมการชุดนี้จะไม่ชี้ว่าใครผิด เพราะจะปล่อยให้พิสูจน์เจตนาและความผิด ถ้าใครเกี่ยวข้องทางวินัยให้หน่วยงานต้นสังกัดตั้งคณะกรรมการตรวจสอบต่อ ถ้าเป็นเรื่องทางอาญาเป็นเรื่องของตำรวจ ป.ป.ช.ตรวจสอบ ส่วนใครทำผิดปกครองให้ไปตามขั้นตอนของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง แต่คนที่เกี่ยวข้องแต่ละขั้นตอนจะระบุไว้

นายปกรณ์ กล่าวว่า สำหรับผู้ที่เกี่ยวข้องมีประมาณหลักเกินร้อยคน มีทั้งภาครัฐและเอกชน ซึ่งขอไม่ระบุว่า เป็นระดับไหน แต่จะระบุหมดว่าใครเกี่ยวข้อง และเกี่ยวข้องในช่วงเวลาไหน แต่ขอย้ำว่า ทุกคนยังไม่ได้ผิด แต่เป็นคนที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการ และชั้นนี้ไม่ได้ระบุถึงคนจ่ายกับคนรับสินบน แต่จะเป็นการหาว่า กระบวนการนี้เกี่ยวข้องกับใคร ตรงไหนเป็นจุดเด่น ซึ่งจะชัดเจนในตัวของตัวเอง

ทั้งนี้คณะกรรมการชุดของตนถือเป็นสารตั้งต้น ที่จะมีข้อเสนอแนะให้นายกฯ ให้ส่งรายงานแก่หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทั้งตำรวจ ป.ป.ช. ป.ป.ท. ปปง. ไปดำเนินการตามอำนาจหน้าที่ และยังมีข้อเสนอเกี่ยวกับการจัดสอบครั้งนี้ต่อไป โดยเฉพาะกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น (สถ.) และคณะกรรมการกลางการสอบแข่งขันพนักงานส่วนท้องถิ่น (กสถ.) ควรจะปิดช่องโหว่ รวมถึงเรื่องที่เกี่ยวข้องกับการบรรจุแต่งตั้งไปแล้ว ซึ่งมีคำวินิจฉัยของศาลปกครองสูงสุดไปแล้ว คงไม่มีอะไรผิดไปจากนั้นเท่าไหร่ อยู่ที่การแยกแยะว่าจะมีจำนวนเท่าไหร่

เมื่อถามว่าเป็นข้าราชการระดับ 10 ลงมาหรือไม่ นายปกรณ์ กล่าวว่า อย่าถามนำ ไม่เอา ตนจะระบุว่าใครเกี่ยวข้อง และเกี่ยวข้องในช่วงเวลาไหน เพราะไม่ใช่ว่าทุกคนจะทำผิด เอาที่เกี่ยวข้องก่อน ส่วนจะผิดหรือไม่ผิดก็ไปลุยกันต่ออีกรอบ

ผู้สื่อข่าวถามว่า ในจำนวนกว่าร้อยคน เกี่ยวข้องด้านไหนบ้าง นายปกรณ์ กล่าวว่า มีอำนาจหน้าที่เกี่ยวกับการสอบ และไม่ได้มีหน้าที่กับการจัดสอบแต่ไปเกี่ยวข้องกับการสอบ และหลังจากยื่นให้นายกฯแล้ว คณะกรรมการฯชุดของตนจะหมดหน้าที่ โดยจะเหลือการประชุมอีก 1 ครั้งในวันที่ 4 ส.ค. นี้ เพื่อตรวจทานก่อนส่งให้นายกฯ

“การเสนอความเห็นต่างๆ สำคัญทุกเรื่อง เพราะในที่ประชุมไม่มีใครทนได้ ประชุมไปก็ถอนหายใจ ทำกันอย่างนี้ได้อย่างไร รมว.ยุติธรรม ก็แซวผมว่า ท่านประธานจะหมดลมแล้ว ถอนหายใจบ่อยเหลือเกิน ในชีวิตไม่เคยเจอแบบนี้” นายปกรณ์ กล่าว

ที่ทำเนียบรัฐบาล นายภราดร ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงกรณีคณะกรรมการประสานงานเพื่อการต่อต้านการทุจริต (คตท.) มีมติแต่งตั้งให้นายภราดร เป็นประธานคณะอนุกรรมการดูแลเกี่ยวกับเรื่องการติดสินบนเชิงทุจริตในภาครัฐ ว่า วัตถุประสงค์ใหญ่ คือต้องการยกค่าดัชนีการรับรู้การทุจริต (CPI) ให้สูงขึ้น และจะแก้ไขปัญหาการทุจริตเชิงโครงสร้างให้ได้เบ็ดเสร็จมากที่สุด ซึ่งคณะอนุกรรมการของตนจะเข้ามาดู เรื่องการอนุมัติอนุญาตของหน่วยงานราชการ

นายภราดร กล่าวว่า ก่อนหน้านี้ตนได้พูดคุยกับนายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) พล.ต.อ.เพิ่มพูน ชิดชอบ ที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย รวมถึงนายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรี แล้วว่า การทุจริตเกิดขึ้นจากภาครัฐ โดยเฉพาะการอนุมัติอนุญาตต่างๆ จึงเป็นที่มาของนโยบาย “ซูเปอร์ ไลเซนส์” (Super License) รวมการขออนุมัติอนุญาตให้เป็นแหล่งเดียวกัน เพื่ออำนวยความสะดวกแก่ผู้ประกอบการ หรือประชาชนในพื้นที่ต่างจังหวัด อาทิ การถมที่ดิน การสร้างบ้าน ซึ่งประชาชนต้องไปขอใช้บริการจากองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ทิ้งเอกสารไว้เป็นเดือนเป็นปี ก็ยังไม่ได้รับการอนุมัติให้ก่อสร้าง จึงเป็นช่องว่างทางกฎหมาย และการใช้ดุลยพินิจของเจ้าหน้าที่ ในการเลือกรับผลประโยชน์จากผู้ประกอบการ

นายภราดร กล่าวต่อว่า จึงได้มีการนำการขออนุมัติอนุญาตมาไว้บนแพลตฟอร์มออนไลน์ เพื่อให้เจ้าหน้าที่ของรัฐ เช่นฝ่ายตรวจสอบ หรือสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ (ปปท.) หน่วยงานรัฐ หรือผู้ที่ขออนุญาต สามารถเห็นว่าขั้นตอนการขออนุญาตไปถึงไหนแล้ว และมีกรอบระยะเวลาในแต่ละขั้นตอนกี่วัน ย้ำว่าคณะอนุกรรมการของตนจะเร่งทำเรื่องนี้ โดยจะนัดพูดคุยอย่างเป็นทางการเพื่อมอบหมายภารกิจ และวาง KPI กับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้ชัดเจน ซึ่งหลักใหญ่คือสำนักงานพัฒนารัฐบาลดิจิทัล (DGA) ที่อยู่ภายใต้การกำกับดูแลของกระทรวงดีอี

นายภราดร กล่าวอีกว่า ปัจจุบันนี้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น มีการยกระดับขึ้นมาในแพลตฟอร์มออนไลน์เพียงหลักร้อยจากหลายพันแห่ง แต่จะพยายามผลักดันให้เข้าสู่ระบบมากขึ้นภายในปีหน้า ส่วนหน่วยงานอื่น บางหน่วยงานเข้ามาอยู่ในแพลตฟอร์มแล้ว และจะพยายามให้หน่วยงานอื่นเข้ามาในระบบมากยิ่งขึ้น