“ปกรณ์”ลุยปฏิรูประบบรัฐ ยุบแน่ “หน่วยงานซ้ำซ้อน” ประเดิม ก.ย.นี้ ยุบ “ธนาคารที่ดิน” ตามด้วย “ป.ย.ป.และ 4-5 องค์การมหาชน” ที่ไม่ผ่านประเมินซ้ำ เผยมี 2 ตัวเลือก จนท.เออร์ลี่-โอนย้าย ชี้โลกเปลี่ยนถ้าไม่ปรับประเทศไทยสู้เขาไม่ได้
เมื่อวันที่ 26 ก.ค. นายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรี ฝ่ายกฎหมาย กล่าวถึงแนวทางการปฏิรูประบบราชการ ในการยุบหน่วยงานที่ซ้ำซ้อนหรือไม่มีความจำเป็น ว่า การยุบหน่วยงานซ้ำซ้อนนั้น นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ให้นโยบายมาแล้วว่าจะยุบ โดยขณะนี้ประเมินไว้แล้วว่าหน่วยงานที่จะยุบอันดับต้นๆ จะเริ่มตั้งแต่ช่วงสิ้นเดือนกันยายน คือ สถาบันบริหารจัดการธนาคารที่ดิน (องค์การมหาชน) หรือ บจธ. (ธนาคารที่ดิน) เพราะมีการขยายระยะเวลามาหลายปีแล้ว อาจนำไปรวมกับสำนักงานคณะกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติ (สคทช.) ซึ่งตอนนี้มีการฟีดควบคุมไว้ทั้งหมดแล้ว
นายปกรณ์กล่าวต่อว่า จากนั้นจะพิจารณายุบหน่วยงานอื่นๆ ที่ซ้ำซ้อนต่อไป เช่น สำนักงานขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศยุทธศาสตร์ชาติ และการสร้างความสามัคคีปรองดอง (ป.ย.ป.) และหน่วยงานองค์การมหาชนอีก 4-5 หน่วยงานในเบื้องต้น ที่ไม่ผ่านการประเมินมาหลายปี หลังที่จากก่อนหน้านี้ให้โอกาสปรับตัวแล้ว
ขอย้ำว่าการยุบหน่วยงานจะค่อยๆ ทำ ไม่เช่นนั้นจะกระทบกระเทือนเจ้าหน้าที่
ส่วนกรณีถ้าหากยุบหน่วยงานและมีการออกมาชุมนุมเรียกร้องคัดค้านนั้น นายปกรณ์กล่าวว่า ขอเรียนตรงๆ เราต้องอยู่กันด้วยเหตุผล วิธีการเก่าๆ แบบนี้ควรเลิกได้แล้วเพราะไม่ดีสำหรับประเทศ ฉะนั้นหากดูจากสถานการณ์และตัวเลขงบประมาณ และยังทำเช่นเดิมประเทศจะไปไม่ได้ 
“สิ่งสำคัญที่สุด เราต้องยอมรับความจริงว่า อยู่แบบเดิมไม่ได้แล้ว จะตั้งหน่วยงานมาเยอะแยะมันไม่ได้แล้ว เพราะโลกมันเปลี่ยนไป” นายปกรณ์กล่าว
รองนายกฯ ฝ่ายกฎหมาย กล่าวต่อว่า หลักการพิจารณายุบหน่วยงานนั้น สำนักงานคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน (ก.พ.) และสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ (ก.พ.ร.) จะเป็นผู้ประเมินหน่วยงานราชการ ส่วนหน่วยงานรัฐวิสาหกิจ กระทรวงการคลังจะเป็นฝ่ายผู้ประเมิน โดยเกณฑ์ประเมินคือเป็นหน่วยงานที่มีภารกิจซ้ำซ้อน ส่วนการบริหารจัดการอัตรากำลังหน่วยงานที่ถูกยุบไป จะมี 2 แนวทางคือ 1.ถ้าสมัครใจออกก็เข้าร่วมโครงการเออร์ลี่รีไทร์ และ 2.ย้ายไปอยู่หน่วยงานใหม่ แต่ต้องยอมรับว่าสิทธิประโยชน์คงไม่ได้เหมือนเดิม จะต้องอิงตามระบบหน่วยงานใหม่
เมื่อถามว่า การดำเนินนโยบายยุบหน่วยงาน กังวลจะเป็นการเสียคะแนนทางการเมืองหรือไม่ นายปกรณ์กล่าวว่า เรื่องนี้รัฐบาลให้ตนดำเนินการ ทุกคนก็บอกว่าดี
เมื่อถามย้ำว่า งานนี้ถือเป็นวาระเร่งด่วนต้องทำให้ชัดเจนภายในปีนี้หรือไม่ นายปกรณ์กล่าวว่า ถึงอย่างไรก็ต้องทำภายในรัฐบาลนี้ อาจจะเห็นผลอีก 10 ปีข้างหน้าก็ตาม เพราะมันไม่ได้ง่ายเหมือนภาคเอกชนปรับเปลี่ยนโครงสร้างองค์กร ทั้งนี้ ตนมมองว่าสถานการณ์ปรับเปลี่ยนโครงสร้างองค์กรให้เหมาะสมตอนนี้เป็นไปทั่วโลก ฉะนั้นภาครัฐของประเทศไทยก็ต้องปรับตัวอย่างรุนแรง ไม่เช่นนั้นจะได้รับผลกระทบรุนแรงจากสถานการณ์ต่างๆ ทั้งปัญหาพลังงานหรือภาษีที่เพิ่มขึ้น
“วันนี้เราไม่ได้อยู่ในโลกที่เป็นปกติเหมือน 10-20 ปีก่อน ที่อยู่ในยุคการค้าขายอย่างไรก็รวย แต่วันนี้มันไม่ใช่ วันนี้ต้องมาช่วยกันดูแล ถ้าเราไม่ปรับโครงสร้างรัฐหรือเปลี่ยนวิธีการทำงาน ความสามารถในการแข่งขันของประเทศจะนิ่งและเทียบประเทศอื่นที่พัฒนาดีขึ้นไม่ได้ ฉะนั้นอยากให้เข้าใจตรงนี้ ไม่อยากให้ดราม่า และก็ต้องคิดเอาว่าจะเลือกเอาประเทศ หรือจะเลือกเอาตัวเอง” นายปกรณ์กล่าว


