นิติบุคคลจดทะเบียนในกระบี่ ต้องสงสัยนับพัน 31 แห่งชี้ชัดเป็นนอมินี พลพีร์ สั่งเร่งสอบเส้นเงิน
เมื่อเวลา 10.45 น. วันที่ 25 กรกฎาคม นายพลพีร์ สุวรรณฉวี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานการประชุมติดตามการขับเคลื่อนดำเนินงานตามนโยบายของรัฐบาลและกระทรวงมหาดไทย โดยมี นายไชยวัฒน์ จุนถิระพงศ์ เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย และหัวหน้าส่วนราชการ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดกระบี่ นายอำเภอ ผู้บริหารองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง ร่วมประชุม ณ ห้องประชุมพนมเบญจา ชั้น 5 ศาลากลางจังหวัดกระบี่
นายพลพีร์ กล่าวว่า สำหรับการแก้ไขปัญหาด้านไฟฟ้าบนเกาะฮั่งและเกาะปอ อ.เกาะลันตา การไฟฟ้าส่วนภูมิภาคจะเร่งรัดงบประมาณเพื่อจัดทำโครงการไมโครกริด หรือโซลาร์ฟาร์มขนาดเล็ก โดยมีขนาดประมาณ 300 กิโลวัตต์และ 150 กิโลวัตต์ ซึ่งเพียงพอต่อการใช้งานของทุกครัวเรือนบนทั้งสองเกาะ โครงการนี้คาดว่าจะใช้เวลาดำเนินการประมาณ 1 ปี ทั้งนี้ ได้กำชับให้การไฟฟ้าส่วนภูมิภาคลงพื้นที่ทำความเข้าใจและให้ความรู้แก่ประชาชนอย่างต่อเนื่องทุกเดือนตั้งแต่เริ่มต้นจนสิ้นสุดการติดตั้ง หากในอนาคตชุมชนมีการขยายตัวมากขึ้น อาจต้องพิจารณาการวางสายเคเบิลใต้น้ำเพื่อดึงกระแสไฟฟ้าจากเกาะใกล้เคียงมาเสริม ในด้านระบบประปา ได้ประสานงานกับนายเจเศรษฐ์ ไทยเศรษฐ์ รมช.มหาดไทยที่กำกับดูแล เพื่อให้การประปาส่วนภูมิภาคเตรียมแผนพัฒนาและรองรับความต้องการใช้น้ำ เนื่องจากท่อประปาเดิมใช้งานมานาน 20-30 ปี และเสื่อมโทรมเร็วจากไอทะเล จึงต้องจัดทำแผนสำรวจปรับปรุงและของบประมาณมาพัฒนาให้ประชาชนมีน้ำสะอาดและมีแรงดันน้ำที่ดีเพียงพอ นอกจากนี้ อบจ.กระบี่ ยังเตรียมเข้ามาบูรณะและก่อสร้างท่าเรือรวมถึงโป๊ะเรือใหม่ที่เกาะปูเพื่อความปลอดภัยของประชาชน

นายพลพีร์ กล่าวอีกว่า ในส่วนของปัญหาที่ดินทำกิน ได้สั่งการให้กรมที่ดินลงพื้นที่ตรวจสอบกรณีที่ชาวต่างชาติหรือกลุ่มนอมินีมีเอกสารหลักฐานหรือโฉนดครอบครองที่ดินอย่างถูกต้อง ในขณะที่ประชาชนท้องถิ่นดั้งเดิมที่อาศัยและทำกินมาตั้งแต่บรรพบุรุษกลับไม่มีเอกสารสิทธิ์ แม้จะเชื่อมั่นในคุณภาพและคุณธรรมของบุคลากรกรมที่ดิน แต่ได้กำชับให้ตรวจสอบขั้นตอนการออกเอกสารสิทธิ์อย่างละเอียด หากพบข้อสงสัยให้เรียกตัวบุคคลที่เกี่ยวข้องมาสอบสวน และหากพบว่ามีเจ้าหน้าที่ทุจริตต่อหน้าที่จะต้องถูกดำเนินคดีโดยไม่มีการละเว้น
“สำหรับปัญหาธุรกิจนอมินี พบว่ามีนิติบุคคลจดทะเบียนในจังหวัดกระบี่ที่เข้าข่ายต้องสงสัยกว่า 1,000 ราย โดยมี 133 รายอยู่ในกลุ่มเสี่ยง และ 31 บริษัทที่ชี้ชัดว่าเป็นนอมินีอย่างแน่นอน จึงได้บูรณาการร่วมกับกรมที่ดิน กรมการปกครอง กระทรวงพาณิชย์ และสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เพื่อสืบสวนเส้นทางการเงินของชาวต่างชาติและคนไทยที่มีส่วนสนับสนุนอย่างละเอียด”

นายพลพีร์ กล่าวต่อไปอีกว่า การจัดระเบียบสถานประกอบการที่ไม่มีใบอนุญาตถูกต้องตามกฎหมาย เราไม่ได้มีเจตนาทำลายการลงทุนหรือการท่องเที่ยวของจังหวัดกระบี่ แต่เป็นการยกระดับมาตรฐานความปลอดภัยของโครงสร้างอาคารและระบบหนีไฟ เพื่อป้องกันโศกนาฏกรรมที่อาจเกิดขึ้นกับนักท่องเที่ยวและประชาชน รัฐบาลพร้อมสนับสนุนให้ผู้ประกอบการเข้าสู่ระบบอย่างถูกต้อง แต่หากสถานประกอบการใดไม่ได้มาตรฐานและเสี่ยงต่อความปลอดภัย จะต้องถูกสั่งปิดถาวรตามกฎหมาย (ปว. 50) การบังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มงวดยังช่วยป้องกันไม่ให้โรงแรมที่ไม่ได้รับอนุญาตกลายเป็นแหล่งกบดานของอาชญากรข้ามชาติ ซึ่งถือเป็นภัยต่อสังคมและความมั่นคงของชาติ สำหรับนโยบายฟรีวีซ่านั้น มีทั้งข้อดีในการส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพและธุรกิจที่ถูกกฎหมาย แต่อีกด้านหนึ่งก็เป็นช่องโหว่ให้อาชญากรแฝงตัวเข้ามาทำผิดกฎหมายเอาเปรียบคนไทย การพิจารณาปรับลดหรือขยายมาตรการนี้ในอนาคตจึงต้องประเมินอย่างรอบคอบร่วมกับคณะรัฐมนตรี โดยคำนึงถึงบริบทด้านความมั่นคงและผลกระทบต่อภาพรวมทางเศรษฐกิจเป็นหลัก
“จังหวัดกระบี่มีศักยภาพการเติบโตอย่างก้าวกระโดดนับตั้งแต่ปี 2562 โดยมีความเข้มแข็งของกลุ่มอาชีพสตรีที่สามารถสร้างรายได้เชื่อมโยงสู่เศรษฐกิจชุมชน รวมทั้งมีแผนพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านโลจิสติกส์ขนาดใหญ่ เช่น โครงการก่อสร้างสะพานมูลค่า 1,800 ล้านบาท และโครงการถนนเลี่ยงเมืองมูลค่าประมาณ 10,000 ล้านบาท อย่างไรก็ตาม การพัฒนาดังกล่าวต้องดำเนินควบคู่ไปกับการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติอย่างยั่งยืน โดยล่าสุดพบปัญหาการลักลอบตัดไม้ในพื้นที่ ซึ่งทางผู้ว่าราชการจังหวัดจะเร่งดำเนินการสืบสวนหาผู้กระทำผิดต่อไป” นายพลพีร์ กล่าวเพิ่มเติม



